วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

Battleship (2012): วันนาวีกู้โลก


Battleship (2012) :

ครั่บ ตราบใดที่หนังแนวเอเลี่ยนบุกโลกยังทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้แก่นายทุนหัวใสได้อยู่ เหล่าเอเลี่ยนทั้งหลายก็คงยังตั้งหน้าตั้งตาดาหน้ามาบุกโลกกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นแน่ และนี่คือเรื่องล่าสุดซึ่งสร้างพัฒนาต่อยอดมาจากบอร์ดเกมของบริษัทของเล่น Hasbro ที่เคยกอดคอกันรวยกับฮอลลีวู้ดมาแล้วจากหนังชุดหุ่นยนต์ยกพวกตีกัน Tranformers และ G.I. Joe นั่นยังไงล่ะ


นึกว่าทรานฟอร์เมอร์สภาคใหม่ซะอีก
หากเหล่าทหารนาวิกโยธินสหรัฐคือฮีโร่กู้โลกเมื่อครั้ง Battle Los Angeles (2011) ล่ะก็ เรื่องนี้ก็ถึงคิวของเหล่าทหารเรือของสหรัฐกู้โลกบ้างล่ะ (ก็ทหารเรือเหมือนกันไม่ใช่เหรอ) ว่าแล้วผู้สร้างก็วางพล็อตหาเรื่องให้ไปปะฉะดะกันในมหาสมุทรแปซิฟิก แถวๆ ฮาวายโน่น โดยได้พ่อหนุ่ม Taylor Kitsch (John Carter [2012]) ที่กำลังมาแรงใน ชม.นี้มาเป็นตัวเรียกแขก แถมยังได้นักร้องสาว Rihanna มาเปิดซิงเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกอีกด้วยต่างหาก


หนุ่มคนนี้กำลังงานชุก
หนังอยู่ในความรับผิดชอบของ Peter Berg นักแสดงที่ผันตัวมาเป็น ผกก.(และก็ไปได้สวยเสียด้วยสิ) ซึ่งในเรื่องนี้นั้นเขาได้กลายสภาพเป็นร่างทรงของ ผกก.Michael Bay ไปซะแล้ว เพราะทำหนังออกมารูปแบบเดียวกันเป๊ะๆ คือทุนสร้างสูง เต็มไปด้วยหนุ่มสาวหน้าตาดี บู๊แหลกลาญ เน้นความเป็นวีรบุรุษ เน้นเท่ และที่สำคัญคือโปรอเมริกา เรียกว่าหากดูเผินๆ ก็คงจะนึกว่าเป็นหนังเรื่องใหม่ของ ผกก.Bay ก็ยังได้

สาว Rihanna เปิดซิงเป็นหนังเรื่องแรก
แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งทำหน้าเบ้ไป ผกก.Berg เขายังเป็นตัวของตัวเองอยู่บ้าง ดังนั้นนอกจากสไตล์ของ ผกก.Bay ที่เอ่ยถึงข้างต้นแล้ว หนังถือว่าทำได้ดีกว่าในด้านการปูเรื่อง และยังยั้งมือไม่บ้าพลังจนเฝือเกินไป โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้จึงออกมาดูได้เพลินๆ ถึงเพลินมาก แม้ว่าจะมีร่องรอยความไม่เข้าตาโผล่มาให้เห็นเป็นระยะๆ ก็ตามที แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายหรอกเน้อ


เฮียทาดาโนบุ อาซาโน่รับบทเด่นในหนังด้วยนะ
ทางด้านนักแสดง คนที่น่าเอ่ยถึงไม่ใช่พระเอก แต่คือเฮีย ทาดาโนบุ อาซาโน่ ที่คอหนังหลายคนชื่นชอบ ซึ่งในเรื่องนี้ถึงเขาจะได้รับบทสมทบแต่ก็น่าดีใจอย่างยิ่งที่ไม่ใช่แค่โผล่มาทำตาตี่ไปวันๆ หากแต่มีบทบาทสำคัญในเรื่องพอควรทีเดียว ส่วนด้านสาว Rihanna นั้นเรื่องแสดงได้ดีหรือไม่นั้นคงไม่ใช่ปัญหาเพราะนี่แค่เรื่องแรกของเธอเอง ดังนั้นควรให้โอกาสเธอบ้าง แต่ที่ชวนตะหงิดคือ ดูเหมือนหนังพยายามจะยัดเยียดให้เธอมีบทบาทเด่นมีส่วนร่วมแทบจะทั้งเรื่อง แบบที่ไม่สนความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นั้นๆ เลย


