วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Wrecked (2011): หนีนรก กระดึ๊บเข้าไว้

Wrecked (2011) :
ดูเหมือนว่าสองสามปีให้หลังมานี้เฮีย Adrien Brody จะขยันหมั่นเพียรเล่นหนังออกมาปีละสามเรื่องรวด ทั้งหนังเล็กๆ เน้นคุณภาพเอาใจคอหนังหรือหนังใหญ่ๆ เน้นขายตั๋วเอาใจตลาด เฮียแกก็กวาดเรียบวุธ นัยว่าต้องรีบสร้างชื่อเสียงต่อเวลาความดังและกอบโกยเงินทองก่อนที่โปรฯความดังของตนจะหมดลงไปตามกาลเวลาซะก่อนว่างั้นเถอะ


พระเอกเราน่วมตั้งแต่ฉากแรกเลยเชียว

ส่วนหนังเรื่องแรกของเฮียในปี 2011 นี้ก็คงจะเข้าข่ายหนังทริลเลอร์เล็กๆ ขายไอเดียและการแสดง ด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนกำลังติดแหง่กอยู่ในรถที่ประสบอุบัติเหตุกลางป่าเขาลำเนาไพร พร้อมด้วยศพใครก็ไม่รู้ที่เบาะหลัง ซึ่งเขาก็ดันเอ๋อกินจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ชื่อของตน ไอ้ครั้นจะนั่งรอให้มีคนผ่านมาจ๊ะเอ๋ช่วยทีก็ไม่มีเลยแม้แต่เงา เขาจึงต้องหาทางเอาตัวรอดจากป่าแห่งนี้และยังต้องพยายามหาต้นสายปลายเหตุว่าทำไมอันตูข้าถึงได้มาอยู่ในรถพังยับคันนี้ได้ล่ะเนี่ย? อีกด้วยแล

เฮียแกวาดลวดลายชนิดวันแมนโชว์ก็ว่าได้
ผลงานเรื่องแรกของ ผกก.Michael Greenspan เรื่องนี้มีส่วนผสมระหว่างหนังแนวเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติและหนังแนวอาชญากรรมชวนหลอน ซึ่งตัวหนังก็เปิดตัวมาได้อย่างน่าสนใจทีเดียว แต่ยิ่งเวลาผ่านไป คนดูก็จะพบว่าหนังไม่มีอะไรที่เกินคาดเดา จุดหักเหและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ธรรมดาเกินไปอย่างน่าเสียดาย


รอดตายก็ใช่ว่าจะรอดตายเสมอไป?
นี่ยังดีที่เฮีย Brody ยังทุ่มเทให้กับบทบาทชนิดไม่เสียเชิงชายนักแสดงระดับออสก้าร์ ซึ่งเฮียเขาก็จัดเต็มวันแมนโชว์ เล่นฉากตกระกำลำบาก สติแตก กินไส้เดือน แมงกุ๊ดจี่ ตกน้ำป๋อมแป๋ม คลานกระดึ๊บๆ ไปตามป่าเขาแทบจะทั้งเรื่องด้วยตนเองแบบไม่ต้องใช้สลิง ไม่ต้องใช้สแตนอินด์แต่ประการใด เลยพอจะทำให้หนังดูดีขึ้นมาได้เยอะทีเดียว ผลสุดท้ายถึงแม้หนังจะมีเรื่องราวธรรมดาไปนิดแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรหรอก ใครชอบดูหนังแนวเอาตัวรอดท่ามกลางพงไพร หรือเป็นแฟนหนังของเฮียแกก็ดูเอาเถิดจ้า
  • + เป็นหนังแนวทริลเลอร์เอาชีวิตรอดเล็กๆ ที่ดูได้ดูดี การแสดงของเฮีย Brody ยังวางใจได้เช่นเดิม
  • - เรื่องราวโดยรวมยังธรรมดาไป และไม่มีอะไรเหนือความคาดเดา




