วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Fright Night (2011): คืนนี้ผีมาตามงับ


Fright Night (2011) :
ถึงคิวโดนจับมารีเมคแล้ว สำหรับหนังสยองขวัญแวมไพร์ปนตลก ที่เคยฮิตเกินคาดตอนออกฉายเมื่อปี ค.ศ.1985 (และมีภาคสองออกตามมาด้วยในปี '88) โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้เฮีย Colin Farrell (ที่ห่างหายจากหนังตลาดมานาน) มาเล่นเป็นแวมไพร์จอมงับประจำเรื่อง และได้ Craig Gillespie ที่เคยทำหนังตลกอย่าง Lars and the Real Girl (2007) มารับหน้าที่กำกับ

เฮีย Colin Farrell ในหนังแวมไพร์!?
จู่ๆ Charley (Anton Yelchin จาก Star Trek [2009]) วัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองอันแสนสงบสุขแถบลาสเวกัส ก็พบว่าเพื่อนบ้านหลังข้างๆ อย่าง Jerry (Farrell) ดันเป็นแวมไพร์ที่ชอบพาสาวๆ สวยๆ มางับคอที่บ้านซะงั้น เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลำคอคุณแม่ยังโสดและแฟนสาวสุดสวยของตนไว้อย่างสุดชีวิต ทั้งๆ ที่เขาเองก็กลัวจะโดนงับคอไปอีกรายจนฉี่แทบจะราดอยู่แล้วเนี่ย


รู้สึกบ้านนี้จะชอบกินกระเทียมกันมาก
เวอร์ชั่นรีเมคนี้ไม่ได้เดินตามต้นฉบับแบบเป๊ะๆ แต่นำเงื่อนไข 'ถ้าหากมีแวมไพร์มาอยู่ข้างบ้าน' มาเล่นเรื่องราวให้อัพเดททันยุคทันสมัยซะมากกว่า โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ว่าใครเป็นแวมไพร์โดยการถ่ายคลิปหรือดูผ่านกล้องวงจรปิดแทนที่จะใช้กระจกส่องเหมือนต้นฉบับ การหาวิธีสะเดาะกุญแจทางเว็บด้วยมือถือของพระเอก หรือการเอ่ยถึง Twilight อย่างการบอกโต้งๆ เลยว่า แวมไพร์เรื่องนี้ไม่แหววเหมือนใน Twilight นะเฟ้ย (แถมเพื่อนพระเอกยังเคืองที่พระเอกแซวว่าอ่าน Twilight มากไปหรือเปล่าอีกด้วย อิอิ)


ไฟไหม้บ้านแล้วยังเล่นซ่อนแอบกันได้อยู่อีก

ทางด้านตัวร้ายของเรื่องอย่างเฮีย Farrell ก็ทำหน้าที่ของตนได้เรื่อยๆ ตามสไตล์แกไม่มีอะไรพิศดารหรือให้ต้องติ (เพราะเฮียแกบอกแต่แรกแล้วว่ารับเล่นเรื่องนี้เพราะเงิน อิอิ) ส่วนอีกคนที่มีสีสันหน่อยก็คือตัวละครนักมายากลสุดเกรียนที่รับบทโดย David Tennant ซึ่งก็นะ หนังอเมริกันยุคนี้มักทำให้ตัวละครที่เป็นคนอังกฤษออกไปแนวนี้อยู่เรื่อยนะเนี่ย ในขณะที่งานด้านเอฟเฟกต์สยองและงานสร้างก็ทำได้ดีตามอัตภาพ


Doctor Who มาทำอะไรในเรื่องนี้เนี่ย?
โดยรวมแล้วถือเป็นหนังรีเมคที่ทำได้ดีไม่เสียของ อัพเดทเรื่องราวให้ทันสมัยได้ดี แม้จะไม่ถึงกับดีเด่น แต่ก็ดูได้เพลินๆ ไม่เลว ซึ่งเรารู้สึกถูกใจกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับซะอีก (แต่ก็ต้องให้เครดิตต้นฉบับไว้ก่อนอยู่แล้วนะ) มีหนังแวมไพร์สไตล์นี้ออกมาให้ดูบ่อยขึ้นก็น่าจะดีเหมือนกันนะ จะได้ถ่วงดุลหนังที่ทำให้แวมไพร์ออกมาน่ารักน่าชังซะจนคนส่วนใหญ่เริ่มจะมองแวมไพร์ไปในลักษณะนั้นกันหมดแล้ว เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเสียสถาบันแวมไพร์แย่เลยเนอะ เหอๆ