ราชนาวีไทยเราก็ไปร่วมแจมแต่ไฉนไม่ได้กู้โลกกับเขาบ้าง?
อีกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูมีสาระแฝงที่มากกว่าหนังแนวเอเลี่ยนบุกโลกทั่วไป อย่างการพูดถึงทหารผ่านศึกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่แก่หง่อมแล้วหรือคนที่พิการจากการรบก็ตาม หนังเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้มาร่วมปกป้องโลกด้วย ประมาณกำลังบอกว่าอย่าลืมวีรบุรุษของชาติเหล่านี้ไป ซึ่งบางทีมันก็ดูยัดเยียดอยู่บ้าง แต่ถือว่าผู้สร้างมีความตั้งใจดี จึงขอยกผลประโยชน์ให้ก็แล้วกันนะ


เบย์เบลดยักษ์กำลังโจมตีเรือรบ
ส่วนอีกเรื่องคือ ในหนังมีการร่วมซ้อมรบของกองทัพเรือนานาชาติ (รวมทั้งพี่ไทยด้วย) แต่มีเพียงเรือรบของมะกันกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่ร่วมกันปกป้องโลก (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือสถานการณ์พาไปก็ตาม) ซึ่งพอมาคิดดูแล้วการที่หนังกำหนดให้สองชาตินี้มาเป็นมิตรร่วมรบกันแถวๆ ฮาวาย (เพิร์ลฮาร์เบอร์?) มันก็เป็นอะไรที่น่าคิดอยู่เหมือนกันเนอะว่ามั้ย? แหม่ หนังเอเลี่ยนบุกโลกเรื่องนี้ ทั้งดูเอาเพลิน ทั้งปลุกสำนึกรักทหารผ่านศึก ทั้งสร้างสมานฉันท์ความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ยิงทีเดียวได้เอเลี่ยนหลายตัวเลยนะเนี่ย เหอๆ
  • + สนุก ดูเพลิน เหมือนหนังของ Michael Bay แต่ดีกว่า เป็นหนังแนวเอเลี่ยนบุกโลกที่เข้าท่าทีเดียวล่ะ
  • - มีหลายอย่างที่ดูจะพยายามยัดเยียดเข้ามาอย่างเกินพอดีไปนิด ทั้งเรื่องทหารผ่านศึก และเอิ่ม บทบาทของสาว Rihanna






*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

Shame (2011): หื่นจัดหนัก


Shame (2011) :

กว่าจะมาเป็นนักแสดงหนุ่มงานชุกในทุกวันนี้ พ่อหนุ่ม Michael Fassbender (35 ขวบ) เคยผ่านบทตัวประกอบอดทนในหนังดังๆ มาหลายเรื่องแล้ว ทั้งบทเล็กๆ ในซีรี่ส์สงครามโลกครั้งที่สองอย่าง Band of Brothers (2001) บทเด่นขึ้นมาหน่อยในหนังแอ็คชั่นสุดแมนอย่าง 300 (2006) แต่หนังที่แจ้งเกิดให้เขาในฐานะนักแสดงหนุ่มมากฝีมือรุ่นใหม่ก็คือหนังอดข้าวประท้วงอย่าง Hunger (2008) ของ Steve McQueen ผกก.ผิวหมึกชาวอังกฤษ (ที่ก็แจ้งเกิดจากผลงานเรื่องแรกของเขานี้เช่นกัน)


