วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

The Expendables 2 (2012): ก๊วนแก่ประจัญบาน



The Expendables 2 (2012) :

ก็ภาคแรกที่ออกฉายในปี ค.ศ.2010 เกิดฮิตเถิดเทิงฟันเงินทั่วโลกไปได้ซะเกือบสามร้อยล้านเหรียญเช่นนั้น ลุง Sylvester Stallone และพลพรรคคนพันธุ์บู๊จึงต้องกลับมารวมพลังบู๊ล้างผลาญกันอีกครั้ง โดยยังคงคอนเซ็ปท์เดิมอย่างมาดมั่น นั่นคือมุ่งรวบรวมบรรดาดารานักบู๊ซึ่งเคยดังคับทุ่งในอดีตกาลให้มาร่วมกันแท็คทีมบู๊สะบั้นหั่นแหลกกับนักบู๊รุ่นน้อง ซึ่งเราลองนับอายุรวมๆ ของตัวละครฝั่งพระเอกในเรื่องนี้ดูแล้ว (เท่าที่เห็นในโปสเตอร์นั่นแหล่ะ) ก็พบว่านับสิริรวมอายุได้ 557 ปีแค่นั้นเอ๊ง (ป๊าด!)


ใครบังอาจไปแหยมกับ คนเหล็ก, แรมโบ้ และคนอึด ฟะ?!
ด้านพล็อตเรื่องน่ะไม่ต้องไปสนใจอะไรมากเลย เพราะไม่มีอะไรนอกจากเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้ทีมทหารรับจ้างเดนตายของลุงได้ไประเบิดภูเขาเผาเพิงหมาแหงนกันตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหนังแบบนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่าบู๊ภูธร แบบแมนๆ มันส์ๆ ถึกๆ ไม่พยายามฉลาดหรือซับซ้อนเหมือนหนังแอ็คชั่นสมัยนี้ แต่พยายามมาด้วยสไตล์หนังแอ็คชั่นจากยุค 80 ที่ทื่อๆ ตรงไปตรงมา ดูกันมันส์ๆ ได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อันเหมาะนักแลสำหรับการดูแบบหนังกลางแปลง ซึ่งตรงนี้หนังยังคงทำออกมาได้สะใจคอหนังบู๊บ้าพลังได้ดีแท้เชียว


สองนักบู๊จากยุค 80 ยังวาดลวดลายกันไหวอยู่
สิ่งที่เป็นจุดขายของหนังภาคนี้ แน่นอนที่ต้องเป็นการที่ลุง Bruce Willis และทั่น Arnold Schwarzenegger มีเวลามาบู๊บนจอมากขึ้นกว่าภาคแรก โดยเฉพาะฉากที่แรมโบ้ (Stallone), คนอึด (Willis) และคนเหล็ก (Schwarzenegger) ยืนร่วมกันสาดกระสุนใส่ฝูงโจรในเฟรมเดียวกันอย่างเมาแมว ซึ่งมันคือฝันที่เป็นจริงของคอหนังบู๊ยุค 80 ดีๆ นี่เองโลด!! เท่านั้นยังไม่พอหนังยังมีนักบู๊รุ่นเก๋าอย่าง Chuck Norris และ Jean-Claude Van Damme (ในมาดผู้ร้ายที่โหดเหี้ย...มสุดๆ) โผล่มามาเติมสีสันวันสดใสให้กับตัวหนังอีกด้วย


