วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

The Crazies (2010): สรุปว่าเอ็งก็บ้า(?!)

The Crazies (2010) :
มาอีกแล้วครับหนังรีเมค ที่คราวนี้เป็นการจับเอาหนังคัลต์ชื่อเดียวกันเมื่อปี 1973 ของเจ้าพ่อหนังซอมบี้ตระกูล ...of the Dead อย่าง George A. Romero มาคิดใหม่ทำใหม่ ทุนสร้างก็สูงขึ้น ฉากบู๊เยอะขึ้น เอฟเฟกต์แหล่มขึ้น จนหลายคนยกให้นี่เป็นหนังรีเมค(หนึ่งในไม่กี่เรื่อง)ที่ทำได้ดูสนุกกว่าต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ แบบนี้ต้องพิสูจน์ด้วยตาตนเองซะหน่อยแล้ว


พระเอกเรากี่เรื่องๆ ก็รับแต่บทตำรวจ
Ogden Marsh คือเมืองเกษตรกรรมเล็กๆ อันแสนสงบสุขในรัฐ ไอโอว่า อเมริกา ที่มีประชากรเพียงพันกว่าคน ซึ่งโดนแจ็คพ็อตเจองานเข้าเมื่อเครื่องบินบรรทุกสารพิษของทางกองทัพเกิดตกในแหล่งน้ำแถวนั้น ส่งผลให้ชาวบ้านที่ดื่มน้ำล้วนเริ่มมีอาการแปลกๆ และไม่นานก็จะกลายเป็นเหมือนซอมบี้ใน 28 Days Later...(2002) ก็ไม่ปาน(แต่อากัปกริยาจะเรียบร้อยกว่านิดๆ) งานนี้ทางกองทัพก็มิได้รอช้า ส่งทหารเข้ามาควบคุมกักกันโรค แต่ก็เอาไม่อยู่เลยต้องจัดการทุกคนในเมืองให้สิ้นซาก แน่นอนที่พวกพระเอกเราก็ต้องพากันหนีตายจากทั้งทหารและพวกที่รับเชื้อกันชนิดหูตาเหลือก แบบที่คนดูได้ลุ้นระทึกกันทั้งเรื่องแน่เชียว

อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นซอมบี้จาก 28 Days Later ล่ะ
ผกก.Breck Eisner (Sahara [2005]) ลูกชายของ Michael Eisner อดีตผู้บริหารของวอลท์ ดิสนีย์ สามารถรีเมคหนังออกมาได้อย่างดูสนุก มีลุ้น เมื่อบวกเข้ากับงานสร้างและเอฟเฟกต์ที่ดูดี ก็เลยทำให้กลายเป็นหนังสยองที่แลดูมีระดับมิใช่น้อย แม้จะว่ากันจริงๆ แล้วหนังก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ มามอบให้หรอก และถ้าจะถามแฟนหนังต้นฉบับก็จะพบว่าได้ตัดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่คมคายออกไป แล้วหันมาเน้นบู๊หนีตาย ระทึกกันเต็มเหนี่ยว(ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควรทีเดียว) ใครชอบดูหนังสยองลุ้นระทึก งานสร้างดูดี ดูได้สนุกๆ คงจะพอใจหนังเรื่องนี้ไม่ใช่น้อย


สาวๆ ก็ต้องโหดเพื่อความอยู่รอด
มีหลายฉากที่หนังแสดงให้เห็นถึงอาการสติแตกของเหล่าตัวละครหลัก ที่แม้จะไม่ได้ติดเชื้อเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ในสภาวะเช่นนี้ ดูๆ แล้วทั้งคนบ้าทั้งคนดีก็ดูบ้าคลั่งไม่ต่างกันเลยเชียว เพียงแต่ว่าฝ่ายหนึ่งบ้าฆ่าคนอย่างไร้สติ ในขณะที่อีกฝ่ายก็หนีตายและทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด(รวมถึงการฆ่าด้วย) อาจจะเรียกได้ว่า อ้าว นี่เอ็งก็บ้าเหมือนกันหรอเนี่ย? แล้วตอนนี้ล่ะครับ พี่น้องกำลังบ้าอะไรกันอยู่หรอ? อิอิ

