วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Human Centipede (First Sequence) (2009): จับคนมาทำตะขาบ


The Human Centipede (First Sequence) (2009) :
ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงคุณงามความเสื่อมของหนังสยองขวัญเล็กๆ จากเนเธอร์แลนด์เรื่องนี้มาได้สักพักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการที่หนังอุบาทว์จัดจนทำให้คนดูพากันเดินออกจากโรงระหว่างฉายรอบทดลอง หรือการที่ Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังงดให้ดาวซึ่งมีหนังน้อยเรื่องนักที่จะได้รับเกียรติเช่นนี้ แต่กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ฮือฮาจากบรรดาคอหนังซาดิสม์ และมักจะได้ติดโผเข้ารอบการจัดอันดับ"สุดยอดหนังชวนอ้วก"จากสื่อหนังสำนักต่างๆ เป็นประจำอีกด้วย อืม... แบบนี้เห็นทีต้องลองของซะหน่อยแล้วมั้งเนี่ย


หนังใช้นักแสดงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หนังว่าด้วยเรื่องราวของสองสาวสวยชาวมะกันดวงซวยที่ดันหลงทางระหว่างท่องราตรีในยุโรปไปเจอะหมอศัลย์ชาวเยอรมันวัยปลดเกษียณผู้หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะสร้างแฝดสยามตัวติดกันแบบสามคนรวด ว่าแล้วพวกเธอก็เลยถูกจับ(ตามฟอร์ม)ไปผ่าตัดพ่วงเข้ากับหนุ่มญี่ปุ่นอีกคน โดยการ เอิ่ม..เย็บปากเข้ากับรูทวาร(หรือรูตูดนั่นเอง)ของอีกคน(ดังรูปข้างล่าง) เสร็จแล้วทั้งสามจึงมีสภาพออกมาเหมือนมนุษย์ตะขาบดังชื่อเรื่อง ชนิดที่ว่าดูแล้วเป็นใครก็ต้องอดออกปากชมคนคิดเรื่องขึ้นมาดังๆ เสียมิได้ว่า "โอ้วว คิดได้ไงเนี่ย ไอ้บ้าาา!!??"

นี่คือคอนเซปท์ของการผ่าตัดในเรื่อง
Tom Six ผกก.หนุ่มไฟแรงได้ไอเดียสุดพิลึกปนอุบาทว์นี้มาจากมุกตลกที่เขาเคยคิดกันเล่นๆ กับเหล่าเพื่อนฝูงว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการลงโทษพวกชอบข่มขืนเด็กโดยการเย็บปากพวกนั้นเข้ากับรูทวาร(รูตูด)ของสิงห์สิบล้อตัวอ้วนฉุ ว่าแล้วเขาก็เลยนำไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นบทหนังเรื่องนี้ในที่สุด ซึ่งกว่าจะสร้างออกมาฉายได้เนี่ยไม่ใช่ง่ายๆ เลย เพราะบรรดานักแสดงมากมายต่างพากันยี้ สะบัดก้นหนีเมื่อได้รู้คอนเซปท์ของหนัง รวมทั้ง ผกก.เรายังต้องคอยปิดบังต่อบรรดานายทุนถึงเรื่องเย็บปากเข้ากับรูทวาร (โดยบอกไปแต่เพียงว่าจะสร้างหนังเกี่ยวกับการจับคนมาเย็บติดกัน) จนกระทั่งถ่ายทำเสร็จแล้วถึงค่อยบอก (ก็ถอนตัวไม่ทันแล้วสิงานนี้)


ตัวโกงของเรื่องหน้าตาโรคจิตได้ใจ
ผลที่ออกมาคือหนังโดดเด่นมากในเรื่องไอเดียความอุบาทว์ตรงจุดนี้ที่คิดได้ไงเนี่ย ซึ่งเท่านี้ก็สามารถสร้างความพะอึดพะอมให้บรรดาคนดูขวัญอ่อนกันได้แล้ว หนังใช้นักแสดงไม่กี่คนและสถานที่แทบจะแห่งเดียวตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก เพราะในส่วนของความตื่นเต้นระทึกขวัญหรือความโหดความแหว่ะเลือดสาดก็ยังถือว่ามีน้อยเกินไป ถ้าจะเทียบกับหนังแนวโหดๆ ส่วนใหญ่แล้ว แถมยังมีจุดอ่อนยอดฮิตตามธรรมเนียมหนังสยองขวัญเกรดรอง เช่นการที่มักให้ตัวละครทำหรือพูดอะไรที่ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลนัก


นักแสดงเรื่องนี้เขากล้าอุบาทว์กันดี
และก็อย่างที่ชื่อเรื่องบอกนั่นแหล่ะ นี่เป็นเพียงปฐมบท(แห่งความอุบาทว์)เท่านั้น เพราะตอนนี้ ผกก.เรากำลังขะมักเขม้นถ่ายทำภาคต่ออยู่ในอังกฤษ ซึ่งเขาออกมาแพล่มน้ำลายแตกฟองให้ฟังว่า "ภาคแรกเป็นแค่น้ำจิ้มที่เราอยากจะแนะนำไอเดียมนุษย์ตะขาบให้คนดูรู้จักเท่านั้น แต่ภาคต่อไปเราจะทวีคูณความอุบาทว์มากขึ้นเป็นเท่าตัวแน่น๊อน และถ้าภาคสองไปได้สวย รับรองมีภาคสามออกตามมาแน่ ขอบอก" ในเมื่อพี่เขาอวดอ้างสรรพคุณซะขนาดนี้ บรรดาคอหนังใจซาดิสม์ทั้งหลายก็ต้องคอยดูต่อไปว่าภาคต่อจะอุบาทว์ถึงใจได้เพียงใดล่ะเนอะ
  • + เป็นหนังสยองเล็กๆ แต่ไอเดียอุบาทว์นั้นไม่เล็กเลย ถูกใจคอหนังคัลต์นักเชียวนั่น
  • - นอกจากไอเดียที่ว่าแล้ว หนังก็ธรรมดาไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังสยองทั่วๆ ไปแล้ว และผู้ที่ไม่นิยมดูอะไรไม่เจริญหูเจริญตา ก็พึงหลีกเลี่ยงทุกลู่ทาง เราเตือนท่านแล้ว




*ของแถม*

มนุษย์ตะขาบเวอร์ชั่นเด็กเกรียน(ดูมันทำ)

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Salt (2010): ผัวข้าใครอย่าแตะ

Salt (2010) :
เจ๊ Angelina Jolie (Wanted [2008]) ห่างหายไปจากหนังแอ็คชั่นบู๊ตูมตามที่มุ่งขายเธอเต็มๆ ในบทนำแบบไม่ต้องแชร์เครดิตให้ใครมานานนมแล้ว (ครั้งสุดท้ายก็ Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life (2003) โน่นเลย) และหลังจากพิสูจน์ให้คอหนังเห็นอีกครั้งจาก Wanted แล้วว่าหน่วยก้านเธอยังใช้ได้อยู่ เราจึงได้เจอะเธอในหนังแอ็คชั่นสายลับเรื่องนี้ ที่แต่เดิมเคยวางตัวป๋า Tom Cruise ไว้ในบทนำอยู่แล้วเชียว


เรื่องนี้เจ๊เขาขอบู๊เต็มเหนี่ยวไปเลย
แต่ว่าป๋าเขาดันถอนตัวไปซะก่อน เพราะบทมันคล้ายๆ แบบที่เขาเคยเล่นมาแล้วในหนังชุด Mission: Impossible เกินไป โดยป๋าเขาหันไปเล่นหนังสายลับรักขำๆ อย่าง Knight and Day (2010) แทน ทางผู้สร้างเลยคิดใหม่ทำใหม่โดยการแก้บทนำเป็นผู้หญิงประชดป๋าทอมซะเลย แล้วจีบเจ๊ปากอิ่มเรามาเสียบแทนซะ ซึ่งก็เป็นทางออกที่เข้าท่าไม่เลวเหมือนกันนะเนี่ย


