วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Game of Thrones (2011): เกมบัลลังก์เลือด


Game of Thrones (2011) :
ก็จบกันไปแล้วสำหรับซีซั่นแรก (ที่มีทั้งหมด 10 ตอน) ของซีรี่ส์แนวแฟนตาซีย้อนยุคฟันดาบโช๊งเช้งขี่ม้ากุบกับจาก HBO ที่สร้างจาก 'A Song of Ice and Fire' นิยายชุดมหากาพย์แฟนตาซี 7 เล่มจบ (ตอนนี้ออกมา 5 เล่มแล้ว) สุดขายดีของ George R. R. Martin โดยในซีซั่นแรกนี้ก็เป็นเรื่องราวจากนิยายเล่มแรกของซีรีส์ที่ชื่อ 'A Game of Thrones' นั่นเองจ้า


เฮีย Sean Bean กลับมาจับดาบขี่ม้าอีกครั้ง
สำหรับพล็อตก็เป็นเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคม เพื่อช่วงชิงบังลังก์ อำนาจและความเป็นใหญ่ของทั้ง 7 อาณาจักรหลังจากกษัตริย์ผู้ครอบครองล่วงหลับไป โดยนอกจากจะมีศึกภายในสุดนัวเนียแล้ว ศึกภายนอกที่สุดแสนอันตรายก็ยังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งทางผู้สร้างออกมาให้คำจำกัดความถึงบรรยากาศโดยรวมของซีรีส์ให้ฟังว่าจะเป็นเหมือนกับ "The Sopranos เวอร์ชั่น Middle Earth" ก็มิปาน ว้าว! ฟังดูน่าสนใจดีไม่น้อยเชียว


ราชินีแห่ง 300 ก็มากับเขาด้วย
เนื่องจากตัวนิยายนั้นเป็นที่ชื่นชอบชื่นชมและมีแฟนนานุแฟนอยู่เป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้นนี่จึงนับเป็นซีรี่ส์ที่เป็นที่ตั้งตารอมากที่สุดแห่งปีเลยทีเดียว ซึ่งพอออกฉายก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลามเพราะผู้สร้างค่อนข้างจะทำได้ซื่อตรงต่อตัวนิยายต้นฉบับ และถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นซีรี่ส์แนวแฟนตาซีย้อนยุคแต่ก็ไม่ได้ทำออกมาแนวอภินิหารปล่อยลำแสงสุดเว่อร์แต่อย่างใด (อย่างน้อยซีซั่นนี้ก็ยังไม่เวอร์มากน่ะนะ) เพราะค่อนข้างสร้างโลกในซีรี่ส์ออกมาดูจริงจังน่าเชื่อถือ เสื้อผ้าหน้าผมก็ออกมาดูดี ไม่กิ๊กก๊อกเสียฟอร์มนะจ้ะ

นักแสดงหนุ่มสาวหน้าเก่าหน้าใหม่มากันตรึม
ส่วนนักแสดงที่พอจะมีชื่อเสียงกว่าเพื่อนหน่อยก็คงจะเป็น Sean Bean (หรือท่านโบโรเมียร์แห่งไตรภาค LOTR) และคุณ Lena Headey แห่ง 300 (2006) และยังมี Jason Momoa หรือโคแนน (ไม่ใช่โคนันเน้อ) คนใหม่จากหนัง Conan the Barbarian (2011) ที่ใกล้จะออกฉายอยู่รอมร่ออีกด้วย พร้อมทั้งบรรดานักแสดงสมทบหน้าเก่าหน้าใหม่ที่ตบเท้ากันมาชนิดล้นจอเลยทีเดียว


พี่แคระคนขวาก็มีบทบาทโดดเด่นไม่ใช่เล่น
ช่วงสี่ห้าตอนแรกที่เป็นการปูเรื่องนั้นดูค่อนข้างจะเฉยๆ เรื่อยๆ ไปบ้าง แต่พอถึงครึ่งหลังของซีรีส์ก็เริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นจนแทบจะรอดูตอนต่อไปไม่ไหว และก็เป็นไปตามพิมพ์นิยมของซีรี่ส์สมัยนี้ที่ต้องมีฉากโป๊ฉากโหดให้ดูกันแทบทุกตอน (แต่ก็ไม่ได้เยอะมาก) เอาเป็นว่าแฟนๆ ซีรี่ส์แนวแฟนตาซีย้อนยุคและแฟนนิยายชุดนี้คงจะเป็นปลื้มกันเป็นแน่แท้ ข้อเสียเดียวของซีรีส์นี้คือเราต้องรออีกนานกว่าจะได้ดูปีสองกันต่อล่ะนะ แง้...
  • + HBO มีดีมาฝากอีกแล้ว เป็นซีรี่ส์แฟนตาซี เนื้อหาเข้มข้น น่าติดตาม แจ่มไปโลดจ้า
  • - ช่วงตอนแรกๆ ค่อนข้างเรื่อย ๆ เอื่อยๆ ไปบ้าง จนอาจพาลจะเบื่อไปซะก่อน