ดารานักบู๊รุ่นเก๋าตบเท้ากันมาเพียบ
แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหนังชุดนี้ที่มีมาตั้งแต่ภาคแรกแล้วคือไดอะล็อกบทพูดที่พกดีกรีความกวนตีนชวนฮามาเต็มเหนี่ยว ซึ่งในภาคนี้ก็ยังคงกวนตีนกันได้โล่เช่นเดิม (แต่ละคนเนี่ยปากหมากันทั้งนั้น) โดยเฉพาะหากท่านได้ดูแบบพากย์ไทยโดย 'พันธมิตร' แล้วจะพบว่าหนังมันกวนตีนขึ้นไปอีกหลายสเต็ปเลยทีเดียวเชียวล่ะ (อิอิ) แต่น่าเสียดายที่ภาคนี้ดันตัดบทเฮีย Jet Li และ Mickey Rourke ออกไปซึ่งเข้าใจว่าแค่นี้ตัวละครก็ล้นเรื่องแล้ว แถมยังมีการเติมตัวละครผู้หญิงเก่งเข้ามาเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยภาคแรกที่ทำให้ผู้หญิงดูเหมือนไม้ประดับเกินไปอีกด้วย

หนุ่มๆ ในเรื่องนี้ล้วนปากหมากันถ้วนหน้า
ครั่บมาถึงตรงนี้คงต้องบอกว่างานนี้ลางเนื้อชอบลางยาจริงๆ คือแล้วแต่รสนิยมของท่านแล้วล่ะครับ หากอยากดูหนังแอ็คชั่นบู๊กระหน่ำสไตล์หนังยุค 80 ที่ไม่ต้องคิดอะไรมากล่ะก็ เรื่องนี้ถูกใจใช่เลย ซึ่งมันก็แค่นั้น คือถึงจะดูสนุก ดูมันส์ดี แต่พอดูจบออกมาจากโรงแล้ว มันก็แล้วกันไป ไม่มีอะไรติดคาใจเป็นของฝากกลับบ้าน นี่เห็นว่าภาคสามประกาศสร้างเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าคราวหน้าจะเกณฑ์ผู้เฒ่ารายใดมาบู๊กันได้อีกล่ะเนอะ เหอๆ

  • + ยังคงบู๊กระหน่ำแหลกได้มันส์ถูกใจคอหนังแอ็คชั่น ที่ดูได้เพลินๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากให้ปวดหมอง
  • - แต่ดูจบแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีแบบ "หนังจบแต่คนไม่จบ" เหมือนบางเรื่องหรอกเน้อ ;D







*รีวิวภาคแรกและผลงานของ ผกก.Simon West เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

The Bourne Legacy (2012): งานผมเข้าเพราะเจสัน บอร์น



The Bourne Legacy (2012) :

หลังจากจบไตรภาคของยอดจารชนความจำเสื่อม Jason Bourne อย่างสวยสดงดงามไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 แต่ดูเหมือนผู้สร้างจะยังไม่ยอมให้หนังชุดนี้จบลงง่ายๆ จนกระทั่งเกือบกล่อมเฮีย Matt Damon กับ ผกก.Paul Greengrass ให้กลับมาทำภาคต่อได้สำเร็จ แต่เผอิญว่า ผกก.Greengrass ดันเกาเหลาเรื่องบทกับมือเขียนบทประจำหนังชุดนี้อย่าง Tony Gilroy เสียก่อน เขาเลยขอถอนตัวไปโดยมีเฮีย Damon ถอนตัวตามไปติดๆ อีกรายในที่สุด


ไม่ใช่ Jason Bourne แต่เขาคือ Aaron Cross
ว่าแล้วทางผู้สร้างก็เลยต้องคิดใหม่ทำใหม่เพื่อหาทางแก้เกมให้มีภาคต่อออกมาจนได้ โดยหวยไปตกที่ Gilroy ซึ่งได้พ่วงทั้งหน้าที่กำกับ/เขียนบท และได้เฮีย Jeremy Renner นักแสดงหนุ่มที่กำลังรุ่งวันรุ่งคืนให้มารับบท Aaron Cross พระเอกของเรื่องที่ถึงจะไม่ใช่เฮีย Jason Bourne ดั่งที่ชื่อเรื่องชวนให้คิด แต่เรื่องราวของเขาก็อยู่ในจักรวาลและช่วงเวลาเดียวกัน แถมนาย Cross เนี่ยยังมีฝีมือกับสติปัญญาในระดับที่สูสีพอฟัดพอเหวี่ยงไม่น้อยหน้าเฮีย Bourne เลยทีเดียวนะจ้ะ