ดูเหมือนผู้ต้องหาคนนี้กำลังหิวโอเลี้ยงข้าวหมูแดง
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนึ่งในหนังรีเมคไม่กี่เรื่องที่ทำออกมาได้ดูสนุก มีลุ้น กว่าต้นฉบับ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ขาดความคมคายที่สอดแทรกในเวอร์ชั่่นต้นฉบับ และไม่มีอะไรใหม่ๆ มามอบให้




*ช่วงย้อนรอยหนังต้นฉบับ*

โปรดอย่าหยิบผิดกับเวอร์ชั่นต้นฉบับเมื่อปี 1973 ล่ะ
ท่าน George A. Romero ไม่ได้ทำเป็นแต่หนังซอมบี้อย่างเดียว และเรื่องนี้คือข้อพิสูจน์ที่ดี แม้จะมาด้วยทุนสร้างต่ำเรี่ยดิน นักแสดงฝีมืออ่อนหัด เอฟเฟกต์สุดกิ๊กก๊อก แต่สิ่งที่ทดแทนให้คือ เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคม(สมัยนั้น) ที่แสนจะคมคาย และไอเดียสยองบางอย่างที่เข้าท่า ถึงแม้ตอนออกฉายจะเจ๊งไม่เป็นท่า แต่นับวันคอหนังก็ยิ่งซูฮก จนขึ้นแท่นหนังคัลต์อีกเรื่องหนึ่งไปในที่สุด
เมื่อลองมาดูกับเวอร์ชั่นรีเมคก็พบว่า เรื่องราวก็ต่างจากเวอร์ชั่นรีเมคอยู่แยะพอควร จนคนที่ชอบของเก่าก็ไม่ชอบของใหม่ คนที่ชอบของใหม่ก็อาจจะไม่ชอบของเก่า เอาเป็นว่าใครชอบแบบไหนก็ชอบกันไปเหอะจ่ะ เพราะยังไงสองเวอร์ชั่นก็บ้าเหมือนกัน แต่ละฉบับก็มีดีในแบบของตนเน้อ


วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

Dear John (2010): จดหมายรักจากพี่หาร


Dear John (2010) :
หนังรักหวานหยดย้อยที่ดัดแปลงจากนิยายหวานย้อยหยดของ Nicholas Sparks ผู้เขียน The Notebook, A Walk to Remember, Message in a Bottle ที่ล้วนเคยถูกฮอลลีวู้ดจับเอาไปทำหนังให้คอหนังหัวใจโรแมนติคทั้งหลายได้ดูไปเพ้อไปมานักต่อนักแล้ว ยิ่งพอรู้ว่าหนังมาอยู่ในมือของ ผกก.Lasse Hallström ผู้ช่ำชองในการทำหนังหวานซึ้งชวนประทับใจแบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็ คงจะเป็นการการันตีได้พอสมควรว่าหนังคงออกมาดูดีมีเคลิ้มแน่เชียว


สองคนนี้หวานหยดกันน่าดู
และในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวความรักหวานซึ้งระหว่าง John Tyree (Channing Tatum จาก G.I. Joe: The Rise of Cobra [2009]) ทหารหนุ่มสุดหล่อหุ่นล่ำผู้อาศัยอยู่กับคุณพ่อที่มีท่าทางแปลกๆ และ Savannah Curtis (Amanda Seyfried จาก Jennifer's Body [2009]) สาวสวยนิสัยงามที่ใครๆ ล้วนหมายปอง ซึ่งทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันแม้จะมีเวลาทำความรู้จักกันเพียงสองสัปดาห์ก่อนฝ่ายชายจะต้องกลับไปรับใช้ชาติยังต่างประเทศต่อไป โดยทั้งคู่ให้สัญญาว่าจะเขียน จม.เล่าสารทุกข์สุกดิบแก่กันตลอด แต่เรื่องราวความรักที่ดีย่อมต้องมีอุปสรรคเข้ามาเป็นบททดสอบรักแท้ ซึ่งทั้งสองจะผ่านมันไปได้หรือเปล่านั้น ก็ต้องส่งจดหมายไปถามพี่ John เขาเองแล้วล่ะ (หาหนังมาดูไม่ง่ายกว่ามั้ย?)