*รีวิวหนังของเฮีย Adrien Brody เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก (คลิกรูปเพื่ออ่าน)*



วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

The Time That Remains (2009): ปาเลสไตน์ขำขื่น




The Time That Remains (2009) :
หลังจากติดอกติดใจ Elia Suleiman ผกก.ชาวปาเลสไตน์มาจากผลงานหนังสั้นใน To Each His Own Cinema (2007) มาแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องตามเก็บผลงานของเขามาดูให้หายอยากซะหน่อย โดยขอเริ่มต้นจากผลงานล่าสุดของเขา ซึ่งก็ดีเด่นถึงขนาดเป็นหนึ่งในหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เสียด้วยสิ แต่ดันแห้วรับประทาน เพราะ The White Ribbon ของทั่น Michael Haneke นั้นสอยรางวัลไปครองได้ในที่สุด


ขอ ผกก.เล่นเป็นพระเอกเองบ้างนะจ้ะ
หนังเป็นแนวกึ่งอัตชีวประวัติของตัว ผกก.เอง โดยเสนอเรื่องราวของครอบครัวเขาตั้งแต่รุ่นพ่อในสมัยสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งกองกำลังอิสราเอลได้บุกยึดแผ่นดินปาเลสไตน์เพื่อสร้างชาติขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ.1948 จนไปๆ มาๆ พวกพระเอกเราต้องกลับกลายมาเป็นคนนอกที่ต้องอาศัยในประเทศซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินเกิดของตนไปซะงั้น และถึงรุ่นลูกอย่างเขาที่ต้องระเห็จไปใช้ชีวิตที่อเมริกาตั้งแต่วัยรุ่น กระทั่งแก่หัวหงอกถึงได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวของตนอีกครั้ง


ดูรูปแล้วเหมือนหนังจะซีเรียสแต่ที่จริงออกจะฮาซะ
ฟังพล็อตเรื่องแล้วเหมือนนี่จะเป็นหนังดราม่าชีวิตแสนเศร้าเคล้าประวัติศาสตร์สุดรันทดของชาวปาเลสไตน์ยิ่งนัก แต่ตัว ผกก.Suleiman กลับเลือกที่จะใส่อารมณ์ขันแบบตลกร้ายหน้าตายเข้าไปในหนัง จนได้อารมณ์ขำขื่นเปี่ยมเสน่ห์ (แต่ไม่ถึงกับตลกสามช่าคาเฟ่หรอกนะ) หนังยังคงมาด้วยจังหวะนิ่งๆ เนิบๆ เรื่อยๆ แต่บทจะขำ บทจะซึ้ง ก็ยังทำได้แจ่ม และโดดเด่นในการเสียดสีถึงความเป็นปาเลสไตน์-อิสราเอลได้อย่างถึงกึ๋น รวมทั้งมาพร้อมความรู้ทางประวัติศาสตร์ครบครันอีกด้วยแน่ะ


โดนครูดุในวันนี้คือ ผกก.ชื่อดังในวันหน้า
ส่วนตัว ผกก.เราก็ยังทำหน้าที่ได้ดีในด้านการแสดง ที่มาในมาดนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา ไม่หือไม่อือ ตามสไตล์ตลกหน้าตาย ซึ่งแกก็ดูตลกจริงๆ เรียกได้ว่าแค่อยู่เฉยๆ ก็ทำเอาฮาได้แล้วล่ะ (นี่แหล่ะคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของแกที่ทำเอาเราปลื้มจนต้องขอสมัครเป็นแฟนหนัง) แต่ว่าก็ว่าเหอะเรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนด้วย เพราะบางคนดูแล้วอาจจะไม่เห็นว่าเรื่องนี้มันจะฮาที่ตรงไหนเลยก็ได้