เฮีย Edward Norton มาในมาดตัวโกงประจำเรื่อง
หนังเข้าใจโยงเหตุการณ์ให้เกี่ยวเนื่องจากภาค Ultimatum (2007) เอาแค่การเปิดเรื่องมาด้วยภาพนาย Cross ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำนั้นก็ถือว่าเป็นการรับช่วงต่อจากฉากจบของ Ultimatum ได้เก๋จริงๆ รวมทั้งการมีเหล่าตัวละครหรือหรือภาพเหตุการณ์ในภาคที่แล้วโผล่มาให้เห็นเป็นระยะๆ ก็สามารถทำให้สองเรื่องคาบเกี่ยวกันได้แบบเนียนๆ แต่ทว่าหนังโดยรวมยังเป็นแค่การรีไซเคิลสิ่งที่เราเคยเห็นมาแล้วจากหนัง Bourne ภาคก่อนๆ ซึ่งในที่นี้คือการนำมาใช้ใหม่ในแบบที่ดีน้อยกว่าเดิมไปซะงั้น


ขี่มอเตอร์ไซค์อย่าลืมสวมแว่นกันแดดเพื่อความเท่ของผู้ขับขี่
คือหนังไม่ค่อยจะมีบู๊ ไม่ค่อยจะมันส์เท่า ส่วนการไล่ล่าก็ดูจะไม่ค่อยจะชวนลุ้นระทึกเอาสักเท่าไหร่เลย แต่ก็ยังพอจะมีฉากบู๊เด็ดๆ ให้เห็นอยู่บ้าง (โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของหนัง) ซึ่งการละทิ้งสไตล์ภาพกล้องสั่นไปถึงจะทำให้ภาพดูสบายตาขึ้นแต่ก็มีส่วนทำให้หนังดูลุ้นน้อยลงไปนะ ส่วนทางด้านเฮีย Renner นั้นก็ดูจะทำหน้าที่บู๊ในเรื่องนี้ได้อย่างทะมัดทะแมงเข้าท่าดี โดยจะเห็นจากการที่เขาพยายามเล่นฉากบู๊เองในหลายๆ ฉาก แต่ในส่วนของเสน่ห์ความน่าเอาใจช่วยนั้นคงต้องบอกว่าอาจจะยังเป็นรองเฮีย Damon เขาอยู่พอสมควรนะ

คู่พระนางกำลังส่งสายตาซึ้ง
นี่ไม่ใช่ว่าหนังไม่ดีหรอกนะครับ เป็นหนังบู๊น้ำดีดูกันได้เพลินทีเดียว เพียงแต่ว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นหนังเครือเดียวกันแบบนี้ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคาดหวังและเอาไปเทียบกับภาคเก่าๆ โดยเฉพาะด้านมาตรฐานที่ดูจะห่างกันอยู่พอสมควร ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าชะตากรรมของนาย Aaron Cross บนตารางหนังทำเงินจะเป็นยังไงต่อไป ถ้ารุ่งก็คงจะมีภาคต่อออกมาอีก แต่ถ้าไม่ เห็นทีคงต้องเรียกตัวเฮีย Jason Bourne กลับมาช่วยราชการซะแล้ว เหอๆ

  • + หนังแอ็คชั่นไล่ล่าน้ำดี คนที่คิดถึงหนังสไตล์ Jason Bourne คงมีปลื้ม หนังดูได้เพลินๆ เฮีย Renner ทำหน้าที่ได้ดี
  • - เป็นเหมือนการรีไซเคิลสิ่งที่เห็นๆ มาจากภาคก่อนๆ หนังไม่ค่อยบู๊ ไม่ค่อยมันส์ เมื่อเทียบกับสามภาคก่อน





*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของเฮีย Jeremy Renner ภายในบล็อก*


วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Total Recall (2012): บู๊ทะลุโลก


Total Recall (2012) :