ยังหวานกันต่อได้อีก
และเป็นไปตามธรรมเนียมที่ต้องออกตัวก่อน ว่าเราไม่เคยอ่านหนังสือต้นฉบับจึงไม่รู้ว่าหนังดัดแปลงอะไรไปเยอะแค่ไหน จึงขอว่ากันถึงตัวหนังเพียงอย่างเดียว ซึ่งเท่าที่ดูก็พบว่าหนังไม่ค่อยจะน่าประทับใจสักเท่าไหร่เลย เพราะไม่สามารถทำให้เชื่อได้ว่าสองพระนางรักกันมากมายได้ เมื่อมีจุดหักเหเข้ามาจึงไม่สามารถทำให้สะเทือนอารมณ์คนดูได้ จะว่าไปแล้วเรื่องราวของพระเอกกับคุณพ่อยังจะน่าประทับใจกว่าเรื่องราวหลักๆ ซะอีก พอมาเจอการแสดงแบบแข็งๆ เดิมๆ เหมือนหลายเรื่องที่ผ่านมาของพระเอกเราเข้าไปด้วยแล้วก็เลยไม่ได้ใจไปใหญ่(แต่ก็ยังพอเป็นอาหารตา สำหรับสาวๆ ได้อยู่)


การเขียนจม.จีบกันยังใช้ได้ผลดีอยู่เสมอ
ยังดีนะที่หนังมีเพลงแนวโฟล์คเพราะๆ มาให้ฟังกันตลอด เลยพอจะมีอะไรให้เคลิ้มได้บ้าง จะว่าไปแล้ว อันที่จริงตัวหนังก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกนะ เพียงแต่ว่ามันธรรมดากว่าที่หน้าหนังชวนให้คาดหวังไปนิด ดูแล้วออกแนวเฉยๆ มากกว่าจะจี๊ดหรือน้ำตาริน และอย่าได้ถามแฟนนิยายเชียวล่ะ เพราะพวกเขาคงจะตำหนิหนังที่ทำนิยายที่พวกเขารักให้ออกมาเป็นเยี่ยงนี้แน่ๆ
  • น่าดูเพราะ: พระเอกนางเอกหน้าตาดี เพลงประกอบไพเราะ คอหนังโรแมนติคคงไม่พลาดกันนะจ้ะ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร และถ้าท่านเป็นแฟนนิยาย โปรดอย่าดูให้เสียอารมณ์เลยจะดีกว่า




*ของแถม*

ลีลาร้องเพลงกล่อมหนุ่มของนางเอกเรา
มีฉากหนึ่งในหนังที่เราจะได้เห็นนางเอกโชว์ลีลาเล่นกีต้าร์โปร่งร้องเพลงเพราะๆ กล่อมพระเอกให้เคลิ้ม ซึ่งเสียงของเธอก็เพราะดี ถึงแม้มาคิดๆ ดูแล้วบางคนอาจจะงงนิดหน่อยว่าใส่ฉากนี้มาเพื่อ? เราจึงขอเสนอแนวคิดที่น่าจะเป็นไปได้ดังต่อไปนี้

ก.บอกให้รู้ว่านางเอกเป็นสาวแสนเพอร์เฟกต์ที่นอกจากจะสวยนิสัยดีแล้วยังร้องเพลงเพราะอีก ต่างหาก
ข.เพื่อเป็นการโปรโมตความสามารถของเธอให้เข้าตาค่ายเทปซะเลย
ค.เธอยังติดลมจากการร้องเพลงใน Mamma Mia!(2008) อยู่เลยขอ ผกก.โชว์สักเพลง
ง.ถูกทุกข้อ
ฉ.ผิดทุกข้อ

ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามเพลงที่เธอร้องก็เพราะดี อันที่จริงหนังเรื่องนี้มีแต่เพลงโฟล์คเพราะๆ ทั้งนั้นเลย ดังนั้นเราจึงนำเพลงที่เธอร้องและเพลงเด่นๆ ในหนังมาฝากกันซะเลยจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