*ช่วงย้อนรอยนิยายต้นฉบับ*
หน้าตาของปกนิยายและผู้แต่ง
A Game of Thrones คือเล่มแรกของนิยายมหากาพย์แฟนตาซีชุด A Song of Ice and Fire ซึ่งแต่งโดยนักเขียนชาวมะกัน George R. R. Martin ที่มีทั้งหมด 7 เล่มอันได้แก่ (ตอนนี้มีถึงเล่มห้า)
  • A Game of Thrones
  • A Clash of Kings
  • A Storm of Swords
  • A Feast for Crows
  • A Dance with Dragons
  • The Winds of Winter
  • A Dream of Spring
ซึ่งตัวนิยายชุดนี้ก็ได้รับความนิยมจากแฟนนิยายแฟนตาซีอย่างล้นหลาม จนกวาดรางวัลต่างๆ มาได้มากมาย และเกิดสินค้าสปินออฟจากตัวนิยายอีกเพียบ อย่างเช่น เกมกระดาน, เกมการ์ด, วีดีโอเกม ส่วนซีรี่ส์จาก HBO เรื่องนี้ก็เรตติ้งกระฉูดเสียจนประกาศเดินหน้าซีซั่นที่สองต่อทันทีที่ตอนไพล็อตฉายเสร็จ ส่วนแฟนหนังสือชาวไทยเนี่ยไม่รู้มีหนังสือออกมาให้อ่านกันหรือยัง เพราะเหมือนจะยังไม่มีใครแปลออกมาขายเลย (หรือว่ามีแล้ว?)


*ข้อมูลจาก wikipedia*



*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ Sean Bean ภายในบล็อก*



แบ่งปัน

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Age of Heroes (2011): ยุทธการกระตุกหนวดนาซี


Age of Heroes (2011) :
หนังแอ็คชั่นสงครามที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองส่วนใหญ่มักจะเป็นการเชิดชูวีรกรรมของทหารหาญชาวมะกันซะทั้งนั้น ซึ่งก็แหงแซะล่ะสิ เพราะหนังเหล่านั้นพี่กันเขาเป็นคนสร้างเองนิ และอันที่จริงก็ต้องยอมรับด้วยแหล่ะว่าฝ่ายอเมริกาเขาก็มีบทบาทสำคัญ (ประมาณพระเอก) ต่อการแพ้ชนะของสงครามครั้งนั้นจริงๆ ด้วยแหล่ะ


ท่านโบโรเมียร์หันมาคว้าปืนกลทำศึกบ้างล่ะ
แต่คราวนี้มาถึงคิวของพระรองอย่างทหารอังกฤษที่จะได้ออกโรงแสดงวีรกรรมให้เห็นกันบ้างล่ะ ซึ่งในที่นี้คือทหารคอมมานโด 'หน่วยจู่โจมที่ 30' (30AU) หรือบรรพบุรุษของหน่วยรบพิเศษของอังกฤษเขา ที่จะต้องลอบเข้าไปในประเทศนอร์เวย์ซึ่งตกเป็นดินแดนฝ่ายนาซีเพื่อปฏิบัติการลับสุดเสี่ยงตาย โดยมีชะตากรรมของทีมพากย์พันธมิตร ใช่ที่ไหน ทหารฝ่ายพันธมิตรอยู่ในกำมือเลยทีเดียว


ทหารนาซียังต้องหนาวเมื่อเจอทหารหน่วยนี้ (เพราะอากาศมันเย็นอยู่แล้ว)
นับว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าสนใจไม่เลวเลยทีเดียวกับการได้เห็นทหารชาติอื่นนอกจากอเมริกามาสู้รบปรบมือกับนาซีให้ดูกันบ้าง แถมยังเป็นเรื่องของหน่วยรบลับที่ไม่ค่อยเป็นข่าวอีกด้วย ซึ่งถึงแม้เรื่องนี้จะมีทุนรอนไม่ได้มากมายเท่าหนังฮอลลีวู้ดแต่ก็ทำฉากรบสงครามออกมาได้ดูดีน่าเชื่อถือ เมื่อมาเจอวิวทิวทัศน์โลเคชั่นขาวโพลนสุดงดงามของนอร์เวย์เข้าไปอีก จึงเป็นหนังสงครามที่มีบรรยากาศที่เข้าท่าดีนะเนี่ย