สงสัยเราคงจะเริ่มแก่แฮ่กแล้วจริงๆ เพราะหนังหลายเรื่องที่เคยทันดูในโรงสมัยเด็กๆ เริ่มจะเวียนมาน็อครอบถูกเอามารีเมคใหม่ซะหลายเรื่องแล้ว และนี่เรื่องล่าสุดที่เป็นการจับเอาหนังแอ็คชั่นไซไฟเรื่องดังจากปี ค.ศ.1990 ของป๋า Arnold Schwarzenegger และ ผกก.Paul Verhoeven มาคิดใหม่ทำใหม่ให้ไฉไลไปโลด ซึ่งก็เป็นการสร้างจากเรื่องสั้นแนวไซไฟของ Philip K. Dick เรื่อง "We Can Remember It for You Wholesale" มาอีกทีนั่นเองจ้า


หนังบู๊สนั่นของเฮีย Colin Farrell
มาเวอร์ชั่นนี้หนังอยู่ในความรับผิดชอบของ ผกก.Len Wiseman เจ้าของตำนานหนังชุด Underworld ที่ควงภรรเมียสุดที่เลิฟ Kate Beckinsale มาหากินกับหนังเรื่องอื่นเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง โดยมอบหมายหน้าที่บู๊กระจายให้กับพระเอกมาดเข้ม Colin Farrell ซึ่งระยะหลังๆ มานี้ดูเฮียแกจะหันมาเป็นมิตรกับหนังตลาดมากขึ้นนะ (ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว) พ่วงด้วยสาว Jessica Biel และนักแสดงคุ้นหน้าอีกมากมายหลายหน่อ


สองสาวเขม่นจ้องจะตบกันทั้งเรื่อง
ครั่บ เรื่องนี้ ผกก.Wiseman ยังคงมาด้วยสไตล์เก่งของแกคือทำหนังแอ็คชั่นหวือหวาเน้นเท่ เดินเรื่องรวดเร็วปานจะรีบไปไล่วัวที่ไหน และกระหน่ำแหลกไปด้วยฉากบู๊ระเบิดเถิดเทิงฉากแล้วฉากเล่า ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร หนังดูเพลินๆ ดีออก ถ้าท่านต้องการดูหนังแอ็คชั่นไล่ล่ามันส์ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก หนังทำได้ดีในการวาดภาพชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตออกมาได้อย่างน่าสนใจ (แต่ดูแล้วชวนให้นึกถึง Minority Report [2002] ผสม Blade Runner [1982] อยู่บ้าง) ไอเดียทะลุโลกเราแทนที่จะไปล่อกันที่ดาวอังคารเหมือนหนังเวอร์ชั่นก่อนก็เข้าใจคิดดี ส่วนงานด้านภาพงานด้านเอฟเฟกต์นี่ก็หายห่วงไม่มีห่วยอยู่แล้วล่ะ

เจ๊ Kate Beckinsale ขอรับบทยัยตัวร้ายบ้าง
ยิ่งถ้าท่านเคยเป็นแฟนหนังเวอร์ชั่นก่อนมาด้วยจะยิ่งดูหนังเรื่องนี้ได้เพลินยกกำลังสอง เพราะหนังมีการอ้างอิงของเก่ามาหลายฉากหลายตอนให้ได้เฮ ทั้งสาวสามเต้า ฉากปลอมตัว ฉากเครื่องปลูกความทรงจำ ฉากบู๊กับเมียที่คิวบู๊ดูคล้ายกับของเก่าดีแฮะ คือหนังมีอะไรแบบนี้เล็กๆ น้อยๆ ให้ได้สังเกตกันตลอด ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่าถึงผู้สร้างจะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหนังไปหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับหมางเมินสะบัดบ๊อบเชิดใส่แฟนหนังเวอร์ชั่นเก่าแต่อย่างใด