Kick-Ass (2010): ฮีโร่มือใหม่ หัด(โดน)ตึ้บ


Kick-Ass (2010) :
ผกก.Matthew Vaughn นับเป็น ผกก.คนหนึ่งที่ทำหนังได้หลากแนวจริงๆ เพราะดูจากผลงานหนังทั้ง 3 เรื่องของเขา แต่ละเรื่องเนี่ยฉีกไปคนละแนวเลย ไม่ว่าจะผลงานเรื่องแรกที่เป็นหนังอาชญากรรมอย่าง Layer Cake (2004) เรื่องถัดมาก็ฉีกไปทำหนังแฟนตาซีเปี่ยมเสน่ห์อย่าง Stardust (2007) พอมาถึงผลงานล่าสุดของเขาเรื่องนี้ก็ฉีกไปทำหนัง แอ็คชั่น/ตลกเกี่ยวกับฮีโร่วัยทีน(ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนอีกที) ถึงจะฉีกแนวทุกเรื่องไปแบบนี้ก็เหอะ ทว่าแต่ละเรื่องก็ล้วนทำได้ถึงคุณภาพทั้งนั้นเลย เจ๋งไปเลยครับเพ่!


ฮีโร่พันธุ์แมงกะชอนกับฮีโร่สาววัยกระเตาะ
Dave Lizewski (Aaron Johnson) เป็นหนุ่ม ม.ปลาย หน้าตาพื้นๆ ธรรมดาๆ (แบบที่สาวเมิน)คนหนึ่ง ผู้บ้าหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่แบบเข้าเส้น ที่อยู่ๆ ก็นึกครึ้มอกครึ้มใจลุกขึ้นมาแต่งตัวเป็นฮีโร่ชุดเห่ยนาม Kick-Ass ออกผดุงความยุติธรรม แต่อนิจจาที่เขาไม่ได้มีฝีไม้ลายมือหรือพลังวิเศษอะไรแบบเหล่าฮีโร่ในการ์ตูน งานนี้ก็เลยต้องจมตีนจิ๊กโก๋อยู่เป็นประจำ แต่เขาก็ดันโด่งดังขึ้นมาได้เพราะมีมือดีถ่ายคลิปเขาในคราบ Kick-Ass ไปโพสต์ไว้ใน Youtube ว่าแล้วพ่อยอดขมองอิ่มของเราก็เลยเปิด Myspace ของตนเองขึ้นมาไว้รับเรื่องร้องทุกข์และเช็คเรตติ้งไปด้วยซะเลย(ไม่สมัคร Facebook กับ Twitter ไปด้วยเลยล่ะจ้ะพ่อคุ๊ณณ)

พระเอกเรากับมาดบู๊(โดน)ล้างผลาญ
ในขณะเดียวกันเขาก็เผอิญไปรู้จักมักจี่กับ ฮีโร่(?)ตัวจริงอย่างสองพ่อลูกอย่าง Big Daddy (Nicolas Cage จาก Ghost Rider [2007]) และลูกสาวตัวน้อยวัย 11 ขวบ แต่ฝีมือเหลือกิน Hit-Girl (Chloë Moretz) ที่กำลังตามเล่นงานเจ้าพ่อตัวเป้งอย่าง Frank D'Amico (Mark Strong จาก Sherlock Holmes [2009])อยู่อย่างเมาแมว งานนี้พระเอกเราก็เลยจับพลัดจับผลูกลายเป็นหมากตัวสำคัญของเกมอันตรายครั้งนี้อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปในที่สุด


น้องหนูคนนี้คือตัวขโมยซีนประจำเรื่อง
ผกก.Vaughn (ที่ทั้งกำกับ/เขียนบท) ทำหนังออกมาอย่างมั่นใจ เปี่ยมไปด้วยสไตล์ ที่ทั้ง เท่ๆ บู๊ๆ โหดๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันกวนๆ ได้เป็นอย่างดี ถึงหนังจะมาในอารมณ์ที่สดใสกว่าตัวหนังสือการ์ตูนต้นฉบับอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวจนแฟนๆ รับไม่ได้แต่ประการใด ในขณะเดียวกันก็ยืนยันในเจตนารมย์ของต้นฉบับที่ถึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นแต่ก็รุนแรงระดับเรทอาร์ แบบที่น่าจะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็กๆ