ตัวโกงฝ่ายนาซีต้องหน้าตาท่าทางออกมากวนง่ามเท้าคนดูไว้ก่อน
หนังทำดีน่าติดตามมาได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่ดันมาเสียเชิงชายเอาตอนช่วงท้ายๆ ที่ดูเหมือนกับว่าหนังจะรวบรัดตัดตอนรีบจบไปหน่อย ซึ่งเข้าใจว่าผู้สร้างคงพยายามหั่นหนังให้จบลงภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง หนังก็เลยมีช่วงท้ายที่ชวนให้เกิดความสงสัยประมาณ "WTF?"เกิดขึ้นอยู่ตลอด (เอาแค่การที่พวกพระเอกเลือกที่จะยิงเพื่อนที่ถูกนาซีจับเป็นตัวประกันทิ้งมากกว่าจะยิงนายทหารนาซีสุดโฉดที่ยืนโล่งๆ อยู่ข้างๆ ก็เล่นเอามึนแล้ว) หนังโดยรวมจึงอยู่ในระดับ'เกือบจะดีแล้วเชียว'ไปในที่สุด
  • + การได้เห็นหนังวีรกรรมของทหารอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สองบ้างก็น่าสนใจไม่เลว
  • - ช่วงท้ายๆ หนังเริ่มดีแตกจนคุณความดีที่สั่งสมมาตั้งแต่ต้นหดลงไปแยะเชียว






*ช่วงย้อนรอยอดีต*

หน้าตาของตราประจำหน่วยและทหาร 30 AU
'หน่วยจู่โจมที่ 30' (30 Assault Unit) คือหน่วยรบคอมมานโดของอังกฤษ ที่ก่อตั้งขึ้นมาในเดือน ก.ย.1942 โดยมีหน้าที่ปฏิบัติการลับลอบเข้าไปในดินแดนข้าศึกไม่ว่าจะทางบก น้ำ หรืออากาศ เพื่อรวบรวมข่าวกรองในรูปแบบ รหัส เอกสาร อุปกรณ์ และแม้แต่ตัวบุคคล ซึ่งมีที่มาจากการที่ Winston Churchill นายกรัฐมนตรีอังกฤษสมัยนั้นต้องการให้มีหน่วยรบที่ศักยภาพสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับข้าศึกและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารของอังกฤษเอง โดยหน่วย SAS อันเลื่องชื่อก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาในยุคนี้ด้วยนั่นเอง

ส่วนหน่วย 30AU นี้เกิดจากการแนะนำของ Ian Flaming ผู้แต่งนิยาย 'James Bond' ซึ่งสมัยนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิกาเจ้ากรมข่าวทหารเรือ ซึ่งเขามาพร้อมกับไอเดียที่ต้องการให้มี 'หน่วยรุกของฝ่ายข่าวกรองทหารเรือ' ภายใต้ชื่อหน่วยปลอมว่า 'หน่วยวิศวกรโยธาพิเศษ' โดยตัวของ Flaming ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลหน่วยนี้โดยตรง



Ian Flaming ผู้แต่ง James Bond
การปฏิบัติการส่วนใหญ่ของหน่วย 30AU ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถูกปกปิดเป็นความลับ พวกเขาได้ทำหน้าที่ในหลายประเทศอาทิ แอฟริกาเหนือ, เกาะกรีก, นอร์เวย์, อิตาลี, ฝรั่งเศสและเยอรมัน ตอนฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ฝรั่งเศสในวัน ดี-เดย์ หน่วย 30AU ก็รับหน้าที่บุกยึดหอเรดาร์ของฝ่ายเยอรมัน และต่อมาพวกเขาก็กำลังถูกส่งไปรบกับญี่ปุ่นด้วย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นดันยอมแพ้สงครามซะก่อนเลยอดกินซูชิไป

ทหารคอมมานโดของหน่วยนี้ถูกฝึกให้เชี่ยวชาญในการแฮ้ปข่าวกรองสำคัญจากหน่วยบัญชาการของข้าศึก
ชำนาญการใช้อาวุธ ทั้งปืน ระเบิด และมีดสั้น สามารถเคลียร์กับระเบิดหรือกับดักทั้งหลาย รู้จักใช้เครื่องแบบและอุปกรณ์ของข้าศึกทุกอย่าง และยังเรียนรู้การสะเดาะกุญแจ การหลบหนี การค้นหา การคุมตัวนักโทษ การถ่ายรูป การโดดร่ม แทบจะเรียกได้ว่าเก่งรอบทิศเลยทีเดียว

ต่อมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง หน่วยนี้ก็ถูกยุบไปในเดือน ธ.ค.1945 ท่าน Ian Flaming ก็ใช้แรงบันดาลใจจากทหารหน่วยนี้บางคนมาแต่งเป็นตัวละครสายลับ James Bond 007 ที่เรารู้จักกันดีมาจนทุกวันนี้ และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว (2010) ราชนาวิกโยธินอังกฤษได้สถาปนาหน่วยนี้ขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ 'หน่วยคอมมานโดเสาะหาข้อมูลที่ 30'(30 Cdo IXG RM) ที่สืบทอดความสามารถของหน่วย 30AU มาใช้ครับครัน ทางผู้สร้างหนังจึงได้ทำหนังเรื่องนี้ออกมาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำความรู้จักกับหน่วยวีรบุรุษหน่วยนี้อีกครั้งหนึ่ง
เอย