ก็คนมันสวยจะผมทรงไหนก็ยังคงดูสวยอยู่ดีนั่นแหล่ะ
หนังได้ ผกก. รุ่นเก๋าชาวออสเตรเลีย ที่ถนัดทำหนังแนวแอ็คชั่นสายลับเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอย่าง Phillip Noyce มารับผิดชอบ ซึ่งถึงลุงเขาจะห่างเหินจากหนังแอ็คชั่นใหญ่ๆ มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ฝีมือก็ยังไว้ใจได้อยู่ เพราะสามารถทำหนังให้ออกมาดูสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึกดี แม้เนื้อเรื่องจะมาแบบเดิมๆ เดาทางได้ไม่ยาก และหนังก็ดูจะสั้นเกินไปนิดจนไม่มีเวลาปูเรื่องให้แน่นกว่านี้ แถมเต็มไปด้วยความเว่อร์สุดๆ ก็ตามที แต่ก็ต้องยอมรับว่าถึงจะเว่อร์แต่ก็เว่อร์ได้ถึงใจ ไม่ได้ดูงี่เง่าแต่อย่างใด ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งหนังไม่มีเสียเวลาอ้อยอิ่ง เพราะเดินหน้าระดมฉากแอ็คชั่นเว่อร์ๆ มันส์ๆ ใส่ตลอดไม่มียั้ง จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีหนังก็จบซะแล้ว


ทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้หนุ่มๆ ก็ได้แต่ทำตาละห้อยมองตามแหล่ะ
เจ๊ปากอิ่มเราแสดงฉากบู๊ได้อย่างทะมัดทะแมงและดูฉลาดอย่างที่บทต้องการ แต่บางอารมณ์ก็ดูเก่งเว่อร์เกินไปนิดอยู่บ้าง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะหนังโดยรวมทำออกมาได้ดูสนุกแสนเพลิน ในขณะที่คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครโดดเด่นขนาดที่สามารถมาขอเจียดรัศมีไปจากเจ๊ได้เลย จนบางทีก็ดูเหมือนกับเจ๊เขาไม่ได้เจอคู่ต่อกรที่ฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงให้ได้ลุ้นสักเท่าไหร่ ส่วนงานสร้างอยู่ในระดับดีหนึ่งประเภทหนึ่งของฮอลลีวู้ด ซึ่งส่งเสริมความขึงขังจริงจังให้ตัวหนังได้เป็นอย่างดี

คนขวาถนัดนักในบทตัวประกอบดีเด่น
หลายคนดูแล้วก็อดที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับหนังสายลับของ Jason Bourne เสียมิได้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรที่จะเปรียบเทียบ เพราะทั้งคู่มาในสไตล์ใช้สมองมากกว่ากำลังและก็ถูกทางการตามล่าเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้วัดกันตัวๆ แล้ว(ไม่ได้รวมถึงคุณภาพหนังนะ) ก็ถือว่าสายลับสาวปากอิ่มของเราคนนี้ดูจะเหนือกว่าอยู่นิดหน่อย ตรงที่เธอเป็นอิสตรีซึ่งรู้จักใช้เสน่ห์มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียน ที่ดูเหมือนไม่ว่าเธอจะใช้มันกับชายคนใด ก็คงมีอันต้องเสร็จเธอทุกรายไป นี่ล่ะข้อได้เปรียบของสายลับหญิงรายนี้ ไม่เชื่อถามเฮีย Brad Pitt ดูสิ อยู่ในโอวาทเจ๊เขาเชียว อิอิ


สงสารอิตาคนนี้จริงๆ
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นสายลับหญิง ที่สนุก ดูเพลิดเพลิน ถึงจะเว่อร์แต่ก็ทำได้ถึง คอหนังแอ็คชั่นไม่มีผิดหวังแน่
  • ไม่น่าดูเพราะ: เว่อร์สุดๆ เนื้อเรื่องมาแบบเดิมๆ ที่เดาทางไม่ยากนัก และขาดการปูเรื่องราวให้หนักแน่นเท่าที่ควร เป็นหนังบู๊นอนสต๊อปดูเอามันส์แบบที่ดูจบแล้วก็จบกันไปไม่มีอะไรติดออกมาให้เก็บไปคิดสักเท่าไหร่

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Vampires Suck (2010): แวมไพร์ทไวรั่ว(ฉบับรั่วแล้วรั่วอีก)