คนชุดดำรูปขวาไม่ใช่แบทแมนเน้อ(แต่ดูคล้ายเนอะ)
ส่วนคนที่โดดเด่นที่สุดของหนังกลับไม่ใช่ตัวพระเอกเรา แต่ดันเป็นตัวหนูน้อย(วิก)ผมม่วง Moretz ต่างหาก(ตามความคิดของข้าพเจ้านะ) ที่นอกจากจะน่ารักแล้ว บทจะบู๊ก็โหด และเท่ได้ใจจริงๆ จนเธอน่าจะแจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยากเลย แต่บรรดาผู้ปกครองที่เห็นเธอในบท โหดๆ บู๊ๆ แถมสบถเป็นไฟแล่บแบบนี้ดูแล้วอาจไม่สบายใจเท่าไรนักแน่ๆ หนังมีไอเดียเกี่ยวกับคนอยากจะเป็นฮีโร่ในมุมมองของคนยุคใหม่ที่น่าสนใจมาเสนอ ฉากบู๊ก็เท่สะใจสุดๆ แต่ว่าก็ว่าเหอะ ในส่วนอื่นแล้วมันดูซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีอะไรเกินคาดสักเท่าไหร่ นี่ถ้าไม่ได้อยู่ในมือ ผกก.Vaughn คงไม่ออกมาดูดีอย่างนี้แน่ ที่น่าจดจำอีกอย่างคือประโยคหนึ่งในหนังที่ว่า 'ถึงเราจะไม่ได้มีพลังอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นข้ออ้างไม่ให้เราต้องรับผิดชอบอะไร เราทุกคนต่างเป็นฮีโร่ได้ ขอเพียงมุ่งมั่นในความดีไว้เถิด' อืม ข้อคิดเดียวกับเรื่อง Defendor (2009) ของเฮีย Woody Harrelson เลยนะเนี่ย อิอิ
  • น่าดูเพราะ: หนังมีไอเดียหลายอย่างที่ทันสมัยและน่าสนใจ ฉากแอ็คชั่นก็โหดและเท่ได้ใจ ดูตลกแสบๆ คันๆ ได้อีกแน่ะ วัยรุ่นคงจะถูกใจกันเชียว
  • ไม่น่าดูเพราะ: บางช่วงหนังดูเดิมๆ ไปบ้าง หนังมีเนื้อหาผู้ใหญ่และโหดไปนะสำหรับการปล่อยให้เด็กๆ ดู ผู้ปกครองควรพิจารณา

Anything for Her (2008): รักน้องต้องพาหนี(คุก)


Anything for Her (2008) :
ถ้าดูจากหน้าหนังของหนังทริลเลอร์จากฝรั่งเศสเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่น่าดึงดูดใจให้อยากดูสักเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากนางเอก Diane Kruger (Inglourious Basterds [2009]) แล้ว ก็ไม่มีใครคุ้นหน้าเลยสักคน แถมตัว ผกก.เองก็เพิ่งจะมากำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกอีกต่างหาก แต่ขอโทษ พอได้ดูแล้วก็พบว่าหนังเรื่องทำได้สนุกมีลุ้นซะยิ่งกว่าหนังทริลเลอร์มะกันดังๆ บางเรื่องซะอีก


เมียถูกจับขังคุกทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาโหด
หลังจาก Lisa (Kruger) ภรรเมียแสนรักถูกจับขังคุก 20 ปีในข้อหาฆาตกรรมทั้งๆ ที่เธอบริสุทธิ์(แต่หลักฐานดันมัดแน่น) ซึ่งเธอก็ท้อแท้หมดหวังถึงขนาดไม่ยอมฉีดอินซูลินที่ต้องฉีดอยู่แล้วเป็นประจำ(เพราะเป็นเบาหวานอยู่) ซึ่งก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ คุณสามี Julien (Vincent Lindon) ครูสอนภาษาฝรั่งเศสธรรมดาๆ คนหนึ่ง จึงทนดูเมียตายคาคุกไม่ไหว ลุกขึ้นมาวางแผนชิงตัวเมียหนีออกจากคุกซะเลย ซึ่งสงสัยว่าเขาจะเป็นแฟนซีรีส์ Prison Break (รักพี่ต้องแหก[คุก]) ล่ะมั้ง เพราะเล่นวางแผนซะเป็นขั้นเป็นตอนเชียว แต่ทว่าเมื่อถึงตอนลงมือจริงๆ มันจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ แบบนี้ก็มีลุ้นสนุกสิครับเนี่ย