*แปลข้อมูลแบบงูๆ ปลาๆ จาก wikipedia ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยจ้า*


*รีวิวหนังของพระเอก Sean Bean และ Danny Dyer เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*





แบ่งปัน

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

5 Days of War (2011): ฝ่าสมรภูมิสร้างภาพ

5 Days of War (2011) :
ถึงทุกวันนี้ชื่อของน้า Renny Harlin (Die Hard 2 [1990]) ผกก.เคยรุ่งจากต้นยุค 90s แทบจะไม่สามารถกระตุ้นต่อมสนใจของบรรดาคอหนังแล้ว แต่เขาก็ยังอุตส่าห์มีผลงานออกมาให้ดูกันทุกสองสามปีเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังแอ็คชั่นเกรดรองซะทั้งนั้น และนี่คือผลงานล่าสุดของเขาที่ขอคิดการใหญ่ทำหนังดราม่าสงครามที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงในช่วง 'สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย' ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 สิงหาคม 2008 นั่นเอง (ป๊าด! ไม่นานมานี่เอง)


พระเอกเรากำลังทำหน้าน้องหมาสงสัยอยู่
หนังตามติดสองนักข่าวหัวเห็ด (ทำไมต้องหัวเห็ดด้วยหว่า?) ที่เข้าไปทำข่าวยังประเทศจอร์เจีย ซึ่งมีเรื่องเกาเหลากับพี่เบิ้มรัสเซียมาช้านานแล้ว และหลังจากที่ฮึ่มๆ แฮ่ๆ ใส่กันมาได้สักพักสงครามก็ได้ปะทุขึ้นเมื่อทหารรัสเซียยกพวกบุกถล่มดินแดนจอร์เจีย ทั้งสองหน่อเราเลยต้องหาทางเอาชีวิตรอดกันชนิดหูตูบและในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามทำข่าวบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอเพื่อนำไปเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้ตามประสานักข่าวที่ดีพิมพ์นิยมอีกด้วย


หนังเต็มไปด้วยนักแสดงคุ้นหน้า
ดูเผินๆ แล้วมันก็ช่างน่าชื่นชมที่น้า Harlin แกหันมาทำหนังซีเรียสๆ ที่สร้างจากเรื่องจริงแบบนี้ แต่ทว่าแกดันทำออกมาซะหลากสไตล์หลายกษัตริย์เชียว ไม่ว่าจะอารมณ์แนวหนังสงครามซีเรียสๆ สไตล์หนังป๋า Ridley Scott บางทีก็พยายามทำเท่ระเบิดภูเขาเผากระต๊อบสไตล์หนังของทั่น Michael Bay แถมปิดท้ายด้วยการพยายามทำซึ้งแบบใน Schindler's List (1993) ของเสี่ย Steven Spielberg ซึ่งการจับฉ่ายหลากรสทางสไตล์แบบนี้นั้นแทนที่จะส่งผลดีกับหนัง แต่มันกลับทำให้หนังดูแปร่งๆ ประดักประเดิด และลดความจริงจังน่าเชื่อถือของเรื่องราวลงไปแยะเลยทีเดียว


ฉากสงครามทำเข้าท่าไม่ใช่เล่น
และที่ชวนให้เสียเซลฟ์สำหรับคนที่พอจะติดตามข่าวสารการเมืองต่างประเทศมาบ้างก็คือ ดูเหมือนหนังจะเสนอความจริงแค่ด้านเดียว เพราะค่อนข้างโอนเอียงไปโปรฝั่งจอร์เจียซึ่งถูกเสนอภาพให้เป็นประเทศเล็กๆ ไร้ทางสู้ที่ถูกมหาอำนาจคุกคามข่มเหง ในขณะที่ฝ่ายรัสเซียและพรรคพวกคือตัวร้ายสุดโหดเหี้ยมเดินหน้าฆ่าลูกเดียว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายจอร์เจียเองก็ใช่ย่อยซะที่ไหนล่ะ ดังนั้นถ้าจะมองกันลึกๆ แล้วนี่จึงถือว่าเป็นหนังสร้างภาพของจอร์เจียต่อชาวโลก ที่ลงทุนจ้าง ผกก.(เคย)ดัง ดารา(ไม่ค่อย)ดังระดับอินเตอร์ ให้มาเป็นตัวเรียกแขกก็ว่าได้