ความหื่นก็สามารถทำลายชีวิตคุณได้เหมือนกัน
ก็กอดคอกันเกิดแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทั้งคู่จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในผลงานเรื่องที่สองของ ผกก.McQueen เรื่องนี้ ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของ Brandon (Fassbender) หนุ่มออฟฟิศหล่อโสดที่หมกมุ่นกับเซ็กซ์ได้ทั้งวันชนิดเข้าเส้น ขนาดที่ว่าต้องช่วยตัวเองวันละหลายครั้งให้หายหงี่ เทียวเข้าเว็บโป๊เป็นว่าเล่น เป็นแขกวีไอพีของนางทางโทรศัพท์ และเที่ยวหิ้วสาวรักสนุกไม่คิดผูกพันอยู่เป็นนิจสิน แต่เมื่อ Sassy (Carey Mulligan) น้องสาวผู้มีปัญหาของเขา ขอมาอาศัยอยู่ด้วยสักพัก มันก็ส่งผลให้ชีวิตหื่นของเขาเริ่มวุ่นวายจนไม่ไหวจะเคลียร์เลยทีเดียวเชียว

สองนักแสดงคุณภาพมาโป๊ประชันกันในเรื่องนี้
หนังขึ้นชื่อว่าเป็นหนังอังกฤษแต่มาถ่ายทำกันทั้งเรื่องที่นิวยอร์ค โดยเริ่มเรื่องมาก็โชว์ช้าง(ไม่)น้อยของพระเอก Fassbender กันจะๆ เน้นๆ ซะห้อยโตงเตงไปมา และหนังก็เน้นไปที่ฉากเซ็กซ์กันเกือบตลอดทั้งเรื่องสมกับเรท NC-17 ที่ได้รับ ชนิดที่ว่าคงทำให้ท่านผู้ชมดูไปเกร็งไปน้ำลายเหนียวกันตลอดทั้งเรื่อง แต่ขอโทษ ถึงหนังเขาจะเซ็กซ์แต่ก็เซ็กซ์แบบมีสาระนะ คือมุ่งเน้นตีแผ่สภาวะจิตใจของคนติดเซ็กซ์ และแสดงให้เห็นว่าเซ็กซ์ก็สามารถทำลายชีวิตส่วนตัวกับจิตวิญญาณของคนเราได้มากขนาดไหน

พระเอกเราหลีสาวตลอดทั้งเรื่อง
คนที่เคยผ่านตาผลงานเรื่องแรกของ ผกก.อย่าง Hunger มาก่อนล่ะวางใจได้เลยว่าเรื่องนี้แกยังพกคุณภาพมาตุงกระเป๋าเช่นเดิม หนังเดินเรื่องไปเรื่อย ไม่หวือหวา แต่เล่าเรื่องราวได้อย่างมีที่มาที่ไป น่าติดตาม จริงจัง โจ่งแจ้ง ถึงกึ๋น และที่โดดเด่นที่สุดคือการแสดงของพ่อหนุ่ม Fassbender ที่กล้าโป๊กล้าโตงเตง และแสดงอารมณ์สีหน้าท่าทางได้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมโทน ในบทหนุ่มติดเซ็กซ์ที่เปลี่ยวเหงา ดวงตาไร้แวว ไร้ความสุข น่าอดสูยิ่งนัก ส่วนสาว Mulligan ซึ่งเห็นแบ๊วๆ แหววๆ มาจากเรื่องก่อนๆ มาเรื่องนี้เธอกล้าโชว์ไม่แพ้กันซะจนหนุ่มตาลุกโพลงกันเป็นแถวแน่เลย

หนังคุณภาพอีกเรื่องของปีที่แล้ว
หนังเน้นเซ็กซ์แบบนี้อาจถูกคนดูมองข้ามสาระสำคัญในหนังไปได้ง่ายๆ ยิ่งหนังจบแบบปลายเปิดก็ยิ่งทำให้หลายคนเกาหัวพร้อมบ่น "อะไรวะ จบแระ!" ได้ จึงไม่ใช่หนังที่จะดูแล้วซูฮกกันได้ทุกผู้ทุกคน (ดูแล้วระวังใจแตกเน้อ อิอิ) แต่หนังก็ประสบความสำเร็จในการแสดงให้เห็นว่า แม้เซ็กซ์จะเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร แต่หากเราหมกมุ่นลุ่มหลงมันจนเกินไป มันก็จะครอบงำชีวิตเรา ส่งผลให้แทนที่มันจะทำให้ชีวิตเรามีความสุข มันกลับเป็นตัวทำลายความสุขในชีวิตของเราซะมากกว่า ดั่งคำที่ซิ้มข้างบ้านพร่ำสอนอยู่เสมอว่า "จงมีเซ็กซ์แต่พองาม ถ้ามากไปก็บ้ากามแล้วด๋อยเอ๊ย" ได้เป็นอย่างดี