พระเอกเราดูบางมุมแล้วนึกถึง Mel Gibson
ผกก.Fred Cavayé รับหน้าที่กำกับ/เขียนบท ได้อย่างน่าชมเชยจริงๆ เพราะเขาสามารถตรึงคนดูให้ลุ้นระทึก และเอาใจช่วยเหล่าตัวละครนำได้ตลอดทั้งเรื่อง หนังสนุกตรงที่ให้ความสำคัญในขั้นตอนการวางแผนแหกคุกแบบเป็นขั้นเป็นตอน โดยที่ไม่ได้ละทิ้งในส่วนของดราม่าไป สองนักแสดงนำเราก็รับหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม สามารถทำให้เชื่อได้ว่ารักกันจริง รักกันมาก จนยอมทำอะไรแบบนี้ได้ โดยเฉพาะพระเอกเรา คุณ Lindon ที่ถึงจะแก่และไม่ค่อยหล่อ แต่ก็ดูเหมาะเจาะกับบทเสียจริง ที่น่าสนใจคือ ลีลาน้าแกช่างชวนให้คิดถึงป๋า Mel Gibson เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง ท่าทาง หน้าตา(บางมุม) และการแต่งกาย ที่เล่นเอาระหว่างชมหนัง เผลอนึกไปว่านี่ป๋า Mel มาเองหรือเปล่าเนี่ย? อยู่บ่อยๆ เลยทีเดียว

ท่าเดินจูงลูกยังดูเหมือนเลย(คิดมากจริงๆ เรา)
ถึงกระนั้นก็ยังมีอะไรที่ดูจะเป็นการจงใจหรือบังเอิญโชคช่วยอยู่บ้างนิดๆ (แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร) และแน่นอนที่จู่ๆ ต้องมี ตำรวจฝรั่งเศสที่ฉลาดทันเกมโคตรๆ โผล่มาตามเล่นงานพวกพระเอก ซึ่งก็นะ มันก็คงต้องมี ไม่งั้นก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นสิ โดยรวมแล้วนี่คือหนังทริลเลอร์ฝรั่งเศสที่น่าพอใจจริงๆ คือทั้งดูสนุก ดูเพลิน ไม่เว่อร์(มาก) มีได้ลุ้น ไม่น้อยหน้าหนังฮอลลีวู้ดเลย แถมจะเหนือกว่าตรงส่วนของดราม่าด้วย ต้องลองดูให้เห็นกับตาท่าน แล้วจะรู้ว่าเรา ไม่ได้โม๊...


ใครเคยไปเยี่ยมญาติที่คุกจะรู้ว่าการหมดเวลาเยี่ยมช่างเป็นช่วงที่น่าเศร้าจริง
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังทริลเลอร์ฝรั่งเศสที่ทำได้สนุก มีลุ้น ไม่เลวทีเดียวนะจ้ะ
  • ไม่น่าดูเพราะ: หน้าหนัง นักแสดง ไม่ชวนให้น่าดูนัก ซึ่งก็น่าจะทำให้หลายคนพลาดหนังเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

Cop Out (2010): คู่หูคู่ฝืด


Cop Out (2010) :
Kevin Smith คือคนทำหนัง/นักแสดง ผู้มีความสามารถรอบตัว ที่โด่งดังมาจากหนังอินดี้สุดฮิตแห่งยุค 90 อย่าง Clerks.(1994) แต่ดูเหมือนว่านอกจากหนังตระกูล Clerks. แล้ว เขาก็ไปไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นักกับหนังเรื่องอื่นๆ ปีนี้เราเลยได้เห็นเขากำกับหนังแอ็คชั่น/ตลกคู่หูตำรวจที่เอาใจตลาดสุดๆ เรื่องนี้ ซึ่งนับเป็นหนังของเขาเรื่องแรกที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนเขียนบทเอง แถมยังออกมาประกาศอย่างหน้าชื่นตาบานว่า 'นี่ไม่ใช่หนังของผ้ม แต่เป็นแค่หนังที่เขาจ้างผมมากำกับต่างหากล่ะ' เล่นออกตัวตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้มันก็ชักแปลกๆ แล้วล่ะสิเนี่ย