ป๋า Val Kilmer ก็พาร่างฉุๆ มาร่วมแจมกับเขาด้วย
นี่ยังดีนะที่หนังเต็มไปด้วยบรรดานักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีผลัดกันโผล่มาสร้างสีสัน และมีฉากการรบพุ่งที่ดูใหญ่โตไม่อายหนังฮอลลีวู้ดระดับบิ๊กๆ (รัฐบาลจอร์เจียเขาสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มาใช้ในหนังแบบชนิดจัดเต็ม) ก็เลยพอจะทำให้หนังมีอะไรที่เรียกความสนใจจากคอหนังสงครามได้อยู่บ้าง โดยรวมแล้วแม้หนังจะไม่กับดีเด่นดูแล้วคุ้มค่าน้ำตาไหล แต่ก็มีดีพอที่จะดูแล้วไม่เสียเซลฟ์ หนังยกประโยคที่ว่า "เหยื่อรายแรกของสงครามก็คือความจริง" มากล่าว เราก็เลยขอแซวกลับไปว่า "และเหยื่อรายแรกของหนังสงครามเรื่องนี้ก็คือความจริงเช่นเดียวกันจ้า" อิอิ
  • + หนังมีฉากสงครามที่ดูใหญ่โตเข้าท่าดี นักแสดงคุ้นหน้ามากมี ดูกันได้เพลินๆ
  • - ค่อนข้างหลากสไตล์จนดูสะเปะสะปะ และเป็นหนังโปรฝ่ายจอร์เจียกันจะๆ ไปหน่อยมั้ย




*รีวิวหนังของ ผกก.Renny Harlin เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*



แบ่งปัน

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

18+2 สุดยอดบทเพลงแด่เธอผู้จากไป




ศิลปินเพลงสามารถสื่อสารถึงความรู้สึก แนวคิด และอื่นๆ มายังคนฟังของเขาได้ เราจึงได้ยินทั้งเพลงแห่งความรื่นรมย์ เพลงบ้าบอคอแตกเฮฮาปาร์ตี้ เพลงสุดซีเครียด เพลงเศร้าอกหักเพราะรักตุ๊ด ฯลฯ และแม้แต่เพลงที่แต่งขึ้นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากการเสียชีวิตไปของคนรอบข้างก็มี และทางเว็บ Spinner.com ก็ได้คัดเลือกเพลงแนวนี้ที่น่าสนใจมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่าเข้าท่าดีเลยนำมาแบ่งปันสู่กันฟัง ซึ่งจะมีเพลงอะไรของใครบ้างนั้นก็เชิญดูเชิญฟังกันได้เลยจ้า




'Wonderful Life'
Gwen Stefani อัลบั้ม The Sweet Escape (2006)
ตอนอายุ 14 ขวบ แฟนคนแรกของ Stefani แนะนำเธอให้รู้จักกับวง Depeche Mode หลายปีต่อมา หลังจากแฟนเก่าคนนี้ของเธอฆ่าตัวตายไป เธอเขียนเพลงเทคโนแด๊นซ์เพลงนี้ขึ้นมาแด่เขาในปี 2006 โดยตั้งคำถามว่า "How could you think you were better off?" และเพื่อเป็นการอุทิศแก่เพื่อนเก่าของเธอคนนี้แบบสุดๆ จึงได้ชักชวนให้ Martin Gore มือกีต้าร์ของ Depeche Mode มาดูแลแทร็คนี้ให้อีกด้วย





'Being Boring'
Pet Shop Boys อัลบั้ม Behaviour (1990)
เมื่อไม่นานมานี้ Neil Tennant บอกว่าเพื่อนรักของเขาที่ตายเพราะ AIDS เป็นแรงบันดาลใจแก่สามเพลงฮิตของ Pet Shop Boys อันได้แก่ 'It Couldn't Happen' ที่เกี่ยวกับชีวิตช่วงวัยรุ่นของพวกเขา 'Your Funny Uncle' ที่เกี่ยวกับงานศพของเพื่อน และเพลงนี้ที่มีเนื้อร้องบางส่วนได้แรงบันดาลใจจาก Zelda Fitzgerald เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการจัดปาร์ตี้ของพวกเขา

MP3: Pet Shop Boys - Being Boring




'One Tree Hill'
U2 อัลบั้ม The Joshua Tree (1987)
ในปี 1986 Greg Carroll ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ประสานงานของวง U2 ไปเอามอเตอร์ไซค์ของ Bono มาจากดับลิน ขณะที่เขากำลังนำมอเตอร์ไซค์มาส่งให้ฟร้อนท์แมนของ U2 เขาก็เสียชีวิตบนถนนโดยคนเมาแล้วขับ 'One Tree Hill' คือชื่อของยอดภูเขาไฟแถวภูมิลำเนาของ Carroll ในนิวซีแลนด์ "เขาตายเพราะทำเพื่อผม" Bono บอกกับนักข่าวหลังจากเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 1987 "ผมพูดไม่ออกเลยทีเดียว"



