วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

War Horse (2011): ชะตากรรม ม้าไม่ลืม


War Horse (2011) :
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติประจำตัวของป๋า Steven Spielberg ไปซะแล้วที่ถ้าปีไหนฟิตหน่อยก็จะมีหนังออกมาให้ดูกันสองเรื่องสองรส โดยเรื่องหนึ่งจะเป็นหนังเอาใจตลาด ส่วนอีกเรื่องก็จะเป็นหนังหวังรางวัล ซึ่งถ้า The Adventures of Tintin เป็นหนังเอาใจตลาดประจำปีที่แล้วของแกล่ะก็ หนังดราม่าม้าๆ เรื่องนี้ก็คือหนังหวังรางวัลที่ป๋าแกบรรจงส่งเข้าประกวดนั่นเองจ้า

หนังม้าๆ มาอีกเรื่องแล้ว
หนังดัดแปลงจากวรรณกรรมเด็กชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอังกฤษ Michael Morpurgo (และละครเวทีอีกต่อหนึ่ง) อันว่าด้วยเรื่องราวของ Joey เจ้าม้าสีแดงสุดคึกคักดึ๋งดั๋งที่ต้องพลัดพรากจาก Albert หนุ่มลูกชาวนาจนๆ ชาวอังกฤษอันเป็นเจ้านายสุดรักของมันไปเป็นม้าศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914 - 1918) ซึ่งชะตากรรมของมันจะเป็นเช่นไรต่อไปนั้น ก็โปรดร่วมลุ้นเอาใจช่วยมันได้ 2 ก.พ.ศกนี้ ในโรงภาพยนตร์ใกล้และไกลบ้านท่านเน้อ


ม้าเล่นดีมากจนน่าแจกรางวัลม้าดีเด่น
ต้องบอกว่าเรื่องราวดราม่าชวนประทับจิตแบบนี้ช่างเข้าทางป๋าเขาอย่างแรง เพราะว่าหนังออกมาในอารมณ์ สปีลเบิ้ร์ก สปีลเบิร์ก (คนที่ดูหนังแกบ่อยจะนึกออก) คือสามารถผสมผสานอารมณ์ดราม่า เศร้าซึ้ง หดหู่จริงจังและตลกในคราเดียวกันได้แบบเนียนๆ โดยได้ดารานักแสดง (ฝั่งยุโรป) แสนคุ้นหน้ามากมายผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างสีสันอยู่ตลอดทั้งเรื่องได้เป็นอย่างดี ส่วนงานสร้างจากทีมงานขาประจำของป๋าก็รังสรรค์ให้ภาพที่ออกมาดูยิ่งใหญ่งดงามเสริมสร้างอารมณ์หนังได้ยิ่งนัก


เต็มไปด้วยนักแสดงหน้าคุ้นคุ้นหน้า
แต่ด้วยความที่เป็นหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเด็ก ป๋าเลยต้องประนีประนอมลงไปบ้างด้วยการใช้มุมกล้องบังโน่นบังนี่ในฉากฆ่าฟันเพื่อไม่ให้หนังดูรุนแรงจนเกินไป หรือการให้ตัวละครนานาชาติต่างพูดภาษาอังกฤษปร๋อในสำเนียงชาติตนเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะหนังโดยรวมก็ยังกระทบอารมณ์เป็นอย่างดี แม้เรื่องราวของหนังจะออกแนวประโลมโลกที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในความเป็นจริง แต่น้อยหนังก็ประสบความสำเร็จในการมองโลกอย่างมีความหวัง คือแม้ว่าจะอยู่กลางสงครามแต่มนุษย์ก็ยังอุตส่าห์ลืมความบาดหมางชั่วขณะเพื่อแสดงความเมตตากรุณาต่อสัตว์ได้อยู่ ซึ่งป๋าแกก็มือถึงมากพอที่จะไม่ทำให้ฉากเหล่านี้ออกมาดูเฟคหรือดูตลกไปซะ