Vampires Suck (2010) :
ในยุคที่ Twilight Saga ฮิตครองเมืองเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะโดนหนังหลายเรื่องหยิบเอาไปแซว อย่างปีที่แล้วก็มีหนังยำหนังเต้นอย่าง Dance Flick และหนังล้อเลียนทุนต่ำที่บ้าบอโคตรๆ อย่าง Taintlight มาปีนี้ก็ถึงคราวของ ผกก.คู่หูดูโอ้ Jason Friedberg และ Aaron Seltzer เจ้าเก่าที่ถนัดทำแต่หนังตระกูลยำหนังดังอย่าง Date Movie (2006), Epic Movie (2007), Meet the Spartans (2008) และ Disaster Movie (2008) ที่จะหยิบเอามายำกับเขาบ้างล่ะ(ไม่แปลกใจเล๊ย) ซึ่งจะทำออกมาแป๊กเหมือนเช่นเรื่องที่ผ่านๆ มาหรือไม่นั้นก็ต้องว่ากันอีกทีล่ะนะ


เอิ่ม...งานนี้เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเข้าทีมไหนดี
มาคราวนี้ทั้งคู่มาแปลกกว่าเรื่องที่ผ่านๆ มาตรงที่มุ่งล้อเลียนหนัง Twilight กันเต็มเหนี่ยว เพราะหนังเรื่องอื่นๆ แทบจะไม่ถูกนำมาแซวเลย โดยเนื้อเรื่องหลักเป็นเรื่องราวจาก Twilight และ New Moon ซึ่งก็ดีไปอย่าง คือหนังดูมีเอกภาพขึ้นมาหน่อย ไม่มั่วซั่ว เปะปะ เหมือนเรื่องก่อนๆ ในขณะที่มุกล้อเลียนต่างๆ ก็มีแป้กบ้างขำบ้างไปตามเรื่อง ซึ่งถ้าจะให้ดีก็คงต้องเป็นคนที่เคยผ่านตาหนังต้นฉบับมาก่อนและก็ไม่ใช่แฟนเดนตายถวายหัวของหนังชุดนี้ ถึงจะขำออกได้บ้างล่ะนะ

อิตาแปะคนนี้มาเป็นตัวขโมยซีนอีกแล้ว
ถึงจะเป็นหนังล้อเน้นตลกบ้าบอ แต่หลายมุกถือว่าเข้าท่าไม่ใช่น้อยเลย โดยเฉพาะมุกจิกกัด แฟน Twilight ทั้งหลาย หรือมุกล้อความฟูมฟายของนางเอกที่คูณสี่จากต้นฉบับเข้าไปได้ชนิดแสบๆ คันๆ ถูกใจหลายคนที่ก็เคยรู้สึกว่านางเอกเราเป็นแบบนี้มาก่อนจริงๆ หรือไม่ก็ก๊วน The Wolf Pack ที่แต๋วแตกซะ ซึ่งเข้าใจว่าผู้สร้างก็คงมีมุมมองต่อหนังชุดนี้ไม่ต่างไปจากคอหนังทั่วๆ ไป หลายมุกก็เลยตรงใจคนดูซะ ในขณะที่เหล่านักแสดงวัยรุ่นในเรื่องก็วาดลวดลายสนุกกันเต็มที่ ไม่มีขัดหูขัดตา โดยเฉพาะตัวนางเอกเราที่ถึงหน้าตาจะไม่คล้ายแต่ท่าทางบุคลิกนี่ใช่เลย (แถม Jacob เวอร์ชั่นนี้ออกจะดูดีกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับด้วยอีกต่างหาก เหอๆ)


ฉากสก๊อยประชดรักก็มีมาให้ดู
ส่วนงานสร้างก็ดูไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลย (ถ้าไม่นับเอฟเฟกต์เลือดพุ่งที่ตั้งใจให้ดูปลอมๆ ตามสไตล์หนังตลกล้อเลียน) ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ที่ถอดแบบมาเป๊ะๆ แม้กระทั่งเพลงประกอบที่สามารถเอาเพลงต่างๆ จากเวอร์ชั่นต้นฉบับมาใช้ได้อย่างหน้าตาเฉยเชียว(เก๋ามั้ยล่ะ) แม้จะไม่ขำกิ๊ก ฮากลิ้ง แต่ผลลัพธ์โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหนังล้อที่ใช้ได้เลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแล้วบางคนอาจจะรู้สึกว่าดูเวอร์ชั่นล้อแบบนี้ยังจะสนุกกว่าดูเวอร์ชั่นต้นฉบับเป็นไหนๆ เสียอีกนะเนี่ย อิอิ