คู่หูคู่ฮา(หรือไม่ฮาหนอ?)คู่ใหม่แห่งวงการ
น่าจะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่ต้องการนำอารมณ์และเสน่ห์ของหนังแอ็คชั่น/ตลก เกี่ยวกับตำรวจคู่หูต่างสีผิวแบบในหนังฮิตยุค 80-90 อย่าง Beverly Hills Cop, 48 Hours หรือแม้แต่ Lethal Weapon มาสู่ยุค 2000 แน่ๆ เพราะนอกจากพล็อตจะถอดแบบมาเป๊ะๆ แล้ว ยังจงใจให้ดนตรีประกอบออกมาแบบหนังยุค 80 อย่างเต็มที่ด้วย(ซึ่งก็ฟังดูเชยซะ) ไอ้การถวิลหาอารมณ์หนังยุค 80-90 นี่ถ้าทำได้ถึงก็ดีไป แต่นี่หนังออกมาน่าเบื๊อน่าเบื่อ เพราะอะไรก็เดิมๆ ฉากตลกก็ไม่ตลก แอ็คชั่นก็พื้นๆ อ่าว... งานเข้าเลยสิงั้น


เหล่านักแสดงสมทบคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
ป๋าเหม่ง Willis เราก็มาแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ของแก ไม่ได้โดดเด่นอะไร เหมือนกับว่าแกแค่มาแสดงหาเงินเลี้ยงลูกเมียไปงั้นแหล่ะ ในขณะที่คุณ Morgan เราก็ดูไม่ตลกเอาซะเลย แต่จะออกแนวน่ารำคาญซะมากกว่า ด้วยลีลาพูดจาโผงผางเสียงดัง น้ำลายไหลยืด เวลาเล่นฉากบู๊ก็ฝื้ดฝืด ยังดีนะที่หนังยังพอมีมุกล้อเลียนหนัง ซึ่งพอจะทำให้คนดูได้ 'หึๆ'ในลำคอกันบ้าง แต่ก็นั่นแหล่ะ ถ้าไม่ค่อยสันทัดเรื่องหนังเท่าไหร่ก็คงจะเก็ตมุกยากอยู่เหมือนกันนะ

พี่มืดเราออกแนวน่ารำคาญซะมากกว่าน่าขำ
และถึงจะมีดาราสมทบมากหน้าหลายตาที่คุ้นหน้ากันดีแต่ก็ไม่มีอะไรให้ทำกันนัก แม้แต่ยอดชายนาย Seann William Scott (American Pie [1999])ในบทที่เด่นกว่าคนอื่นหน่อย ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้เลย หนังโดยรวมมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก เพียงแต่ว่าสำหรับยุคนี้สมัยนี้แล้ว ถือว่าหนังทำออกมาได้ซ้ำซาก น่าเบื่อ และเชย ไปบ้างเท่านั้นเอง(หลายกระทงเลยนะเนี่ย) และไม่ได้ใช้ทรัพยากรที่ตนมีให้คุ้มค่า ที่สำคัญที่สุดคือ เคมีระหว่างสองพระเอกเรายังไม่ลงตัว ซึ่งเรื่องเคมีนี่แหล่ะคือสิ่งที่สำคัญอันดับแรกของหนังแนวนี้เลยล่ครับพี่น้อง
  • น่าดูเพราะ: หนังอยู่ในระดับพอดูได้ (ถ้าไม่คิดมาก) ใครอยากดูหนังแอ็คชั่น/ตลก ยุค 2000 ที่มาในอารมณ์ของหนังยุค 80-90 ก็ลองชมให้เห็นกับตาของท่านได้เลย
  • ไม่น่าดูเพราะ: ขอย้ำอีกครั้งว่า หนังซ้ำซาก น่าเบื่อ และเชย ไปบ้างเท่านั้นเอ๊ง





วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

Cargo (2009): Who are they? ใครในยาน?