ต้องคอยดูต่อไปว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน
ถึงนี่อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีพร้อมควรค่าแก่การครองรางวัลใหญ่ทุกสถาบัน แต่สำหรับเราแล้วนี่คือหนังที่ดีมากพอจะครองรางวัลจากใจเราไปเต็มๆ หนังซาบซึ้งกินใจเหมาะกับคนรักสัตว์ (ไม่รักก็ดูได้) และอย่าได้แปลกใจถ้าน้ำตาท่านจะรินไปกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งถ้าใครดูแล้วไม่หือไม่อืออะไร ก็แสดงว่าท่านใจแข็งไปหน่อยแล้วนะ ถ้าใครเคยประทับใจกับ Black Beauty (1994) มาแล้วก็น่าโดนใจกับเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ป๋า Steven Spielberg เขาเอาหนังดีมีคุณภาพมาฝากอีกแล้วครับทั่น
  • + หนังดราม่าม้าๆ ชวนประทับใจ ให้แง่คิด เหมาะสำหรับทุกคน ป๋า Steven Spielberg เขารับประกันคุณภาพจ้า
  • - ออกแนวนิยายไปนิด (ก็สร้างจากนิยายนิ)




*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*

ทหารม้าอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
สำหรับบทบาทของม้าในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นก็ไม่ใช่จิ๊บๆ เลย เพราะในยุคนั้นม้าคือพาหนะหลักของทุกคน (รถยนต์นั้นมีแต่เศรษฐีเท่านั้นที่มีปัญญาถอยมาขี่โก้ๆ) ดังนั้นแม้แต่ในกองทัพม้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสุดๆ ทั้งทำหน้าที่ลากจูง เป็นพาหนะของทหาร ม้าศึก หรือแม้แต่เป็นเสบียงก็ตาม

แต่ด้วยการที่ยุคนั้นเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องยนต์กลไกต่างๆ เริ่มพัฒนา รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีอานุภาพร้ายแรงขึ้น ดังนั้นนอกจากปืนกล และปืนใหญ่ จะฆ่าทหารตายเป็นเบือแล้ว ม้าก็เลยพลอยโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งว่ากันว่าตลอดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งกินระยะเวลาสี่ปี มีม้าที่สังเวยชีวิตไปทั้งสิ้นกว่าสิบล้านตัว แค่ของฝ่ายอังกฤษอย่างเดียวก็ตายเป็นล้านแล้ว

หลังสงครามเลิกม้าที่ยังเหลือรอดมาก็ป่วยตายไปซะเยอะ ส่วนตัวไหนยังแข็งแรงก็จะถูกขายโรงฆ่าสัตว์เพื่อทำอาหาร (เนื่องจากสงครามทำให้ขาดแคลนอาหาร) เรียกได้ว่ารอดสงครามมาได้ก็ต้องตายอยู่ดี และนั่นก็ทำให้สิ้นสุดยุคของการใช้ม้าในสงครามไปในที่สุด

ฟังดูเหมือนม้าจะถูกมนุษย์ใช้ประโยชน์อย่างไม่ใยดี แต่ทว่าก็ยังมีคนสำนึกบุญคุณของม้าอยู่ เลยมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงม้าและเหล่าสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ต้องสังเวยชีวิตไปในสงครามขึ้นมา ในอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.2004

ทุกวันนี้ม้าถูกเลี้ยงเพื่อการกีฬา ใช้งานทั่วไป และสันทนาการเป็นส่วนใหญ่
นั่นก็เลยยังทำให้สัตว์ที่เปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ กล้าหาญ แข็งแกร่ง สง่างาม แสนรู้ ชนิดนี้ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาช้านานยังคงอยู่คู่โลกเบี้ยวๆ ใบนี้ต่อไปเอย


*คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก wikipedia จ้า*


*รีวิวหนังม้าๆ และหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

The Flowers of War (2011): ดอกไม้กลางไฟสงคราม




The Flowers of War (2011) :
ทุกวันนี้ชื่อของ ผกก.จางอี้โหมว นั้นถือว่าเป็น ผกก.บิ๊กเนมแห่งประเทศจีน (หรือเอเซีย) ไปซะแล้ว และสำหรับผลงานล่าสุดของแกที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ "การชำเรานานกิง" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเรื่องนี้นั้นก็ถือว่าเป็นหนังจีนที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (94 ล้านดอลลาร์ลองตีเป็นเงินหยวนดูละกัน) และยังเป็นตัวแทนของประเทศในการเข้าชิงรางวัลออสก้าร์สาขาหนังต่างประเทศครั้งนี้อีกด้วย


หนังเกี่ยวกับนานกิงมาอีกเรื่องแล้ว
หนังพาย้อนไป นานกิง ประเทศจีน ในปี ค.ศ.1937 อันเป็นช่วงที่ทหารญี่ปุ่นบุกยึดเมืองนานกิง และก่อวีรเวรในการเที่ยวข่มเหงย่ำยีชาวบ้าน โดยเฉพาะสาวๆ ที่เจอะเมื่อไหร่เป็นต้องโดนข่มขืนเรียบ ซึ่งเรื่องราวก็ถูกเล่าผ่านสายตาของสาวน้อยนักเรียนคอนแวนต์ในโบสถ์แห่งหนึ่งที่กลายเป็นที่ลี้ภัยสุดท้ายของหญิงสาวผู้ไร้ทางสู้ทั้งหลาย โดยมีเพียงบาทหลวงกำมะลอชาวมะกันอย่าง Bruce Wayne เอ๊ย Christian Bale (The Fighter [2010]) คอยดูแลปกป้องพวกเธอแบบเสียมิได้

สาวงามเต็มเรื่อง
หนังเปิดเรื่องมาก็ลุยกันอย่างกับ Saving Private Ryan (1998) แน่ะ แต่ขอโทษหนังเรื่องนี้เขาไม่ได้เน้นที่ฉากรบกันสักเท่าไหร่หรอกนะ แต่เน้นเสนอเรื่องราวของสาวๆ ที่ลี้ภัยภายในโบสถ์มากกว่า ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นความอลังการจัดเต็มของหนังสมกับเงินหยวนที่หว่านลงไป หนังหดหู่กดดันพอสมควร แต่ก็ยังมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง และที่ขาดไม่ได้ในหนังของ ผกก.แกคือภาพสโลโมชั่นสวยๆ ที่มีมาให้ดูตลอดทั้งเรื่อง จนบางทีแล้วก็ชวนคิดว่ามันดูประดิดประดอยเกินไปมั้ยสำหรับหนังที่มีเนื้อหาหนักๆ อย่างนี้


แบทแมนในนานกิง?!
การได้เฮีย Bale มาย่อมทำให้หน้าหนังดูดีมีชาติการ์ตูนดึงดูดธารกำนัลมากขึ้นอีกโข ซึ่งในเรื่องนี้เฮียแกไม่ต้องใช้กำลังภายในอะไรมากมาย คือก็เล่นของแกไปเรื่อยๆ ตามบาทบาทชนิดไม่ได้ย่ำแย่หรือน่าจดจำอะไร ในขณะที่บรรดาสาวๆ หน้าแฉล้มก็เห็นแล้วชื่นใจ ชวนให้ลุ้นใจหายใจคว่ำทุกคราที่เหล่าทหารญี่ปุ่นบุกมาหมายจะย่ำยี ซึ่งถึงแม้จะมีฉากเพิ่มความเป็น'คน'ให้แก่ฝ่ายญี่ปุ่นนิดๆ แต่โดยรวมแล้วทหารญี่ปุ่นในเรื่องก็ยังคงเลวทรามและโหดเหี้ยมจน ม.ม้าวิ่งหนีหายไปหมดอยู่เช่นเดิม