พระเอกเวอร์ชั่นดั้งเดิมทำหน้าตาได้อารมณ์กว่าเยอะ
ถ้าเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนแบบหมัดต่อหมัดแล้วแน่นอนว่านอกจาก ด้านเทคนิค ความหวือหวากับความเท่ เวอร์ชั่นใหม่นี้ยังถือว่าแค่สอบผ่านเท่านั้น (ตามประสาของหนังที่มาทีหลัง) คือรีเมคไม่เสียของ ดูสนุก ดูเพลิน แต่จบแล้วก็แล้วกันไป ยังไงก็ขอให้หนังประสบความสำเร็จก็แล้วกัน เฮีย Farrell เขาจะได้กลับมาฮ็อตฮิตเป็นที่ต้องการตัวของฮอลลีวู้ด และมีหนังเด็ดๆ ออกมาให้เราแฟนหนังได้ดูกันอีกต่อไปในอนาคตเน้อ ^^

  • + หนังแอ็คชั่นไซไฟรีเมคที่ทำได้ไม่เสียของ ดูสนุก ดูเพลิน โปรดักชั่นแจ่ม มีอ้างอิงให้คอหนังเวอร์ชั่นเดิมได้เฮ
  • - เป็นหนังสนุกชนิดที่ดูจบแล้วก็จบกันไป ไม่มีอะไรตรึงตาตรึงใจตามออกมาจากโรงหนังมากนัก





*ช่วงย้อนรอยหนังต้นฉบับ*

Total Recall (1990) :
ต้องบอกว่าความสำเร็จของหนังเรื่องนี้มาจากวิสัยทัศน์ของป๋า Arnold ล้วนๆ เพราะป๋าแกเป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง และเลือก ผกก.Paul Verhoeven ที่กำลังดังขึ้นหม้อจาก RoboCop (1987) มาดูแลหนังส่งผลให้หนังออกมาเป็นหนังแอ็คชั่นไซไฟบู๊โหดๆ แรงๆ ระดับเรท R ที่มีเนื้อเรื่องหนักแน่นโดนใจคอหนังส่งผลให้หนังฮิตระเบิดเถิดเทิงทำเงินไปซะเกือบ 300 ล้านเหรียญ ส่วนงานด้านเอฟเฟกต์ก็ทำได้เลิศถึงขั้นได้เข้าชิงออสก้าร์ซะด้วย (แต่รับประทานแห้ว)

แต่ถ้ามาดูในทุกวันนี้ งานด้านเอฟเฟกต์และอะไรหลายอย่างของหนังดูค่อนข้างตกยุคไปแล้ว ถึงกระนั้นหนังโดยรวมก็ยังดูได้สนุกเข้มข้นอยู่ ฉากที่น่าจดจำคงไม่พ้นฉากล้วงจมูกเอาเครื่องติดตาม ฉากปลอมตัวผ่านด่าน ฉากตาถลนนอกเบ้า (และแน่นอนสาวสามเต้า) ซึ่งล้วนส่งให้หนังกลายเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของป๋า Arnold และเป็นหนังคลาสสิกอีกเรื่องสำหรับคอหนังไซไฟไปซะแล้ว


วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

[REC] 3: Génesis (2012): ผีกัดอย่ากัดต่อ

[REC] 3: Génesis (2012) :

จากหนังสยองขวัญเล็กๆ ของสเปนที่นำไอเดียแบกกล้องถ่ายมาใช้ได้อย่างแจ่มแจ๋วเมื่อภาคแรกในปี ค.ศ.2007 จนสามารถปลุกกระแสหนังสยองแนวเรื่องจริงผ่านจอให้ฮ็อตฮิตติดลมบนขึ้นมาอีกครั้งได้ (ซึ่งบัดนี้ก็ยังฮิตอยู่) พอมาภาคสองในปี 2009 ที่ถึงแม้จะออกมาไม่แจ่มเท่าภาคแรก แต่ก็ยังดูสนุกมีลุ้นได้อยู่ และนี่คือภาคสามที่คอหนังสยองขวัญหลายคนรอดูอยู่ว่างานนี้ผู้สร้างเขาจะมีมุกเด็ดอะไรมานำเสนออีกหนอ