หน้าตาเวอร์ชั่นต้นฉบับในปี 1985
*ปล.Chris Sarandon ที่เคยเล่นเป็นแวมไพร์ Jerry ในเวอร์ชั่นต้นฉบับก็ขอโผล่มาแจมในเวอร์ชั่่นนี้ด้วยในบทชายแก่คนที่ขับรถมาชนท้ายรถของพวกพระเอกตอนกำลังหนีแวมไพร์ก่อนจะเจอ Jerry เวอร์ชั่นใหม่งับคอเอาในที่สุด*
  • + รีเมคออกมาได้ดีดูสนุกไม่แพ้ต้นฉบับ คอหนังสยองและผู้ที่เบื่อแวมไพร์พันธุ์นุ่มนิ่มคงจะถูกใจกัน
  • - ถึงทำได้ดีแต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าหนังแวมไพร์ทั่วไป หรือที่เรียกว่าเดิมๆ นั่นเองจ้า



*ช่วงเพลงในหนัง*

หนังใช้เพลงของพ่อหนุ่ม Hugo (อีกแล้ว)
พ่อหนุ่ม Hugo ไปได้สวยในการโกอินเตอร์ โดยเฉพาะเพลง 99 Problems เวอร์ชั่นบลูกราสของเขาที่คัฟเวอร์ Jay-Z มานั้นก็เจ๋งพอที่จะถูกหนังอย่าง No Strings Attached (2010) นำไปใช้มาแล้ว และใน Fright Night เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็ขอนำเพลงนี้มาใช้อีกในช่วงเอนด์เครดิต แจ่มไปเลยจ้าพ่อคู๊ณณณ
*รีวิวหนังแวมไพร์พันธุ์ดุและหนังที่เกี่ยวข้องเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

The Debt (2011): สามเส้าล่านาซี



The Debt (2011) :
ในปี ค.ศ.1966 สายลับมอสสาด (สายลับของอิสราเอล) หนุ่มสาว 3 คนถูกส่งไปเยอรมันตะวันออกเพื่อตามจับกุมตัวอาชญากรสงครามที่เป็นอดีตนาซีจอมโหดฉายา 'ศัลยแพทย์แห่ง Birkenau' กลับไปยังอิสราเอลเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าอะไรๆ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด และภารกิจสุดอันตรายครั้งนี้ จะตามหลอกหลอนพวกเขาทั้งสามไปจนแก่เฒ่าเลยทีเดียว


ป้า Helen กับบทอดีตสายลับหน้าบาก
ผกก.John Madden ที่เคยทำหนังออสก้าร์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Shakespeare in Love (1998) กลับมาอีกครั้งด้วยผลงานคุณภาพ ซึ่งรีเมคหนังชื่อเดียวกันของอิสราเอลที่ออกฉายเมื่อปี 2007 มาอีกที โดยคราวนี้ได้นักแสดงระดับออสก้าร์นำหญิงอย่างป้า Helen Mirren มาเป็นตัวชูโรง พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่มมาแรงอย่าง Sam Worthington มาเป็นตัวเรียกแขก


คู่พระนางต่างกำลังมาแรง
เห็นชื่อของ Matthew Vaughn และ Jane Goldman ในรายนามผู้ร่วมเขียนบทแล้วก็อุ่นใจในระดับหนึ่งว่าต้องไม่ออกมาธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็จริงๆ ด้วยเพราะหนังสายลับเรื่องนี้มีมาให้ทั้งฉากแอ็คชั่นยิงสนั่น เรื่องราวดราม่าสุดเข้มข้น ทั้งเรื่องรักสามเส้า ทั้งอดีตที่ตามหลอกหลอน ยิ่งพอมีนักแสดงคุณภาพมาประชันบทบาทกันซะเพียบ เลยกลายเป็นหนังดีน่าดูอีกเรื่องหนึ่งไปเลยทีเดียวเชียว

หลบใครอยู่จ้ะนั่น
ทางด้านป้า Mirren นั้นเชื่อมือแกได้อยู่แล้ว แจ่มเช่นเดิม แต่คนที่โดดเด่นได้ใจไปเต็มๆ ก็คือคุณ Jessica Chastain (The Tree of Life [2011]) ซึ่งเล่นดีจริงอะไรจริง ทั้งฉากแอ็คชั่นสุดทะมัดทะแมง หรือฉากดราม่าสีหน้าสีตาชวนอิน จนอีกหน่อยเธอก็น่าจะเป็นดาราเจ้าบทบาทที่เดินสายรับรางวัลบนเวทีต่างๆ ได้ไม่ยากเลย