'Camera'
R.E.M. อัลบั้ม Reckoning (1984)
ก่อนที่เขาจะกลายเป็นโฉมหน้าให้กับวงการอัลเทอร์เนทีฟร็อค Michael Stipe คือนักเรียนศิลปะที่เรียนการถ่ายรูปในมหาวิทยาลัย Georgia เมือง Athens ส่วนตากล้องอีกคนอย่าง Carol Levy คือเพื่อนคนที่ถ่ายรูปของ R.E.M.ในปกหลังซิงเกิ้ล 'Radio Free Europe' ซึ่งหลังจากนั้นเธอก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ Stipe จึงได้เขียนเพลงนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงเธอ





'Back on the Chain Gang'
The Pretenders อัลบั้ม Learning to Crawl (1983)
เดือน มิ.ย.1982 ต้องถูกจารึกไว้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปีแห่งการพยายามอย่างแสนสาหัสของ The Pretenders อย่างแรกคือ Pete Farndon ที่เริ่มไม่อยู่กับร่องกับรอยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้ยาเสพติด จนถูกไล่ออกจากวง สองวันต่อมา James Honeyman-Scott ก็เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด พอถึงเดือน พ.ย.สมาชิกวงที่เหลือรอดก็ปล่อยเพลงนี้ซึ่งเกี่ยวกับมือกีต้าร์ที่ล่วงลับออกมา พอถึงเดือน เม.ย. Farndon ก็กลายเป็นสมาชิกวงคนที่สองที่เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดภายในระยะเวลาแค่ 10 เดือน




'Gypsy'
Fleetwood Mac อัลบั้ม Mirage (1982)
เดิมทีเพลงๆ นี้ เริ่มจากการเป็นงานโซโล่ของ Stevie Nicks ที่ต้องการจะพูดถึงเพื่อนร่วมวงและเพื่อนร่วมเตียงอย่าง Lindsey Buckingham แต่พอเพื่อนของเธออย่าง Robin Anderson ป่วยเป็นลูคิเมีย Nicks ก็เลยเพิ่มเนื้อเพลงที่พูดถึงเธอ "I still see your bright eyes" ซึ่งก็ทำให้เพลงทรงพลังขึ้นมาก และ Nicks ก็นำเพลงนี้มาไว้ในอัลบั้ม Mirage ของวง แล้ว Anderson ก็ตายหลังจากคลอดลูกชายออกมาได้เพียงสองวัน





'Afterimage'
Rush อัลบั้ม Grace Under Pressure (1984)
เพลงนี้เกี่ยวกับการรับมือกับการสูญเสียเพื่อนไป ซึ่งอุทิศให้แก่ Robbie Whelan ที่ตายในปี 1983 ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปสตูดิโอบันทึกเสียง Whelan คือผู้ช่วยเอนจิเนียร์บันทึกเสียง เขาทำงานในหลายอัลบั้มในยุคแรกๆ ของ Rush ต่อมา Neil Peart มือกลองของวงยังใช้เนื้อร้องท่อนแรกที่ว่า "Suddenly you were gone from all the lives you left your mark upon" ในการอุทิศให้แก่ภรรยาและลูกสาวของเขาในบันทึกความทรงจำ 'Ghost Rider: Travels on the Healing Road' อีกด้วย





'100%
'
Sonic Youth อัลบั้ม Dirty (1992)
Joe Cole ซึ่งเป็นนักแสดงฝีมือดีและเป็นโร้ดดี้ของวง The Rolling Band เดินกลับบ้านจากร้านวีดีโอกับเพื่อนของเขาและ Herry Rollins ในปี 1991 พวกเขาโดนจิ๊กโก๋ล็อกตัวไว้พร้อมเอาปืนจ่อ ในขณะที่ Rollins หนีไปได้ แต่เพื่อนของเขาต้องตายเพราะถูกยิงที่หัว สมาชิกของวง Sonic Youth ที่ก็เป็นเพื่อนของ Cole ด้วยเช่นกัน เขียนสองเพลงสำหรับเขา ซึ่งก็คือเพลงนี้และเพลง JC นั่นเอง





'The Last Song'
Foo Fighters อัลบั้ม In Your Honor (2005)
ทุกคนมักจะตีความว่าทุกเพลงของ Foo Fighters จะต้องเกี่ยวกับ Kurt Cobain เพื่อนร่วมวงที่ล่วงลับไปของ Dave Grohl สมัยที่ยังอยู่วง Nirvana แน่ๆ เฮีย Grohl ก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 2005 ซึ่งมีเนื้อเพลงว่า "This is the last song that I will dedicate to you" ในขณะที่อีกหลายๆ เพลงซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับ Cobain นั้น เฮีย Grohl เลยออกมายอมรับว่าเพลง 'Friend of a Friend' นั่นต่างหากที่พูดถึงสมัยที่เขาอยู่วง Nirvana จริงๆ เด้อ