ภาคสามนี้ขอตะลุยงานแต่งบ้างล่ะ
เรื่องราวในภาคนี้จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสองภาคที่แล้วพอดีเป๊ะ เมื่อเชื้อผีกัดยัยผีจ่อยดันไประบาดกลางงานแต่งสุดหรูของ Koldo กับ Clara คู่บ่าวสาวที่รักกันดูดดื่มปานจะแหกตูดดม ซึ่งเหตุการณ์อลหม่านสุดสยองครั้งนี้ได้ทำให้ทั้งคู่ต้องผลัดหลงกัน พวกเขาจึงต้องพยายามเสี่ยงชีวิตตามหาซึ่งกันและกัน และทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดจากนรกผีกัดแห่งนี้ให้จงได้


เจองี้ยืนอยู่ข้างหน้าเป็นใครก็ต้องเหวอ
ภาคนี้ ผกก.Paco Plaza แกขอฉายเดี่ยว ไม่ได้ตีคู่กันมากับ ผกก.Jaume Balagueró เหมือนในสองภาคที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่างานนี้มันได้ส่งผลต่อแนวทางของหนังมากพอสมควร คือในภาคนี้หนังแทบจะละทิ้งสไตล์หนังสยองจริงจังแบกกล้องถ่ายที่ตนเองเป็นคนนำมาใช้จนฮิต แล้วหันไปเป็นหนังสยองแนวโหดมันส์ฮา (นิดๆ) ไปแบบเต็มตัวแทนซะงั้น (ป๊าด!?)


นางเอกเราบางทีหน้าตาน่ากลัวกว่าผีกัดอีก
ที่แสบได้ใจคือการที่เริ่มต้นมาหนังยังใช้สไตล์แบกกล้องถ่ายอยู่ แถมตากล้องยังบอกว่าตนเป็นคนของบริษัท Filmax (สตูดิโอเจ้าของหนังแฟรนไชส์ [Rec] ตัวจริง) เสียด้วย ก่อนที่ในเวลาต่อมาขณะเกิดเหตุพระเอกก็หันไปกระทืบกล้องทิ้งพร้อมกับบ่นอย่างงุ่นง่านว่า "เกิดเรื่องคอขาดบาดตายซะขนาดนี้แกยังจะมีอารมณ์ถ่ายวีดีโออีกเหรอวะ!!" แล้วภาพในกล้องก็ค่อยๆ ดับวูบลง ต่อด้วยไตเติ้ลของภาคสามนี้ ราวกับว่าผู้สร้างกำลังตอกใส่หน้าคนดูด้วยความสะใจว่า "ตูข้าผู้เป็นคนนำสไตล์นี้มาใช้จนพวกเอ็งฮิตกันเกร่อ แต่ตอนนี้ตูจะขอเลิกใช้แม่งแล้วนะเฟ้ย หมั่นไส้นัก!" (ฮา)


ปากกว้างจะได้งับคนได้คล่องๆ
แต่น่าเสียดายที่การเลิกใช้สไตล์แบกกล้องถ่ายแล้วกลับลำกลายเป็นหนังสยองโหดมันส์ฮาทั่วไปในครั้งนี้ ส่งผลให้หนังขาดความจริงจัง ความลุ้นระทึก และไม่มีอะไรแปลกใหม่มาฝาก คือดูจบแล้วก็จบกันไป (แลกกับภาพที่ดูสบายตาขึ้น) ทว่าโดยรวมแล้วถ้าไม่เอาไปเปรียบกับภาคเก่าๆ ที่กลายเป็นคนละเรื่องไปเลย ก็ยังจะพบว่าหนังออกมาดูได้เพลินๆ อยู่ เพราะมีสยอง มีโหด มีลุ้นบ้าง เมคอัพเอฟเฟกต์ดูดี คอหนังสยองน่าจะยังพอใจกับเวลาที่เสียไป 80 นาทีเพราะหนังเรื่องนี้อยู่ล่ะนะ ขอบอก