  • + หนังดี การแสดงยอดเยี่ยม สาระหนัก หนุ่ม Fassbender และ ผกก.McQueen ไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้วครั่บ
  • - หนังติดเรท โป๊กระหน่ำ เซ็กซ์กระจาย ผู้ปกครองควรพิจารณา และไม่ใช่หนังที่จะดูแล้วปลื้มได้ทุกคนเน้อ





*ช่วงเพลงในหนัง*

สาว Mulligan ครวญเพลงสดๆ ให้เคลิ้มกันในหนัง
ในหนังมีฉากหนึ่งที่พระเอกถูกน้องสาวรบเร้าให้ไปฟังเพลงที่เธอร้อง ณ ที่ทำงานของเธอ ซึ่งฉากนี้ ผกก.McQueen ทำเก๋ถ่ายลองเทคลากยาวตั้งแต่เริ่มจนจบเพลง โดยเน้นโคลสอัพไปที่หน้าของสาว Mulligan ซึ่งเธอก็ร้องเพลงแจ๊สนุ่มๆ เพลงนี้ได้อย่างไพเราะจับจิตเสียด้วยสิ และที่เก๋กว่านั้นคือตอนถ่ายทำพระเอก Fassbender นั้นยังไม่เคยฟังสาว Mulligan ร้องเพลงมาก่อนในชีวิตเสียด้วยสิ ดังนั้นภาพปฏิกิริยาสีหน้าท่าทางของเขาต่อเพลงจึงเป็นของจริงล้วนๆ ไม่เสริมแต่ง แจ่มไปโลดจ้า




MP3: Carey Mulligan;Liz Caplan - New York, New York Theme



*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ ผกก.Steve McQueen เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*


Scabbard Samurai (2010): เดชไอ้ซามูไรพันธุ์เห่ย




Scabbard Samurai (2010) :

คันจูโร่ โนมิ ซามูไรหนุ่มใหญ่ฟันหลอ ตัดสินใจละทิ้งหน้าที่และดาบซามูไรของตน แล้วหอบ ทาเอะ ลูกสาววัย 9 ขวบออกเดินทางพเนจรไปเรื่อย หลังจากทำใจไม่ได้ที่เมียสุดรักของเขาป่วยตายลง แต่สำหรับซามูไรแล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก เขาจึงกลายเป็นนักโทษมีค่าหัวอันเป็นที่ต้องการตัวของทางการและบรรดานักล่าเงินรางวัลไปเสียฉิบ


ซามูไรพันธุ์เห่ยมาแล้วจ้า
และหลังจากที่หลบหนีการตามล่าอย่างทุลักทุเลมานาน ในที่สุดเขาก็โดนทางการจับกุมตัวได้ แต่แทนที่จะต้องโดนบังคับให้คว้านท้องตนเองโดนทันใดตามกฏซามูไร เขากลับได้รับโอกาสจากผู้ปกครองท้องถิ่นเป็นเวลา 30 วัน ในการพยายามทำให้ลูกชายที่ป่วยอารมณ์ตายด้านของใต้เท้ารายนั้นหัวเราะออกมาให้จงได้ ซึ่งถ้าหากว่าเขาประสบผลสำเร็จจะได้รับการยกโทษตาย แต่ถ้าไม่ก็ต้องคว้านท้องตายตามกฏเช่นเดิม