'Breathe No More'
Evanescence อัลบั้ม Anywhere but Home (2004)
ตอนเป็นวัยรุ่นสุดเก็บกด Amy Lee มักเขียนถึงเพลงเนื้อหามืดหม่น แม่ของเธอเลยแนะนำให้เธอเข้ารับการบำบัด อนาคตนักร้องนำวง Evanescence มีเหตุผลที่จะจิตตก เพราะตอนเธออายุ 6 ขวบ น้องสาววัย 3 ขวบของเธอป่วยตายโดยไม่รู้สาเหตุ "เมื่อมันเกิดขึ้น มุมมองชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป" Lee ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีถึงเนื้อเพลงแสนโกธกล่าว "มันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เมื่อฉันกลายมาเป็นศิลปิน เพลงเหล่านี้คือการพยายามจะเยียวยาตนเองของฉัน" นี่คือหนึ่งในสามเพลงที่เธอเขียนให้แด่น้องสาวของเธอ





'Lucy'
Julian Lennon and James Scott Cook ซิงเกิ้ล Lucy (2009)
Lucy Vodden มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ในยุค 60s หลังจากหนุ่มน้อยชื่อ Julian Lennon เขียนรูปของเพื่อนร่วมชั้นของเขาคนนี้แล้วอธิบายให้พ่อของตนฟังว่านี่คือ "Lucy in the sky with diamonds" กว่า 40 ปีที่รูปนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เพลงโคตรดังของ The Beatles คุณ Vodden ก็ล่วงลับไปด้วยโรค Lupas (โรคพุ่มพวง) ดังนั้น Lennon และ Cook (ซึ่งย่าของเขาก็ป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน) จึงบันทีกเสียงเพลงนี้ขึ้นมาในปี 2009 เพื่อหาทุนให้การวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้





'All Those Years Ago'
George Harrison อัลบั้ม Somewhere in England (1981)
Harrison เขียนเวอร์ชั่นแรกของเพลงนี้ขึ้นมาเพื่ออดีตเพื่อนร่วมวง The Beatles อย่าง Ringo Starr แต่เมื่อ John Lennon ถูกฆาตกรรมหนึ่งเดือนหลังจากเพลงนี้ถูกบันทึกเสียง Harrison เลยเปลี่ยนเนื้อเพลงเพื่ออุทิศเพลงนี้ให้กับเพื่อนผู้ล่วงลับ เพลงนี้ยังมี Ringo ที่มาเล่นกลองให้ และ Paul กับ Linda McCartney มาร่วมขับร้อง ซึ่งเพลงก็ชวนให้นึกถึงงานของ Lennon อย่าง 'Imagine' และ 'All You Need Is Love'อีกด้วย





'Tears in Heaven' Eric Clapton อัลบั้ม Unplugged (1992)
เทพเจ้ากีต้าร์รายนี้ต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าจะเรียนรู้การเป็นพ่อที่ดี เมื่อเขาพา Conor ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนวัย 4 ขวบไปชมละครสัตว์ในเดือน มี.ค.1991 หลังใช้เวลาตามลำพังกับลูกชายเป็นวันแรก Clapton รู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นพ่อของตน แต่ในวันต่อมา ขณะที่ Clapton เตรียมจะพา Conor ไปเที่ยวสวนสัตว์ ก็เกิดเรื่องเศร้า เมื่อ Coner พลัดตกลงมาจากหน้าต่างคอนโดชั้น 53 ของเพื่อนแม่ลงมายังพื้นเบื้องล่าง เล่นเอา Clapton ถึงกับหัวใจสลาย และเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 1992 ร่วมกับ Will Jennings





'Terry's Song'
Bruce Springsteen อัลบั้ม Magic (2007)
หลังจากทำงานที่คลับซึ่ง Clarence Clemons เป็นเจ้าของ Terry Magovern ก็กลายเป็นผู้ประสานงานส่วนตัวของ Springsteen มากว่า 23 ปี เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากงานศพของ Magover หนึ่งวัน และเป็นฮิดเด้นแทร็คในอัลบั้ม Magic ของเขา ซึ่งในปกอัลบั้มก็มีรูปของ Magovern และคำกล่าวของเดอะบอสที่ว่า "ตัวตนและจิตวิญญาณของเขาคือส่วนที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยในดนตรีของผมมาตลอดสองทศวรรษ และมันจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป"





'Go On'
Jack Johnson อัลบั้ม Sleep Through the Static (2008)

โดยปกติแล้วเพลงของเขาเป็นที่รู้จักกันว่าฟังสบาย เพลิดเพลิน เป็นเพลงอคูสติกกีต้าร์ที่ให้แรงบันดาลใจ แต่ Johnson อุทิศอัลบั้ม 'Sleep Through the Static' ให้ Danny Riley ญาติของภรรยาเขาซึ่งตายด้วยโรคเนื้องอกในสมองเมื่ออายุได้เพียง 19 ขวบ ก่อนเขาจะตาย Riley ได้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวของ Jackson และแม้แต่มาร้องประสานเสียงให้เพลง 'If I Had Eyes' เสียด้วยซ้ำ ซึ่งเพลงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ Jackson ต้องเฝ้าดูลูกชายของเขาเติบโตในขณะที่ต้องเห็น Riley จากไปในเวลาเดียวกัน