*ปล.นี่ไม่ใช่ภาคสุดท้ายเน้อ เพราะผู้สร้างบอกว่าจะทำภาคสี่ชื่อ [REC] Apocalypse ที่จะมีนางเอกจากภาคแรกเป็นตัวนำ ซึ่งจะออกมาฉายในอีกปีสองปีข้างหน้านี้แหล่ะจ้า*

  • + ภาคสามที่เปลี่ยนแนวกลายเป็นหนังแนวโหดมันส์ฮา ที่ดูกันได้เพลินๆ มีลุ้น ไม่ต้องคิดมาก
  • - การละทิ้งแนวทางเดิมอาจทำให้แฟนภาคเก่าไม่พอใจ แถมหนังออกมากลายเป็นหนังสยองดาดๆ ที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมายไปซะงั้น






*รีวิว [Rec] อีกสองภาคภายในบล็อก*


วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

The Dark Knight Rises (2012): ปิดตำนานไอ้ค้างคาว




The Dark Knight Rises (2012) :

อ่า... ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง เมื่อภาคสุดท้ายของหนังไตรภาค Batman เวอร์ชั่นที่แฟนๆ ซูฮกมากที่สุด ได้ฤกษ์ฉายเสียที หลังจากภาคก่อนอย่าง The Dark Knight (2008) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่หนังมี Heath Ledger ผู้ล่วงลับมารับบทเป็นตัวร้าย The Joker ได้อย่างยอดเยี่ยมชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู ก็ยิ่งส่งผลให้หนังกลายเป็นตำนานไปในที่สุด


สองคนนี้กำลังเต้นลีลาศกลางแจ้งอย่างเพลิดเพลิน
คล้อยหลังมาสี่ปี ผกก.Christopher Nolan เจ้าเก่าก็พานักแสดงหลักชุดเดิมกลับมาอย่าง (เกือบ) พร้อมหน้า และเสริมทัพด้วยนักแสดงชุดใหม่อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหนุ่มไฟแรงอย่าง Tom Hardy ที่มาสวมบทตัวโกงสุดถึกอย่าง Bane หรือสาว Anne Hathaway ในบท Catwoman และไหนจะพ่อหนุ่ม Joseph Gordon-Levitt กับสาว Marion Cotillard อีกล่ะ โอ๊ยงานนี้ขนกันมาตรึมชนิดเต็มคันรถสองแถวเลยพะยะค่ะ


แบทแมนกำลังยืนเซ็งที่แว๊นโดนขโมยไปซิ่ง
แต่สำหรับคนที่หวั่นว่าภาคนี้ขนตัวละครใหม่มาซะเยอะ แล้วกลัวหนังจะออกมาเละเทะนั้นก็สบายใจกันได้เลยเพราะบทของสองพี่น้อง Nolan ยังคงถึงคุณภาพเช่นเดิม คือสามารถเกลี่ยบทบาทของแต่ละคนได้อย่างพอเหมาะ ให้มีช่วงเวลาโชว์บทบาทของตัวเอง พล็อตที่ถึงเรารู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายพวกพระเอกก็ต้องชนะอยู่ดี (ตามประสาหนังซูเปอร์ฮีโร่) แต่ก็สามารถทำออกมาให้น่าติดตามได้ตลอดและมีบทสรุปที่เข้าท่า เมื่อมาเจอการเล่าเรื่องของ ผกก.Nolan ที่ทำหน้าที่อย่างลื่นไหล รู้จังหวะจะโคน เวลาของหนัง 2 ชม. 44 นาที จึงไม่มีช่วงไหนที่ดูอืดหรือน่าเบื่อเลย หากแต่เข้มข้น ดูเพลิน มีลุ้น มีซึ้ง มีมันส์ มีสาระ มียิ่งใหญ่ ครบทุกรสชาด หรือจะเรียกว่าเป็นหนังศูนย์รวมความบันเทิงแบบครบวงจรเลยก็ว่าได้แหล่ะ