สามตัวนี้ก็มากับเขาด้วย
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังล้อเลียนหนังชุด Twilight ที่ทำออกมาแบบดูได้เพลินๆ หลายมุกนี่ถูกใจคอหนังซะจริง
  • ไม่น่าดูเพราะ: เต็มไปด้วยมุกแป้ก ไร้สาระ และแฟน Twilight แบบเข้าเส้นคงดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันน่าขำเท่าไหร่หรอกมั้ง


วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Toy Story 3 (2010): สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...ของเล่น


Toy Story 3 (2010) :
ทิ้งช่วงจากภาคที่แล้วถึง 11 ปีเชียว สำหรับอนิเมชั่นสุดคลาสสิคซีรี่ส์นี้ ซึ่งก็ทำเงินระเบิดระเบ้อทุบสถิติต่างๆ ไปทั่ว (ตอนนี้กวาดเงินไปทั่วโลกกว่า 920 ล้านเหรียญแล้ว) ส่วนพี่ไทยเราถึงจะฉายช้ากว่าที่อเมริกากว่าสองสามเดือนแต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะบรรดาผู้ปกครองก็ยังแห่พากันจูงลูกจูงหลานไปดูกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเชียว เห็นแบบนี้ก็น่าชื่นใจแทน Pixar ซะจริงหนอ


บรรดาตัวละครอันแสนคุ้นเคยกลับมา(เกือบ)จะพร้อมหน้ากันเชียว
มาคราวนี้พลพรรคของเล่นเราต้องมีอันได้ผจญภัยกันอีกครั้งเมื่อ Andy เจ้าของสุดรักโตจนอายุ 17 ขวบ จะย้ายไปอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว และก็เตรียมเก็บของเล่นเหล่านี้ไปไว้ห้องใต้เพดาน(ยกเว้น Woody ที่ได้ตามไปมหาวิทยาลัยด้วย) แต่ด้วยความเข้าใจผิดบางประการทำให้พวกที่เหลือต้องถูกบริจาคให้ไปอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กแทนซะงั้น ซึ่งดูเผินๆ แล้วก็น่าอยู่ดีหรอกนะ แต่จริงๆ แล้วที่นี่ก็คือ "คุกมฤตยู"สำหรับของเล่นดีๆ นี่เอง ร้อนถึง Woody เราต้องตามไปช่วยบรรดาเพื่อนซี้ของเขากลับมาบ้านให้ทันก่อนที่ Andy จะไปมหาวิทยาลัยให้ได้เอย

คราวนี้ได้มาผจญภัยกันที่สถานรับเลี้ยงเด็ก
และแล้ว Pixar ก็สามารถพาเสน่ห์อันแสนคุ้นเคยของเหล่าของเล่นตัวจ้อยนี้กลับมาได้เป็นอย่างดีอีกครั้ง เพราะนอกจากหนังจะดูสนุกแล้วยังแสนประทับใจอีกด้วย เหมือนอย่างที่ทางผู้สร้างย้ำนักย้ำหนาว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่จะเล่ามากกว่างานด้านเทคนิค กระนั้นงานด้านภาพก็อยู่ในระดับเต้ยอยู่แล้ว ถึงพวกเขาจะตั้งใจสร้างออกมาเป็นแบบ 3D แต่ถ้าดูในแบบ 2D ธรรมดาๆ ก็ยังดูได้ดูดีอยู่นั่นแล แถมยังมีเหล่าตัวละครใหม่ๆ ที่มีเสน่ห์สมทบเข้ามาอีก เลยเป็นอะไรที่ดูเพลิดเพลินจริงๆ เชียว (แค่เห็นตุ๊กตาเจ้า Totoro จากอนิเมชั่นของ Ghibli อย่าง My Neighbor Totoro (1988) โผล่มาร่วมแจมแว๊บๆ คออนิเมชั่นก็ยิ้มแทบไม่หุบกันแล้ว)