เฮีย Bale กำลังดี๊ด๊าที่สาวๆ รุมล้อม
ว่าแต่ดูแล้วพอมาเทียบกับหนังที่เกี่ยวกับการชำเรานานกิงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะ City of Life and Death (2009) แล้วยังถือว่าเรื่องนี้บีบคั้นอารมณ์น้อยไป ดูเป็นนิยายมากไป หรือพูดง่ายๆ คือสู้ไม่ได้ว่างั้นเหอะ แต่ถึงยังไงนี่ก็ยังถือเป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่งของ ผกก.เขา ทั้งยังสามารถนำเสนออีกมุมมองหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันชีช้ำครั้งนั้นให้ชนรุ่นหลังได้ตระหนักว่าครั้งหนึ่งมนุษย์เราเคยกระทำเลวร้ายต่อกันได้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเชื่อเถิดว่ามันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน
  • + หนังของ ผกก.บิ๊กเนมแห่งเอเซีย ลงทุนสูงสุดของจีน แถมมีพระเอก Christian Bale มาเรียกแขกซะด้วยนะ พลาดได้ไง
  • - หนังดูประดิดประดอยไปนิด ดูนิยายไปหน่อย ทำให้ไม่จริงจังเท่ากับหนังนานกิงเรื่องอื่นๆ




*รีวิวหนังของ ผกก.จางอี้โหมว พระเอก Christian Bale และหนังที่เกี่ยวกับการชำเรานานกิงเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

50/50 (2011): โล้นลุ้นเดี้ยง

ลิงก์
50/50 (2011) :
ณ ชั่วโมงนี้จะหานักแสดงหนุ่มเปี่ยมฝีมือที่ถึงจะไม่ค่อยหล่อเร้าจิตไม่ดังคับซอยแต่ก็เปี่ยมเสน่ห์มากพอจนเป็นที่รักของมหาชนคนหนุ่มสาวเฉกเช่นยอดชายนาย Joseph Gordon-Levitt ไม่ได้อีกแล้ว และนี่คือผลงานล่าสุดของเขาที่ก็โดดเด้งมากจนได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งนั่นก็รวมถึงการที่เขาได้เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายด้วยนะขอบอก


พ่อหนุ่มคนนี้กลับมาพบแฟนๆ อีกแล้ว
หนังเล่าเรื่องของ Adam (Gordon-Levitt) หนุ่มนิสัยดีวัย 27 ขวบที่ทำงานให้สถานีวิทยุ ซึ่งจู่ๆ ก็ต้องเหวอรับประทานเมื่อพบว่าตนกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งร้ายที่หากรักษาก็มีโอกาสเป็นตายเท่ากัน และนั่นก็ทำให้เขาได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ประดังเข้ามามากมายไม่ว่าดีหรือร้าย ซึ่งจะทำให้ท่านผู้ชมทั้งหลายต้องยิ้มร่าน้ำตารินไปกับเรื่องราวชีวิตป่วยๆ ของเขาไปด้วยแน่นอน


ถึงป่วยแต่ก็ฟีลกู้ดได้อยู่

หนังเป็นผลงานของ ผกก.Jonathan Levine เจ้าของหนังแจ่มๆ อย่าง The Wackness (2008) ซึ่งคราวนี้เขายังคงมาพร้อมหนังดราม่า/ตลกที่เข้าท่า นำเสนอได้อย่างสมดุลไม่ซีเรียสหรือตลกบ้าบอจนเกินงาม หนังอยู่ในอารมณ์สบายๆ ดูไปยิ้มไป แต่บทจะจี๊ดจะเศร้าเนี่ยก็ถึงกับทำเอาน้ำตารินได้เลย ยิ่งการได้บรรดานักแสดงที่เปี่ยมเสน่ห์มาขึ้นจอก็ยิ่งช่วยให้หนังดูเพลินขึ้นเยอะโดยเฉพาะพระเอกเราที่คนดูคงพร้อมที่จะรักใคร่ห่วงใยเขาทันทีที่ได้เห็นหน้าชัวร์