นางเอกเราเล่นดีทั้งบุ๋นทั้งบู๊
ถ้าจะให้บอกว่าหนังเทน้ำหนักไปทางทริลเล่อร์หรือดราม่ามากกว่ากันนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นอย่างหลังซะมากกว่า ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ดั่งใจคนที่ดูหวังเอามันส์นัก แต่หากใครที่ชอบหนังดราม่าทริลเล่อร์สายลับเนื้อหาดี การแสดงเด่นล่ะก็ นี่คือหนังดีอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดเลยล่ะจ้า ขอบอก


หน้าตาหนังอิสราเอลเวอร์ชั่นต้นฉบับเมื่อปี 2007
  • + หนังดราม่าทริลเล่อร์เนื้อหาดี การแสดงเด่น หนังดีๆ
  • - เน้นทางดราม่ามากแบบนี้ อาจจะไม่ใช่หนังที่ดูเอามันส์ได้นะจ้ะ

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

The Thing (2011): ไอ้ตัวเขมือบแอ๊บ

The Thing (2011) :
ในยุคที่ฮอลลีวู้ดนิยมนำหนังสยองขวัญขึ้นหิ้งมารีเมคเช่นนี้ เราจึงได้ดูหนังรีเมคเรื่องแล้วเรื่องเล่าซึ่งส่วนใหญ่จะทำมาแบบเสียของดูแล้วเสียเส้น และแล้วก็มาถึงคิวของ The Thing (1982) บ้างในที่สุด ซึ่งก็ยังดีหน่อยที่ผู้สร้างถือคติที่ว่าไม่ควรจะเล่นหิ้ง เพราะหิ้งไม่ได้มีไว้ให้เล่น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นคนต่อหิ้งนั้นขึ้นมาเอง ก็เลยไม่ขอรีเมคแต่ขอย้อนไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหนังเวอร์ชั่นปี 1982 แทนซะเลย (แล้วก็ขอยืมชื่อมาใช้ให้เหมือนกันเท่านั้น)


สยองแบบเย็นยะเยือกกันล่ะงานนี้
ในปี ค.ศ.1982 Kate Lloyd (Mary Elizabeth Winstead จาก Scott Pilgrim vs. the World [2010]) นักบรรพชีวินวิทยา (ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์) สาวสวยชาวมะกันถูกทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ชักชวนให้หนีตามไปยังทวีปแอนตาร์กติก้า เพราะพวกเขาบอกว่าค้นพบของดีเข้าให้ และเมื่อเธอไปถึงก็พบว่า พวกนั้นค้นพบยานอวกาศขนาดยักษ์และซากสิ่งมีชีวิตต่างดาวถูกแช่แข็งอยู่ จึงได้พามันกลับไปศึกษายังฐาน ก่อนจะพบว่าเฮ้ยมันยังไม่ตายนี่หว่า และได้ออกอาละวาดเขมือบพวกเขาทีละคนจนสยองแตกลืมหนาวไปตามๆ กันเลยเชียวงานนี้

ปืนไฟคือไอเท็มเทพของหนังเรื่องนี้
นับเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงการรีเมคแล้วหันไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหนังเวอร์ชั่น 1982 (หรือที่เรียกว่า prequel) เพราะไม่ต้องเสี่ยงต่อการโดนแฟนหนังเดนตายด่าและรู้ดีว่าทำยังไงก็ไม่ดีเท่าต้นฉบับอยู่แล้ว แต่หนังก็ยังอิงรูปแบบ รายละเอียดเรื่องราวให้เชื่อมโยงกับหนังเวอร์ชั่นปี '82 อยู่อย่างเคร่งครัด ชนิดที่ว่าดูเวอร์ชั่น 2011 จบก็เปิดดูเวอร์ชั่นปี '82 ต่อได้เลยแบบเนียนๆ ไม่สะดุดอารมณ์แต่ประการใด


หรือหนุ่มคนนี้กำลังมาแรง?
Matthijs van Heijningen Jr. ผกก.ชาวดัตช์สอบผ่านด้วยดีในผลงานหนังใหญ่เรื่องแรกของเขานี้ เพราะสามารถสร้างอารมณ์สยองแบบไม่เร่งเร้าแต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างชวนลุ้น นอกจากนั้นยังเล่นประเด็นความหวาดผวาชวนสงสัยที่ต่างคนต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันเหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับได้ดี เมื่อมาเจองานเอฟเฟกต์ซีจีสมัยใหม่ที่เนียนตา เลยทำให้เวอร์ชั่นปี 2011 นี้เป็นหนังไซไฟสยองที่เข้าท่าเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว


นางเอกเราทั้งฉลาดสวยแกร่งครบสูตร
แต่ว่าช่วงท้ายๆ เนี่ยหนังออกจะลดความระทึกลงไปหน่อย และสำหรับหลายคนที่เคยดูเวอร์ชั่นปี '82 มาก่อนย่อมจะรู้จุดจบของหนังดีอยู่แล้ว ก็เลยอาจจะทำให้ไม่ค่อยมีลุ้นเท่าไหร่ แต่ว่าก็ว่าเหอะไอ้เอเลี่ยนพันธุ์นี้ทั้งดุร้ายและหน้าตาอัปลักษณ์ปานปรสิตเดรัจฉานเช่นนี้ แต่ดันมีวิทยาการก้าวล้ำสามารถสร้างยานอวกาศใหญ่โตปานนั้นซะ (แค่สงสัยน่ะ อิอิ) หรือพวกมันจะเกาะเขามาอีกทีหนอ ใครรู้วานบอกทีจ้า
  • + เป็นหนังไซไฟสยองภาคก่อนหน้าเวอร์ชั่นปี '82 ที่ทำออกมาสยองมีลุ้นไม่เลวเลยทีเดียว
  • - เดินตามขนบเวอร์ชั่นปี '82 เลยไม่มีแง่มุมใหม่ๆ เด็ดๆ มาฝาก




*ช่วงย้อนรอยหนังต้นฉบับ*


The Thing (1982) :
ถึงแม้ช่วงนั้นจะเป็นยุครุ่งเรืองของเจ้าพ่อหนังสยองอย่าง ผกก.John Carpenter แต่หนังเรื่องนี้กลับล้มเหลวทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์อย่างสิ้นเชิง เนื่องด้วยดันฉายในช่วงเวลาเดียวกับหนังซูเปอร์มหาเมก้าฮิตติดดาวอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial ของป๋า Steven Spielberg (ซึ่งมองการมาเยือนของเอเลี่ยนแบบแง่บวกสุดๆ) แถมยังดันฉายชนวันเดียวกันกับ Blade Runner ของ ผกก.Ridley Scott อีกต่างหาก (เรื่องนี้ตอนออกฉายก็ล้มเหลวพอๆ กัน) โดยหนังเป็นที่พูดถึงแต่ในแง่เอฟเฟกต์สยองที่ทำได้ดีถึงขนาดได้เข้าชิงออสก้าร์ในสาขาเทคนิคพิเศษแต่สุดท้ายก็แห้วรางวัลให้กับ E.T.อีกตามเคย

แต่พอเวลาผ่านไปหนังกลับค่อยๆ ได้รับคำชื่นชมซูฮกมากขึ้นเรื่อยๆ ยามออกจำหน่ายในแบบโฮมวีดีโอจนกระทั่งขึ้นหิ้งหนังคัลต์คลาสสิกไปซะแล้ว และมีการต่อยอดทำสินค้าที่เกี่ยวกับหนังออกมาจำหน่าย ทั้งหนังสือการ์ตูน นิยาย วีดีโอเกม แอคชั่นฟิกเกอร์ และแม้แต่ธีมปาร์คในในสวนสนุกก็มี

ปัจจุบันหนังได้รับการยกย่องและเป็นอิทธิพลให้กับคนทำหนังรุ่นหลังเป็นจำนวนมาก รวมทั้งติดโผหนังสยองยอดเยี่ยมของหลายสำนัก อาทิ การติดอันดับที่ 17 ของ 'หนังที่น่ากลัวที่สุด' ที่จัดโดย Chicago Film Critics Association และยังติดโผ '500 หนังยอดเยี่ยมตลอดกาล' ของนิตยสาร Empire อีกด้วย

ซึ่งสำหรับเราแล้วคิดว่าเมื่อมาดูหนังเรื่องนี้ในปัจจุบันก็ยังลุ้นระทึกชนิดเย็นยะเยือกได้อยู่เลย ถึงแม้งานด้านเอฟเฟกต์ยุคนั้นจะยังไม่มีซีจีแต่เอฟเฟกต์ทำมือของปรมาจารย์ด้านนี้อย่าง Rob Bottin และ Stan Winston ก็สามารถสร้างความสยองได้ไม่น้อยหน้าหนังสมัยนี้เลยทีเดียว