Cargo (2009) :
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นับเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมของกองถ่ายหนังนานาชาติ ที่นิยมพากันไปเก็บภาพโลเกชั่นสวยๆ มาไว้ในหนังของตนกันให้รึ่ม (รวมถึงหนังของพี่ไทยเราด้วย) ในขณะที่หนังของสวิสฯ เองนั้นกลับไม่เป็นที่รู้จักกันสักเท่าไหร่ ถึงขนาดที่ว่าหลายคนยังคิดว่าประเทศนี้มีการสร้างหนังกันด้วยหรอ ทางบล็อกจึงสบช่องขอแนะนำหนังสวิสฯ แท้ๆ ตัวเป็นๆ เรื่องนี้ซะเลย ซึ่งก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะเป็นหนังไซไฟซะด้วย เรียกได้ว่าแทบจะไม่ใช้โลเกชั่นสวยๆ ของประเทศตนเองกันเลยล่ะ


มีงาน CG ที่ดูดีไม่ต้องอายใคร
อนาคตในปี คศ.2267 โลกไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เนื่องจากระบบนิเวศพังทะลาย คนที่เหลือรอดก็พากันหลบมาอาศัยอยู่อย่างแออัดบนสถานีอวกาศที่โคจรอยู่นอกโลก ซึ่ง ดร.สาวหน้ามน Laura Portmann (Anna-Katharina Schwabroh) ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งเธอก็มีความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่า นั่นก็คือการตามไปอาศัยกับพี่สาวที่ดาว Rhea อันงดงาม แต่ปัญหาก็คือการจะไปที่นั่นได้ก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลน่ะสิ


ในอนาคตเราจะหลับได้เป็นปีๆ ในน้ำเขียวแบบนี้?
เธอจึงเซ็นสัญญาเป็นหนึ่งในลูกเรือยานบรรทุกสินค้าชื่อ Kassandra ที่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าซึ่งกินระยะเวลาเดินทางทั้งหมดกว่า 8 ปี ในระหว่างที่ลูกเรือคนอื่นๆ อยู่ในสภาวะหลับลึก โดยมีเพียงเธอที่อยู่เฝ้ายานตามลำพัง เธอก็พบกับเรื่องแปลกๆ ต่างๆ ราวกับว่านอกจากเธอและลูกเรือแล้วยังมีคนอื่นอยู่บนยานลำนี้ด้วย เมื่อปลุกลูกเรือคนอื่นๆ ขึ้นมา เรื่องก็กลับเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อ ลูกเรือพากันถูกฆ่าไปทีละคน ซึ่งเมื่อเธอสืบสาวเรื่องราวลึกลงไป ก็ยิ่งพบกับเรื่องสุดคาด ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว(ป๊าด)


หนังมีตัวละครไม่กี่ตัวตามแบบแผนหนังไซไฟ-ทริลเลอร์บรรยากาศชวนสงสัย
ก็ไม่เลวทีเดียวสำหรับผลงานเรื่องนี้ของสอง ผกก.Ivan Engler และ Ralph Etter เพราะสามารถนำเสนอเรื่องราวไซไฟ-ทริลเลอร์ บรรยากาศชวนสงสัย เนื้อหาจริงจังได้อย่างน่าดู เมื่อผนวกเข้ากับงาน CG ที่ดูดีเข้าไปอีก หนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่กระจอกเลยนะเนี่ย นี่ถ้าดูโดยไม่ทราบว่าเป็นหนังสวิสฯ มาก่อน อาจจะนึกว่าเป็นหนังเยอรมันได้เลยล่ะ (เพราะหนังพูดภาษาเยอรมันกันซะ) แต่น่าเสียดายนิดๆ ที่หนังขาดความตื่นเต้นไปหน่อย และจุดพลิกผันหักมุมก็ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้ได้สักเท่าไหร่(แบบที่ Moon [2009] เคยทำให้ได้เหวอมาแล้ว) หลายช่วงของหนังชวนให้นึกถึงไอเดียจากเรื่องโน้นเรื่องนี้ ดนตรีประกอบก็ดูจะโหมอารมณ์ตื่นเต้นเกินไปบ้างในบางช่วง แม้จะไม่มีอะไร ใหม่ๆ มาฝาก แต่ถ้าจะดูกันว่านี่คือหนังไซไฟจากประเทศเล็กๆ อย่างสวิสฯ แล้วล่ะก็ นับว่าเป็นหนังที่ดูดีและน่าสนใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
  • น่าดูเพราะ: ใครอยากดูหนังไซไฟจากสวิสเซอร์แลนด์ ที่ทำได้ดูดี ไม่อายหนังชาติอื่นๆ เลย ก็เชิญลิ้มลองได้โลด
  • ไม่น่าดูเพราะ: หนังหย่อนความสนุกและความแปลกใหม่ไปนิด ดูเอามันส์คงไม่เหมาะนัก