นักแสดงคนซ้ายน่าจับไปโกอินเตอร์ยิ่งนัก
สำหรับกรณีพิพาทคาราคาซังระหว่าง ปาเลสไตน์ กับ อิสราเอล นั้นก็สามารถมองได้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งที่เห็นใจฝั่งปาเลสไตน์ก็อาจจะคิดว่า พวกเขาช่างน่าสงสารที่อยู่ดีๆ ก็ถูกอิสราเอล (โดยการหนุนหลังของอเมริกา) ข่มเหงขับไล่และแย่งชิงแผ่นดินเกิดตนไปดื้อๆ จนถึงทุกวันนี้พวกเขาก็ยังไม่มีประเทศเป็นของตนด้วยซ้ำไป


หนูน้อยชาวยิวกำลังร้องเพลงประสานเสีย เอ๊ย เสียง
ส่วนอีกด้านที่เห็นใจฝั่งอิสราเอลก็อาจจะคิดว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปถึงยุคโบราณนั้น พระเจ้าได้ทรงสัญญากับชาวอิสราเอลว่าจะมอบดินแดนแถบนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของชนชาติเขา แต่เพราะพวกเขาได้เอาใจออกห่างจากพระองค์จึงถูกลงโทษด้วยการทำให้ต้องกระจัดกระจายกันไปจนสิ้นชาติอิสราเอลมากว่าพันๆ ปี ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งผิดที่พวกเขาจะกลับมาทวงแผ่นดินที่พระเจ้าประทานแห่งนี้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกเราคนนอกก็คงได้แต่คอยติดตามกันต่อไปล่ะว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวของทั้งสองชนชาตินี้จะจบลงยังไงเน้อ
  • + เป็นหนังปาเลสไตน์ที่นำเสนอกรณี ปาเลสไตน์-อิสราเอล ในแง่มุมอารมณ์ขันได้อย่างมีเสน่ห์ น่าชื่นชมจริงๆ
  • - หนังนิ่งๆ เรื่อยๆ เอื่อยๆ ซะจนบางคนอาจพาลเบื่อเอาได้ง่ายๆ






*รีวิวหนังของ ผกก.Elia Suleiman และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*


วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

To Each His Cinema (2007): รวมมิตรคนรักหนัง

To Each His Cinema (2007) :
เนื่องด้วยวาระที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ณ ฝรั่งเศส มีอายุอานามครบรอบ 60 ขวบเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองจึงได้มีการชักชวนเหล่า ผกก.ชั้นนำของโลกกว่า 36 รายมาทำหนังสั้นคนละสามนาที โดยมีหัวข้อเกี่ยวกับ "โรงหนัง" นั่นเองจ้า

แผ่นดินจีนไม่เคยไร้ซึ่งสาวงามหน้าแฉล้ม
ส่วนบรรดารายนามของบรรดา ผกก.ดังๆ ชื่อคุ้นๆ ที่ส่งหนังเข้าร่วมสังฆกรรมครั้งนี้นั้นก็ได้แก่ ทาเคชิ คิตาโน่, จางอวี้โหมว, เฉินข่ายเก๋อ, หว่องกาไว, Wim Wenders, Gus Van Sant, David Cronenberg, Lars von Trier, Roman Polanski, Jane Campion เป็นอาทิ


ตอนซ้ายของทั่น Roman Polanski คือหนึ่งในตอนที่ฮาที่สุด
และเพราะโจทย์ที่เปิดกว้างเช่นนี้ แต่ละท่านแต่ละเรื่องจึงบรรเลงกันตามอัธยาศัยเชียว ดังนั้นเราจึงจะได้เห็นเรื่องที่ ตลก, ซาบซึ้ง, แนว, การเมือง, สามช่า, จี๊ด ฯลฯ เรียกได้ว่ามีมาไม่ซ้ำแบบกันเลย ซึ่งที่โดดเด่นหน่อยก็คงจะเป็นเรื่องของ จางอวี้โหมว ที่ดูง่ายน่าประทับใจและเรียกรอยยิ้มได้ดีตามสไตล์หนังของเขา หรือในเรื่องของ Lars von Trier ที่น้าแกโผล่มาโชว์โหดด้วยตนเอง ส่วนเรื่องที่ออกแนวตลกสัปดนของทั่น Roman Polanski ก็ฮามิใช่เล่น ส่วนที่ดึงดูดใจสำหรับเรามากที่สุดอีกเรื่องก็คือผลงานของ Elia Suleiman ที่ออกแนวตลกร้ายหน้าตายได้อย่างโดนใจจริงๆ