สองคู่ซี้ประจำเรื่อง
ถึงเรื่องราวในหนังดูจะไม่หวือหวา ฟู่ฟ่า เกินกว่าหนังแนวนี้นับร้อย แต่การเล่าเรื่องกับนักแสดงช่วยให้หนังเป็นที่น่าจดจำประทับจิต จนกลายเป็นหนังที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของปี 2011 ส่วนข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตน่ะมีอยู่แล้ว อย่างเช่นบางทีแม้ในช่วงเลวร้ายที่สุดของชีวิตคนเราก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่ด้วยมากมาย มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองหามันเจอหรือเปล่าเท่านั้นล่ะ ขออย่างเดียวอย่าเพิ่งท้อถอยยอมแพ้ต่อวันมามากซะก่อนก็แล้วกันเน้อ พี่น้องที่รักทั้งหลาย
  • + หนังดี มีแง่คิด นักแสดงแจ่ม น่าประทับใจ พลาดได้ไงล่ะเนี่ย
  • - เรื่องราวดราม่าคนป่วยที่ไม่หวือหวาแปลกใหม่เช่นนี้ ต้องไม่ค่อยดึงดูดใจหลายคนแน่ๆ




*ช่วงเพลงในหนัง*

Radiohead
หนังของ ผกก.Levine และพ่อหนุ่ม Gordon-Levitt ขึ้นชื่อในการที่มักจะมีแต่เพลงดีๆ โดนๆ อยู่ในนั้น รวมถึงเรื่องนี้ด้วยที่มีเพลงแจ่มๆ มากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเสริมสร้างอารมณ์บรรเจิดให้แก่หนังอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเพลงสุดเพราะของ Radiohead, Pearl Jam, Liars, The Walkmen หรือแม้แต่เพลงเก่าสุดคลาสสิคของ Bee Gees ซึ่งเราก็มีมาให้ฟังกันด้วยจ้า




MP3: Radiohead - High and Dry

Mp3: Bee Gees - To Love Somebody

MP3: Liars - The Other Side of Mt. Heart Attack

MP3: Pearl Jam - Yellow Ledbetter



*รีวิวหนังของ ผกก.Levine และของพ่อหนุ่ม Gordon-Levitt เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

The Innkeepers (2011): โรงแรมผีหลอน


The Innkeepers (2011) :
โรงแรมเก่าแก่อย่าง Yankee Pedlar Inn กำลังจะปิดตัวลงอยู่รอมร่อ แขกเหรื่อที่มาพักก็มีเพียงไม่กี่คน สองพนักงานของโรงแรมอย่าง Claire (Sara Paxton จาก The Last House on the Left [2009]) และ Luke (Pat Healy) ที่ต้องผลัดกันอยู่โยงก็เลยว่างจัด หาอะไรทำไปเรื่อย โดยเฉพาะการหาข้อพิสูจน์ว่าในโรงแรมที่พวกเขาทำงานอยู่นั้นมีวิญญาณเฮี้ยนสิงสถิตอยู่จริง จนเจอดีผีจัดเต็มเข้าในที่สุดชนิดที่ว่าพวกเขาจะลืมประสบการณ์ขนหัวลุกครั้งนี้ไม่ลงไปตลอดกาลเลยทีเดียว


โรงแรมเก่าๆ มักจะมีเรื่องเล่าผีเฮี้ยน
ผกก.Ti West จาก Cabin Fever 2: Spring Fever (2009) กลับมาอีกครั้งพร้อมหนังโรงแรมผีที่มาในอารมณ์หนังผีสมัยก่อนที่ค่อยๆ บิ้วท์อารมณ์สยองขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพีคในช่วงท้ายเรื่อง ไม่โฉ่งฉ่างหลอกกระจายเหมือนหนังผีสมัยนี้ ซึ่งเขาก็สามารถสร้างบรรยากาศหลอนได้ดี ฉากผีโผล่ก็ทำได้น่ากลัวทีเดียว ในขณะที่นักแสดงหลักๆ ที่มีเพียงไม่กี่คนก็ล้วนทำหน้าที่ของตนได้ดี โดยเฉพาะนางเอก Paxton ที่น่ารักน่าชังหลาย จนแทบอยากจะอาสาไปโดนผีหลอกกับเธอเลยทีเดียว อิอิ