Andy โตจนจะเข้ามหาวิทยาลัยซะแล้ว
รอบที่ดูเป็นรอบที่บรรดาผู้ปกครองพาลูกหลานมาดูกันเต็มโรง การที่ได้ยินเสียงเด็กๆ พากันหัวเราะอย่างมีความสุขไปกับเรื่องราวในหนังก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ในขณะที่บรรดาคนดูที่โตมา(หรืออาจจะแก่มา)กับหนังชุดนี้อย่างเราๆ ท่านๆ ก็ยังดูสนุกและประทับใจได้อีก เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างดูได้ดูดีทั้งนั้น จึงถือว่านี่เป็นการส่งท้ายอย่างงดงามสำหรับไตรภาคหนังชุดนี้ ที่งานนี้แฟนๆ อาจมีน้ำตาริน แต่ไม่ใช่เพราะโศกเศร้าเสียใจอะไรหากเป็นเพราะเต็มตื้นไปกับเรื่องราวของเหล่าของเล่นตัวน้อยที่พวกเขารักต่างหาก (ปล.หวังว่าคงไม่แถสร้างภาคต่อออกมาหาเงินเข้ากระเป๋าอีกแบบในรายของ Shrek ก็แล้วกันเน้อ เหอๆ)
  • น่าดูเพราะ: Pixar ไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว ถือว่าเป็นการปิดท้ายไตรภาคอย่างงดงามในแบบที่แฟนเก่าแฟนใหม่คงเป็นปลื้มกันแน่ เป็นอนิเมชั่นสำหรับคนทุกเพศทุกวัยจริงๆ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ถ้าไม่ชอบอนิเมชั่นต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็คงไม่ทำให้อยากดูขึ้นมาหรอก สำหรับคนที่คิดว่า การ์ตูนเป็นแค่เรื่องไร้สาระสำหรับเด็กๆ เท่านั้น




*ช่วงเพลงในหนัง*
Randy Newman เจ้าเก่ามาอีกแล้วจ้า
ในด้านเพลงประกอบ ภาคนี้ก็ยังได้ Randy Newman เจ้าเก่ามาดูแลเช่นเดิม ซึ่งนอกจากจะมีเพลงคลาสสิคอย่าง You've Got a Friend in Me ในเวอร์ชั่นดั้งเดิมให้ฟังกันแล้ว ยังมีเวอร์ชั่นสแปนิชของวง Gipsy Kings มาให้ฟังกันอีกด้วย ซึ่งก็ฟังเก๋น่ารักไปอีกแบบเชียว ว่าแล้วเราก็เลยขอนำทั้งสองเวอร์ชั่นมาให้ฟังเป็นการส่งท้ายไตรภาคนี้กันซะเลยจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Centurion (2010): 7 หนีตายเพชรฆาตหน้าสวย


Centurion (2010) :
ผลงานเรื่องก่อนของ ผกก.หัวเหม่งชาวอังกฤษ Neil Marshall อย่าง Doomsday (2008) นั้นพาไปบู๊ระทึกเลือดสาดกันถึงในอนาคตซึ่งผลที่ออกมานั้นดูเหมือนคนดูส่วนมากจะไม่ค่อยโดนใจกับตัวหนังนัก พอมาถึงผลงานเรื่องล่าสุดของเฮียเขานี้ก็เลยขอพาย้อนอดีตไปบู๊ระทึกเลือดสาดกันในสมัยโรมันครองเมืองเลยโน่นดูบ้าง ซึ่งไม่ว่าแต่ละเรื่องของเฮียแกจะมาแบบต่างยุคต่างสมัยกันยังไงก็ตาม แต่แฟนหนังของแกต่างรู้ดีว่าทุกเรื่องต้องมีสิ่งที่เหมือนกันหมดเลยก็คือ 'ความเลือดสาด' นั่นเอง


เจ๊คนขวาล่ะคือสวยสังหารตัวจริงเลย
หนังพาย้อนไป 117 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อกองทัพโรมันอันเกรียงไกรที่เป็นมหาอำนาจโลกในยุคนั้น ต้องเจอตอเข้าจนได้เมื่อครั้งพยายามบุกยึดเกาะอังกฤษที่มีชาว Picts (บรรพบุรุษของชาวสก็อตที่เป็นชนพื้นเมืองแต่เดิมในเกาะอังกฤษ)คอยรบแบบกองโจรให้โรมันต้องหนักใจมาตลอด จนในที่สุดทางโรมจึงส่ง 'กองพลที่ 9' ที่เป็นกองพลที่เจ๋งที่สุดมาเผด็จศึกซะเลย แต่ทว่าไพร่พลกว่า 4,000 นาย กลับพลาดท่าโดนกองทัพกองโจรถล่มซะเละตุ้มเป๊ะซะงั้น เหลือเพียงทหารเจ็ดนายที่รอดตายจากหายนะครั้งนี้ ที่ก็ต้องพยายามกระเสือกกระสนหนีตายจากนรกบนดินแห่งนี้เพื่อกลับไปยังมาตุภูมิให้จงได้


