วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

The Sword with No Name (2009): องครักษ์พิทักษ์เธอ


The Sword with No Name (2009) :
ต้องยอมรับว่าที่หนังเกาหลีมาไกลถึงขนาดนี้ได้ ไม่ได้เพราะมีดีแค่เหล่าดาราหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มหรือความโรแมนติคเต็มล้นมามอบให้เท่านั้น แต่เพราะหนังเกาหลีส่วนใหญ่มีบทที่แข็งแรงและสร้างสรรค์ด้วย ว่าก็ว่าเหอะ ตั้งแต่ดูหนังเกาหลีมาหลายปี ยังไม่เคยเจอเรื่องไหนที่ห่วยเลย (อาจจะมีแต่เรายังไม่เคยดูมั้ง) หนังของพวกเขาอย่างน้อยๆ ก็อยู่ในระดับที่พอใช้ขึ้นไปทั้งนั้น แม้ระยะหลังๆ จะมาในรูปแบบซ้ำๆ จนเริ่มจะจับทางกันได้บ้างแล้วก็ตาม


รักต่างชนชั้นมาอีกแล้วครับพี่น้อง
มาถึงหนังเรื่องล่าสุดของ ผกก.คิม ยอง-จุน (Wanee & Junah [2001]) นี้ ก็ทำออกมาได้น่าสนใจ งานสร้างดูดีมีราคา ถึงหน้าหนังจะดูเหมือนหนังบู๊ฟันดาบย้อนยุคทั่วๆ ไป แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างหนุ่มสาวซะมากกว่า โดยมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ การเมือง แม้แต่การปลุกเลือดรักชาติ(เกาหลี) มาผสมผสานได้อย่างค่อนข้างน่าพอใจเลยทีเดียว

ฉากบู๊ก็ใช้ได้เลยทีเดียว
ด้วยเรื่องราวความรักระหว่าง มูเมียว(โช ซังวู) ชายหนุ่มกำพร้าคนรับจ้างแจวเรือที่รับจ๊อบเป็นนักล่าหัวเงินรางวัล กับ แจยัง(ซู-เอ) หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กลายเป็นราชินีแห่งเกาหลีอยู่รอมร่อ ซึ่งแน่นอนรักนี้ย่อมมีอุปสรรค แต่เขายอมทำทุกอย่างเพื่อได้อยู่ใกล้ๆ เธอ รวมถึงการหาทางเข้ามาเป็นองค์รักษ์หลวงด้วย ในขณะที่ผู้ที่เป็นราชินีเยี่ยงเธอนั้น มีภาระหน้าที่รับผิดชอบอันใหญ่หลวง จนอาจต้องยอมละทิ้งความปรารถนาแห่งหัวใจของตนไป ยิ่งในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองครุกรุ่นเช่นนี้ ที่แม้แต่ชีวิตของพระราชินียังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาอาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่ข้างเธอจนถึงที่สุด

นางเอกเราแสดงดีทีเดียว
หนังเริ่มต้นมาในคราบของหนังรักเกาหลีหวานๆ ทั่วๆ ไป(เพียงแต่มาในชุดโบราณ) แต่ในทันทีที่ตัวนางเอกได้เป็นราชินีแล้ว และมีเรื่องการเมือง การช่วงชิงอำนาจ จากทั้งในวังเอง และจากประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามครอบงำ(ญี่ปุ่นยังคงเป็นตัวร้ายตลอดกาลสำหรับคนเกาหลี)เข้ามาเกี่ยว ก็ทำให้มีอะไรที่น่าสนใจขึ้นมาเยอะ ในขณะที่ฉากบู๊ ถึงจะไม่ค่อยมีเยอะ แต่ที่มีก็ทำออกมาในระดับที่น่าพอใจ ส่วนแกนหลักของเรื่องในเรื่องราวของความรัก ก็พอจะประทับใจได้อยู่ แม้จะมีฉากที่พยายามเค้นอารมณ์คนดูตามฟอร์มหนังเกาหลีพิมพ์นิยมอยู่ก็ตาม(แต่ถ้าทำได้ถึงก็ทำไปเถอะจ่ะ ไม่ว่าอะไร)

นักแสดงที่โดดเด่นก็คงไม่พ้นคุณนางเอกอย่างคุณ ซู-เอ ที่หน้าตาถึงจะสวยน้อยกว่าดาราไทยหลายๆ คน แต่การแสดงของเธอนั้นไม่เลวเลยทีเดียวกับบทบาทที่ต้องเก็บอารมณ์ตลอด แต่เมื่อถึงเวลาก็ฉายเสน่ห์ได้เต็มที่ บทจะสะเทือนอารมณ์ก็ทำหน้าที่ได้เจ๋ง หนังเกือบจะอยู่ในระดับพอใช้อยู่แล้ว แต่เพราะช่วงท้ายของหนังที่ทำได้น่าติดตามเลยทำให้หนังโดดเด่นขึ้นมาในที่สุด น่าดูครับเรื่องนี้

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังรัก ในคราบหนังโบราณฟันดาบ ที่มีงานสร้างดูดี และสามารถเพิ่มแง่มุมอื่นๆ เข้ามาได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
  • ไม่น่าดูเพราะ: ใครเอียนหนังรักเกาหลี ที่มักมีฉากเค้นน้ำตา ก็พึงหลีกเลี่ยง




*ช่วงของแถม*

เพลงประกอบหนังแสนไพเราะที่ร้องโดย Lee Sun Hee
สิ่งที่น่าพอใจอีกอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้คือดนตรีประกอบที่ไพะเราะมาก สามารถช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้กับตัวหนังได้แยะทีเดียว โดยเฉพาะเพลงช่วง End Title ที่ถึงเราจะฟังไม่ออกว่าเขาร้องอะไรกัน แต่ก็เพราะได้ใจชะมัด เราเลยนำ MV เพลงนี้มาให้ชม และหากท่านชื่นชอบ เราก็ได้เตรียม MP3 ของสองเพลงเด่นจากหนังมากำนัลแก่ท่านด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น