มีหนังสั้นครบทุกรสให้ได้ดูกันเลย
แต่เพราะความหลากหลายในแนวทาง และความที่แต่ละเรื่องมีความยาวนิดๆ หน่อยๆ เลยอาจจะให้ความรู้สึกว่า "อะไรฟะ แค่เนี้ย.. จบแล้วหรอเนี่ย?" แก่ท่านในขณะรับชมได้ ยิ่งมีให้ดูกันถึง 33 เรื่องด้วยก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีอะไรติดอยู่ในความทรงจำอันเลอะเลือนของเราได้มากนัก เพราะมันเยอะไปหมด (เสียดายฉบับที่ได้ดูไม่มีผลงานของ David Lynch และสองพี่น้อง Coen รวมอยู่ด้วย)


บรรดา ผกก.ที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ
ยังไงซะการที่ได้ชมผลงานหนังสั้นของบรรดา ผกก.คุณภาพจากเกือบจะทั่วโลกเช่นนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าลิ้มลอง โดยเฉพาะสำหรับบรรดา'คนรักหนัง'ทั้งหลาย ที่คงจะปลาบปลื้มใจมิใช่น้อยเพราะจะได้ชมบรรดาหนังสั้นที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับ'คนรักหนัง'โดยฝีมือของบรรดา'คนรักหนัง'คุณภาพนั่นเองจ้า
  • + เป็นการรวมหนังสั้นของ ผกก.ดังๆ จากทั่วโลก ที่หลายเรื่องโดนทีเดียว
  • - แต่ละเรื่องยาวแค่สามนาที ก็เลยรู้สึกไปว่ายังไม่ทันไร แป๊บๆ ก็จบซะแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดูแล้วโปรดขำ vol.14


และแล้วเราก็กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานโข ทางบล็อกได้คัดเลือกและรวบรวมบรรดารูปภาพที่ดูแล้วขำบ้างไม่ขำบ้างหรือรูปที่แปลกๆ น่ารักๆ เก๋ๆ กวนๆ หายากๆ จากเว็บต่างๆ มาไว้ด้วยกันซึ่งนอกจะเอาไว้ดูเองขำเองแล้วยังหวังว่าจะแบ่งปันรอยยิ้มให้ แก่พี่น้องในวันเครียดๆ ได้บ้าง หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยล่วงหน้าด้วยเน้อ



กำเนิดยอดนินจา



ถึงวันจันทร์อีกแล้วหรอเนี่ย






นี่แหล่ะความหมายของคำว่า 'เพื่อน'




เพื่อนร่วมคอนเสิร์ตนั้น สำคัญไฉน




เพื่อนร่วมทางนั้น สำคัญไฉน (ตูละเซ็ง...)




ตูละเซ็ง




รสนี้หมายังปลื้ม




น้องเหมียวหมดท่า


*คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่*

เธอรั่วได้โล่




โห...



ณ งานแจกลายเซ็นแห่งหนึ่ง




แล้วรุ่นนี้จะมีใครกล้าใช้มั้ยเนี่ย?





เจ้าเหมียวยอดกังฟู




ของฝากจากมหาสมุทร



แง๊!!




The Social Network Part 2



ล็อตนี้คงต้องขอพอไว้เพียงเท่านี้ก่อน เรายังจะมีทยอยออกมาให้ดูกันเรื่อยๆ ยังไงก็โปรดติดตามกันต่อไปตามอัธยาศัยเน้อ :]