หนังซามูไรที่ไม่มีฉากบู๊ให้เห็นเลย
ฮิโตชิ มัตสึโมโต้ ดาราตลกชื่อดังทางทีวีของญี่ปุ่นที่ผันตัวมาทำหนัง (ประมาณเดียวกับหม่ำจ๊กม๊ก) กลับมาพร้อมด้วยผลงานล่าสุดของที่คราวนี้ขออยู่หลังกล้องอย่างเดียวบ้าง ซึ่งถึงแม้เรื่องนี้จะมาพาย้อนยุคมาในยุคซามูไร แต่ก็ไม่มีฉากปะดาบให้เห็นกันสักนิด โดยรวมแล้วหนังออกมาตลกโปกฮา ด้วยมุกตลกเจ็บตัวสไตล์ญี่ปุ่นหรือมุกตลกแบบที่เห็นตามรายการโชว์ทางทีวีทั้งหลาย ทว่าบทจะเศร้าซึ้งกินใจ หนังก็เอาอยู่ได้เหมือนกันนะขอบอก


หนังเต็มไปด้วยตัวละครตลกหน้าตาย
นักแสดงแต่ละคนถ้าไม่ออกมาแบบโอเวอร์แอ็คติ้งก็จะมาแบบตลกหน้าตาย ซึ่งพระเอกของเรื่อง คุณ ทากาอากิ โนมิ นั้นมาในสภาพไม่ยอมพูดยอมจาแบบขี้แพ้เต็มขั้น เป็นซามูไรที่หมดสภาพ ไม่ยอมพกดาบ (พกแต่ฝักดาบ) ยามเจอภัยก็เลยต้องเอาแต่วิ่งหนีหน้าตั้ง (ขนาดที่ว่าตัวละครลูกสาวตัวน้อยของเขา ยังมีความเด็ดขาดเด็ดเดี่ยวมากกว่าซะอีก) แต่พอถึงฉากเอาฮาเนี่ย แกไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นั่งทำหน้ามึนเฉยๆ ก็ฮาแตกแล้ว ทำให้ได้ใจคนดูไปเต็มๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

ดูตลกไหงทำหน้าเครียดกันเช่นนั้น
ไฮไลท์ของหนังคงไม่พ้นช่วงหามุกมาเรียกเสียงฮา ที่มากันแบบมุกต่อมุกอย่างกับรายการทีวี ซึ่งแรกๆ ก็ฮาดีหรอก แต่มากๆ เข้าก็ชักจะฝืด นี่ยังดีที่มีทีมนักแสดงหลักที่มีเสน่ห์เรียกรอยยิ้ม และตอนท้ายที่หักมุมมาเอาซึ้งเรียกความประทับใจ (และหยดน้ำตา) ได้อยู่ หนังจึงหลุดพ้นจากการถูกตีตราว่าเป็นหนังตลกบ้าบอไปในที่สุด นี่จึงเป็นหนังตลกน้ำดีแฝงสาระที่ทำให้ชื่อของ ผกก.มัตสึโมโต้ เป็นที่น่าจับตามองต่อไป คอหนังญี่ปุ่นทั้งหลายทราบแล้วเปลี่ยนจ้า
  • + ฮากับมุกตลกเจ็บตัวสไตล์ญี่ปุ่น นักแสดงหลักที่มีเสน่ห์ มีสาระ แถมจบซึ้งประทับใจได้อีกแน่ะ
  • - มุกฮาจัดเต็มอย่างกับรายการโชว์ทางทีวี จนดูๆ ไปชักไม่ขำ และหนังซามูไรอะไรฟะ ไม่มีบู๊เลย





วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

Wrath of the Titans (2012): เทพยุทธแฟมิลี่


Wrath of the Titans (2012) :

ภาคแรกที่ออกมาในปี ค.ศ.2010 ทำเงินซะเถิดเทิงเสียขนาดนั้น ว่าแล้วทางผู้สร้างก็รีบเข็นภาคสองตามออกมาทันที โดยคราวนี้ขอเปลี่ยนตัว ผกก.เป็น Jonathan Liebesman ที่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้าตา (นายทุน) กับผลงานชิ้นก่อนของเขาอย่าง Battle Los Angeles (2010) นั่นเองจ้า