'Are You Here'
Corinne Bailey Rae อัลบั้ม The Sea (2010)
อัลบั้มชุดที่สองของเธอวางแผงในเดือน ม.ค.2010 สองปีให้หลังจากการที่สามีของเธอ Jason Rae ตายเพราะเสพยาเกินขนาด หลายเพลงในอัลบั้ม 'The Sea' เขียนขึ้นหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ รวมถึงไตเติ้ลแทร็ค ซึ่งพูดถึงการสูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไป นั่นคือปู่ของ Corinne ที่ตายจากอุบัติเหตุทางเรือ





'August 7, 4:15'
Jon Bon Jovi อัลบั้ม Destination Anywhere (1997)
ในปี 1996 หนูน้อยวัย 6 ขวบชื่อ Katherine Korzilius ก้าวลงจากรถของครอบครัวเธอเพื่อไปเอาจดหมาย แล้วบอกพ่อแม่ว่าขอเดินกลับบ้านที่อยู่ห่างไปไม่กี่หลาเอง ไม่กี่นาทีต่อมา ครอบครัวของเธอก็พบหนูน้อยถูกทุบตีจนเกิดแผลฉกรรจ์ เงื่อนงำเบื้องหลังการตายของเธอไม่เคยได้รับความกระจ่าง Jon Bon Jovi ซึ่งรู้จักเป็นการส่วนตัวกับหนูน้อย ซึ่งพ่อของเธอคือผู้จัดการธุรกิจของทางวง เลยเขียนเพลงนี้เพื่อหวนย้อนไปรำลึกถึงเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น





'Good Night, Travel Well'
The Killers อัลบั้ม Day & Age (2008)
แทร็คสุดท้ายจากอัลบั้มนี้ถูกเขียนขึ้นมาหลังการจากไปของคุณแม่ของมือกีต้าร์ Dave Keuning ซึ่งพ่ายแพ้ต่อโรคมะเร็งในวัย 56 ขวบ เพลงมาจากการสนทนาระหว่าง Keuning และฟร้อนท์แมน Brandon Flowers ซึ่งแม่ของเขาก็ต่อสู้กับโรคเนื้องอกในสมองด้วยการคีโมและฉายรังสีเช่นเดียวกัน





'One Last Goodbye'
Anathema อัลบั้ม Judgement (1999)
Danny Cavanagh เพิ่งมีโอกาสได้ควบคุมทิศทางดนตรีของวงแบบเต็มๆ หลังจากการลาออกไปของ Duncan Patterson ส่งผลให้นี่เป็นอัลบั้มชุดแรกของวงที่ลดความเป็นดูมเมทัลลงกลายเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อค และเพลงนี้ Cavanagh ก็เขียนขึ้นมาเพื่ออุทิศให้บางคนในครอบครัวของเขาที่จากไปแบบกระทันหัน ซึ่งเพลงก็ช่างโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์จนสามารถนำไปใช้เป็นเพลงระลึกถึงการจากไปของผู้ที่เป็นที่รักสำหรับคนฟังแต่ละคนได้อย่างไม่ขัดเขินเลยทีเดียว

MP3: Anathema - One Last Goodbye



'Teardrop'
Massive Attack อัลบั้ม Mezzanine (1998)
สมาชิกวง Massive Attack ชักชวน Elizabeth Fraser แห่งวง The Cocteau Twins ให้มาร้องเพลงนี้ ซึ่งเธอก็รับหน้าที่แต่งเนื้อเพลงนี้ด้วย โดยเนื้อเพลงนั้นกล่าวถึงความรู้สึกของเธอที่ได้รับรู้ข่าวการจากไปแบบกระทันหันของ Jeff Buckley เพื่อนสนิท (และกิ๊ก?) ของเธอซึ่งจมน้ำตายโดยปริศนาในวันที่ 29 พ.ค.1997 นี่จึงเป็นบทเพลงที่ให้ความรู้สึกราวกับกำลังฟังนางพรายที่กำลังโหยไห้โศกาอาดูรถึงการจากไปของผู้เป็นที่รักของนาง

MP3: Massive Attack - Teardrop



นี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของบรรดาบทเพลงที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อระลึกแด่ผู้ที่จากไปที่เราได้นำมาแบ่งปันสู่กัน เชื่อว่าพี่น้องแต่ละคนก็มีเพลงแนวนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว ยังไงก็อย่าลืมแบ่งปันสู่กันฟังบ้างเด้อ ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ : )



*แปลและคัดบางส่วนมาจาก spinner.com จ้า*