นาย JGL ขวัญใจสาวๆ กับบทที่เด่นใช่เล่น
แต่ถึงหนังจะออกมาดูสนุกปานนี้ เราก็ยังพบว่ามีบางช่วงที่เหมือนหนังจะตัดต่อเดินเรื่องฉับๆ ปุบปับไปอยู่บ้าง เนื่องจากมีเหล่าตัวละครกับเรื่องเล่าที่ยุบยั่บยั้วเยี้ย ถ้าเล่ากันเนิบๆ เกรงว่าหนังจะยาว 4 ชม.น่ะสิ อันตัวโกงภาคนี้ที่แม้พ่อหนุ่ม Hardy จะแสดงผ่านท่าทางแววตาน้ำเสียงได้อย่างดีเยี่ยม แต่ยังอาจจะไม่เด็ดมากพอ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาคที่แล้วจะพบว่าตัว The Joker มีสีสันความร้ายกาจน่าจดจำมากกว่าเยอะ ส่วนคนที่ได้ใจเราไปเต็มๆ ในภาคนี้กลับเป็นคุณปู่ Michael Caine ที่ถึงแม้บทบาทจะน้อยนิด แต่โผล่มาทีไรก็เล่นดีจนเห็นแล้วน้ำหูน้ำตาจะไหลขอแชร์นะคะไปซะทุกที


สองสาวงามประจำเรื่อง
หนังอัดฉากแอ็คชั่นมาให้ดูกันตลอดแต่ก็ไม่มีเฝือ เอาแค่ฉากแรกเปิดตัวมาก็เล่นเอาคนดูตาลุกกับความเจ๋งแล้ว เพราะ ผกก.Nolan ยังคงยึดมั่นที่จะทำฉากแอ็คชั่นเล่นจริงแบบที่พยายามใช้ซีจีให้น้อยที่สุด จนได้ฉากบู๊ต่างๆ ที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง และที่ฟินสุดๆ คือฉากที่ Batman ยกพวกตำรวจนับพันไปตีกันกับเหล่าโจร ณ ใจกลางเมืองกลางวันแสกๆ ที่ดูเหมือนหนังจะสื่อให้เห็นว่าในที่สุด Batman ก็สามารถเคลียร์ตนเองไม่ต้องต่อสู้เหล่าร้ายตามลำพังหรือเท่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในเงามืดอีกต่อไปแล้ว นี่จึงนับเป็นการปิดท้ายไตรภาคหนัง Batman ชุดนี้ได้อย่างงดงามยิ่งนัก


คุณตา Michael Caine แก่ปูนนี้แล้วยังเล่นหนังดีใจหาย
จากเดิมที่เราชื่นชอบหนัง Batman เวอร์ชั่น ผกก.Nolan เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเจอผลลัพธ์ของหนังที่ออกมายอดเยี่ยมปานนี้ (แม้จะมีอะไรสะดุดๆ อยู่บ้าง) จึงต้องขอบอกอย่างหน้าชื่นตาบานไม่แคร์สื่อเลยล่ะว่า งานนี้ขอลำเอียงไม่เป็นกลางแบบเห็นๆ ด้วยการยกให้นี่เป็นหนังดีที่เราชอบที่เราซูฮกที่สุดที่ได้ดูในปีนี้เลย (จะหาว่าเว่อร์ก็ยอมล่ะ อิอิ) ผกก.Nolan เขาไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว ชนิดที่ว่าหลายคนที่ได้ดูถึงกับฟันธงเลยว่างานนี้ถ้าใครคิดจะมาทำหนัง Batman อีกล่ะก็คงจะออกมาไม่ได้ดีเท่านี้อีกแล้วล่ะครั่บ จบข่าว

  • + เป็นภาคปิดท้ายที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ดูสนุกมากๆ ถึงคุณภาพมากๆ แฟนๆ ไม่มีผิดหวังแน่นอน
  • - บางช่วงเดินเรื่องปุบปับอยู่บ้าง และถึงจะดูสนุก ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่คลาสสิกเท่ากับครั้ง The Dark Knight หรอกเน้อ






*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ ผกก.Christopher Nolan ภายในบล็อก*