เห็นกรณีหนังเรื่องนี้แล้วก็เชื่อได้เลยว่าหนังที่ถูกด่าเปิงเจ๊งกระหน่ำในทุกวันนี้ ในอนาคตอาจจะค่อยๆ ได้รับการยอมรับ คำชื่นชมมากขึ้นๆ จนขึ้นหิ้งหนังคลาสสิกไปเลยก็เป็นได้นะ ซึ่งนั่นก็อาจรวมถึงหนังที่เราๆ ท่านๆ คิดว่าห่วยขั้นเทพอยู่ด้วย ใครจะไปรู้ล่ะเนอะ อิอิ


วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Helldriver (2010): อีหนูดุแซ่บเว่อร์



Helldriver (2010) :
มาอีกแล้วครั่บ หนังญี่ปุ่นแนวบู๊เลือดสาด โหด มันส์ ฮา แถมเว่อร์แซ่บซะ โดยฝีมือของ ผกก.โยชิฮิโร่ นิชิมูระ เจ้าเก่า เจ้าของผลงานเด็ดอย่าง Tokyo Gore Police (2008) และ Vampire Girl vs. Frankenstein Girl (2009) ที่แฟนๆ หนังคัลต์เลือดสาดเว่อร์รู้จักกันดีนั่นเอง


นางเอกเรื่องนี้สวยน้อยไปนิดถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ
พล็อตเรื่องก็แซ่บเว่อร์กันเต็มที่คือ มีอุกกาบาตลึกลับตกลงมายังญี่ปุ่น และปล่อยขี้เถ้าพิษออกมาปกคลุมตอนเหนือของประเทศ เท่านั้นยังไม่พอมันได้เปลี่ยนประชากรส่วนใหญ่ที่นั่นให้กลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด (แถมมีเขาตลกๆ บนหน้าผาก) อีกด้วย (ป้าด!)


เจ๊คนขวาตามมาเลือดสาดจาก Audition นะจ้ะ
ต่อมาได้มีการสร้างกำแพงกั้นยาวตลอดแนวของประเทศ เพื่อกันซอมบี้เหล่านั้นไม่ให้เข้ามารุกรานคนที่ยังเหลือรอดอยู่ในตอนใต้ของประเทศ และทางการยังได้คัดเลือกนักโทษเดนตายจำนวนหนึ่งให้แฝงตัวเข้าไปในตอนเหนือเพื่อเด็ดชีพราชินีซอมบี้ ซะจนงานนี้บู๊เลือดสาดเป็นน้ำพุ เถิดเทิงไปโลด


เหล่าซอมบี้มีเขาซะด้วย (เพื่ออะไร?)
คนที่เคยผ่านตาผลงานของ ผกก.นิชิมูระ มาก่อนย่อมรู้ดีว่าหนังแกจะออกมาประมาณไหน นั่นก็คือมีตัวละครนำเป็นสาวๆ ที่บู๊เก่งเว่อร์ เอฟเฟกต์ในหนังที่ดูปลอมๆ เลือดสาดเป็นน้ำพุ อวัยวะขาดกระจายเป็นชิ้นๆ คือ เน้นโหด มันส์ ฮา ซาดิสม์ มีแต่มุกบ้าบอกันเต็มเหนี่ยว ไม่ต้องสนความสมเหตุสมผลใดๆ ทั้งสิ้น ชนิดที่ว่าดูไปก็ต้องอุทานไปว่าตลอดว่า "โห มันเอางี้เลยเหรอวะเนี่ย !?"

ดูท่าแอ๊บซอมบี้ของหมอนี่ซะก่อน
หนังสไตล์นี้เหมือนจะบ้าบอ โหดเรี่ยราดไปวันๆ แต่ก็ยังมีแฟนประจำอยู่จำนวนมาก ไม่งั้นคงไม่มีออกมาให้ดูอยู่เรื่อยๆ หรอก ซึ่งเรื่องนี้ถึงแม้เหมือนจะจับพล็อตหนังฝรั่งเรื่องโน้นเรื่องนี้มายำกัน แต่ก็ยังอุตส่าห์มีการล้อเลียนการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นเข้ามาได้อย่างแสบสันต์ บวกกับคิวบู๊ เว่อร์ๆ ฮาๆ โหดๆ ดูสนุกใช้ได้เลย ถ้าคุณชอบดูหนังแนวนี้เป็นทุนเดิมล่ะก็น่าจะถูกใจกันเน้อ ^^
  • + หนังแนวโหด มันส์ ฮา เว่อร์แซ่บ คอหนังคัลต์แนวนี้คงจะถูกใจกันเช่นเดิม
  • - และอีกหลายคนที่ไม่ชอบจะพบว่าหนังช่างบ้าบอ เกรดบี และเสื่อมซะ




*รีวิวหนังของ ผกก.โยชิฮิโร่ นิชิมูระ เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*