ภาคนี้ตัวโกงตัวใหญ่กว่าภาคแรกอีก
เวลาผ่านไปจากภาคแรกสิบปี Perseus (Sam Worthington) พระเอกของเรากลายเป็นพ่อหม้ายลูกติด ละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ไปใช้ชีวิตเป็นชาวประมงหาปลาจนหัวฟูไปเรื่อยอย่างสงบสุข แต่แล้วก็งานเข้าจนได้เมื่อต้องเข้าไปสะสางปัญหาครอบครัวเทพเจ้าของเขาเองที่คาราคาซังกินเกาเหลากันมาช้านาน ซึ่งงานนี้ไม่ธรรมดาเพราะมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพันตามฟอร์มอีกแล้วครั่บพ่อแม่พี่น้องที่รักทั้งหลาย

สองนักแสดงยอดฝีมือจากภาคแรกกลับมาอีกครั้ง
ถึงหนังภาคนี้จะเปลี่ยนตัว ผกก.แต่ยังคงมาในสไตล์เดินเรื่องเร็ว มาเร็ว เคลมเร็ว เช่นเดิม แถมยังอัดฉากแอ็คชั่น ซีจีสุดตระการตาเข้ามาเพียบ จึงออกมาดูกันได้เพลินๆ ดีแท้ และนั่นก็ยังทำให้หนังประสบปัญหาเดิมๆ นั่นคือมีเวลาเล่าเรื่องจำกัด (99 นาที) สำหรับหนังมหากาพย์ที่มีตัวละครยี่บยั่บ เรื่องราวยืดยาวแบบนี้ หนังจึงต้องพยายามเดินเรื่องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชนิดรุดหน้าเดินไปดุ่มๆ ไม่มีหันซ้ายหันขวา ไม่มีผ่อน ไม่มีพัก ในอารมณ์ระดับเดียวกันตลอด เมื่ออัดฉากแอ็คชั่นเข้ามาๆ เยอะๆ หนังจึงดูเฝือๆ ไม่สามารถสร้างความตื่นตาตื่นเต้นให้คนดูไปได้ตลอดรอดฝั่ง


ลุง Bill Nighy คือตัวขโมยซีนประจำเรื่อง
ที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคแรกคือมีอารมณ์ขันมากขึ้น ด้านบรรดานักแสดง พี่ Worthington ก็มากับหัวฟูของแก และเล่นแบบไปเรื่อยๆ เน้นออกแรงเข้าไว้ ส่วนการที่ได้นักแสดงฝีมืออย่าง Ralph Fiennes กับ Liam Neeson กลับมาอีกครั้งก็ไม่มีอะไรให้ทั้งคู่ได้วาดลวดลายมากนัก (บทบาทน้อยกว่าภาคแรกอีก) คนที่ขโมยซีนไปเต็มๆ ก็น่าจะเป็นลุง Bill Nighy ที่ถึงโผล่มาไม่นานแต่คงก็สามารถสร้างรอยยิ้มแก่คนดู ได้ใจไปเต็มๆ เลยลุง


นางเอกเปลี่ยนคนแล้วจ้า
ไอ้เรื่องบิดเรื่องราวให้เปลี่ยนแปลงไปจากตำนานนั้น เราไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว เพราะด้วยความที่เป็นหนังที่มีเวลาเล่าเรื่องจำกัด คงจะเดินเรื่องตามแบบเป๊ะๆ ไม่ได้แน่ แต่หนังโดยรวมแล้วยังทำได้ไม่ค่อยโดนนัก คือถามว่าสนุกมั้ย สนุก (แต่ไม่มากนะ) เพลินมั้ย ก็เพลิน แต่ประมาณว่าดูจบแล้วก็แล้วกันไป ก็ต้องดูกันต่อไปว่าภาคหน้าจะหาเรื่องแถมายังไงอีก ก็เล่นจบแบบบอกว่าไม่มีเทพเจ้าอีกต่อไปแล้วนี่ อิอิ


ลุง Liam สะบักสะบอมทั้งเรื่อง
  • + เอฟเฟกต์ตระการตา ดูกันได้เพลินๆ พอๆ กับภาคแรก
  • - เล่าเรื่องรวบรัดแบบภาคแรก อัดฉากแอ็คชั่นจนเฝือ ดูจบแล้วก็แล้วกันไป




*รีวิวหนังของพระเอก Sam Worthington และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*