นางเอก Top Gun ของป๋าครูสก็เล่นด้วยนะ
เสียแต่ว่าเราดันถูกหนังผีสมัยนี้ฝึกให้คุ้นชินกับหนังผีที่โฉ่งฉ่างหลอกกันนันสต็อปจนอาจมองว่า หนังผีที่ค่อยๆ บิ้วท์อารมณ์เป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปซะฉิบ ดังนั้นกว่าผีจะโผล่ คนดูส่วนใหญ่คงจะบ่นแล้วบ่นอีกว่า"เมื่อไหร่ผีจะมาซะทีวะ"ไปหลายตลบแล้ว แถมผียังโผล่มาแค่นิดๆ ชนิดที่ว่าพอมาดูเทรลเลอร์หนังก็แทบจะเห็นทุกฉากที่ผีโผล่เลย (ป๊าด!) เรียกได้ว่าไม่ต้องดูหนังทั้งเรื่อง แต่แค่ดูเทรลเล่อร์แทนก็ยังได้ (ซะงั้น) ถึงอย่างไรหนังโดยรวมก็ยังถือว่าเป็นหนังผีหลอนๆ โดดเด่นตรงบรรยากาศหลอนที่ดูเข้าท่าอยู่ดี


ทั้งเรื่องเล่นกันอยู่ไม่กี่คน
และอีกครั้งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ยังคงสนับสนุนแนวคิดที่ว่าหากเราไม่พยายามไปสุงสิงหรือแกว่งเท้าหาเสี้ยนกับเหล่าวิญญาณชั่วก่อน พวกมันก็คงไม่สามารถมาทำอะไรเราได้ก่อนหรอก อย่าลืมว่าพวกมันวนเวียนอยู่รอบๆ เราดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ หากเราพร้อมที่จะกลัว พร้อมที่จะเชื่อ พวกมันก็จะสบช่องจัดเต็มให้ทันที แต่ในยุคที่คนเรายังคงพร้อมใจกันกลัวผีกลัวสางเช่นทุกวันนี้ เราจึงไม่ขาดแคลนเรื่องเล่าขานตำนานผีเฮี้ยนจากทุกหัวระแหงของโลกซะทียังไงล่ะ
  • + หนังเด่นตรงบรรยากาศหลอน ฉากผีโผล่ทำได้น่ากลัวดี นางเอกน่ารักอีกต่างหาก
  • - เน้นสร้างอารมณ์หลอนทีละนิดจนอาจมองว่าหนังน่าเบื่อและไม่น่ากลัวเอาได้ ตัวละครก็มีกันแค่สี่ห้าคนเอง





*รีวิวหนังของ ผกก.Ti West และหนังเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*


วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

Real Steel (2011): สังเวียนกำปั้นเหล็ก


Real Steel (2011) :
ดูหนังคนต่อยกันมาก็เยอะแล้ว คราวนี้ถึงทีของหนังหุ่นต่อยกันบ้างล่ะ ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ก็ไม่ใช่ไอเดียแปลกใหม่ไฉไลมาจากไหน แต่มาจากเรื่องสั้นชื่อ 'Steel' ของ Richard Matheson นักเขียนชื่อก้องชาวมะกัน (ผู้แต่ง I Am Legend) ที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 เลยโน่น