อย่าเพิ่งนึกว่ารูปขวาเป็นฉากหนึ่งจาก Gladiator ซะล่ะ
มาคราวนี้ ผกก.Marshall เขาทำการบ้านมาดี เพราะสามารถนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาผูกเป็นเรื่องราวแอ็คชั่นระทึกขวัญออกมาได้ดูสนุกและบู๊ระห่ำดีไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะฉากบู๊นี่แหล่ะ ที่เน้นความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อสุดๆ แบบที่มีแต่ฉากตัดคอฉับๆ เป็นตัดหยวกให้เห็นอยู่ตลอดเรื่อง ชนิดที่แฟนๆ หนังซาดิสม์คงจะได้สะใจกันเป็นแน่เชียว ในขณะที่งานสร้างด้านต่างๆ ก็ออกมาดูดีมีราศี เสริมสร้างบรรยากาศจริงจังให้กับตัวหนังได้เป็นอย่างดี

เจอสวยสังหารมาตามล่าแบบนี้เป็นใครก็ต้องวิ่งหนีหูตูบเช่นนี้แหล่ะ
ทางด้านนักแสดง คุณ Michael Fassbender (Inglourious Basterds [2009])รับบทพระเอกเต็มตัวในหนังแอ็คชั่นบู๊กระจายเรื่องแรกของเขาได้อย่างเข้าท่า เพราะนอกจากจะหน่วยก้านไม่เลวยามบู๊แล้วยังเก่งในการแสดงสีหน้าแววตาสื่ออารมณ์ตามประสานักแสดงสายดราม่าที่ดีอีกด้วย ในขณะที่สาวบอนด์อย่าง Olga Kurylenko (Quantum of Solace [2008]) ก็มาในมาด สวย โหด ดุ แบบเพียวๆ เลยไม่ได้เห็นเธอทำอะไรมากนักนอกจากทำหน้าโหดจะกินเลือดกินเนื้อไปวันๆ (แถมยังไม่มีบทพูดเลยสักคำเดียวอีกต่างหาก) ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครโดดเด่นเท่าสองคนนี้อีกแล้ว


หน้าจะมอมแค่ไหนชีก็ยังสวยได้อยู่
โดยรวมแล้วนอกจากฉากบู๊อันดุเดือดเลือดพุ่งและวิวอันน่าทึ่งแถบสก็อตแลนด์แล้ว หนังก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ หรือเด็ดๆ มามอบให้ แถมหลายๆ อย่างในหนังก็ดูจงใจไปนิดอีกด้วย (แต่ก็มีแง่คิดให้บ้างสำหรับคนที่มองเห็น) ดังนั้นผลงานที่เด็ดที่สุดของเฮียเหม่งเขาก็ยังคงเป็น The Descent (2005) อยู่เช่นเดิม ซึ่งว่าก็ว่าเถอะมาถึงตอนนี้แล้วนอกจากหนังทุกเรื่องของแกจะมี 'ความเลือดสาด'เป็นอาจิณแล้ว ยังล้วนแต่มีธีมที่เกี่ยวกับการหนีเอาชีวิตรอดของคนจำนวนหนึ่งที่ดันเข้าไปรุกล้ำอาณาเขตของผู้อื่นเข้าทั้งสิ้นเลย แบบนี้ต้องคอยดูสิว่าเรื่องต่อไปของแกจะพาเราบุกไปล้ำอาณาเขตของใครเขาได้อีก เหอๆ

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นระทึกขวัญในบรรยากาศยุคโบราณ ฟันดาบโช้งเช้ง ที่ทำออกมาได้ดูสนุกในระดับหนึ่ง แถมบู๊ร่ะห่ำอีกต่างหาก คอหนังแอ็คชั่นเลือดพุ่งคงได้ถูกใจกันแน่เชียว
  • ไม่น่าดูเพราะ: ใครไม่ถูกโรคกับหนังที่รุนแรง แบบที่มีแต่การฟันหัวแบะให้เห็น ก็พึงหลีกเลี่ยง และหนังก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ เด็ดๆ มาฝากสำหรับคนที่หวังความแปลกใหม่