ในอนาคตเราจะได้เห็นการเล่นพนันมวยหุ่น
ในอนาคตอันใกล้ (ค.ศ.2020) กีฬามวยหุ่นได้รับความนิยมในวงกว้าง อดีตนักมวยตกอับอย่าง Charlie (Hugh Jackman) ก็เลยต้องหันไปเอาดีในการบังคับหุ่นขึ้นชกแทนซะเลย แต่ดูเหมือนเขาก็ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ซำเหมาไปวันๆ อยู่เช่นเดิม จนกระทั่งการมาถึงของ Max (Dakota Goyo) ลูกชายของเขาผู้ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน และหุ่นกระป๋องตกรุ่นจอมอึดอย่าง Atom ที่พร้อมใจกันตบเท้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ชายเกรียนๆ อย่างเขาให้เปลี่ยนไปตลอดกาล


นึกถึงหุ่นยนต์ต้องนึกถึงอะไรๆ ที่มันญี่ปุ่น
พระเอก Hugh Jackman แท็กทีมมากับ ผกก.Shawn Levy (Night at the Museum [2006]) โดยมี Steven Spielberg คอยเป็นป๋าดันอยู่เบื้องหลัง ขอเชิญท่านพบกับเรื่องราวสไตล์ 'Rocky เวอร์ชั่นหุ่นเหล็ก' ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวหมัดๆ มวยๆ ของคนประเภท ขี้แพ้ หมารองบ่อน แล้วเปลี่ยนจากการชกมวยของคนเป็นหุ่น แซมด้วยเรื่องราวมิตรภาพชวนประทับจิตระหว่างพ่อลูก นั่นแหล่ะคือภาพรวมของหนังเรื่องนี้

หนุ่มน้อยคนนี้คือพระเอกตัวจริงของเรื่อง
อันตัวผกก.Levy แกนั้นก็ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดี หนังดูลื่นไหล ดูเพลิน แม้หนังจะยาวซะตั้งสอง ชม.ก็ตาม ส่วนงานทางด้านเทคนิคนั้นก็ดูดี แจ่มแจ๋วตามมาตรฐานของฮอลลีวู้ดเขาอยู่แล้ว ในขณะที่ทางด้านนักแสดงก็เด่นกันอยู่สองคนคือเฮีย Jackman และหนุ่มน้อย Goyo ก็ทำหน้าที่กันได้เข้าขากันดี (จะว่าไปแล้วในหนังอันตัวหนู Goyo แกดูจะมีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่กว่าผู้พ่อแทบจะตลอดทั้งเรื่องเลยนะ อิอิ) แต่น่าเสียดายที่หนังไม่สามารถทำให้อินในส่วนของความผูกพันของสองพ่อลูกคู่นี้ได้เท่าที่ควร


ในอนาคตเราจะได้เห็นหุ่นตะบันหน้ากันบนสังเวียน
โดยรวมแล้วก็นับว่าเป็นหนังดีน่าดู ดูกันได้เพลินๆ ทั้งครอบครัว ไม่เสียเซลฟ์ เสียดายเวลา นี่ถ้าในอนาคตจะมีการเอาหุ่นมาชกกันแบบนี้จริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะจะได้ไม่ต้องเห็นมนุษย์เราขึ้นไปตะบันหน้ากันให้ฟกช้ำดำเขียวกันอีก ซึ่งทั้งนี้คงต้องซูฮกผู้แต่งเรื่องนี้เขาล่ะที่มองอนาคตล่วงหน้าไว้ตั้งแต่กว่าห้าสิบปีมาแล้วนะเนี่ย ข้าน้อยขอคาวะ

ปล.มีข่าวเตรียมงานสร้างภาคต่อออกมาบ้างแล้วเน้อ ใครชอบเรื่องนี้ก็เตรียมรอดูไว้ได้เลย (แต่ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีนะ อิอิ)


ในอนาคตเราจะได้เห็นการซ้อมมวยกับหุ่น
  • + หนังมวยหุ่นที่ดูดีดูเพลิน ดูเป็นครอบครัวก็ได้ งานสร้างดูดีอีกต่างหาก
  • - ก็แค่เปลี่ยนจากคนชกมวยเป็นหุ่นยนต์แค่นั้น นอกนั้นก็เดิมๆ ดูแล้วก็แล้วกันไป





*รีวิวหนังของ ผกก.Levy และพระเอก Jackman เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*