วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

Get Him to the Greek (2010): เพื่อนผมเป็นร็อคสตาร์(จอมป่วน)

Get Him to the Greek (2010):
ดูเหมือนว่ายอดชายนาย Russell Brand จะสวมบทร็อคสตาร์สุดมั่นใน Forgetting Sarah Marshall (2008) ได้อย่างโดดเด้ง จนเล่นเอาบรรดาคอหนังพากันติดใจ ทาง ผกก.Nicholas Stoller เลยปิ๊งไอเดียกระฉูดสร้างหนังสปินออฟให้เขาและตัวละครสุดแนวตัวนี้ขึ้นมาเป็นตัวนำบ้างซะเลย โดยได้นักแสดงหนุ่มตุ้ยมาแรงอย่าง Jonah Hill (Superbad [2007]) มาเป็นลูกคู่ ซึ่งพอหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์พอสมควรเลยทีเดียว


คู่หูคู่ฮาประจำเรื่อง
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Aaron Green (Hill) แมวมองร่างตุ้ยของบริษัทแผ่นเสียงจาก แอลเอ ต้องถูกส่งไปลอนดอนเพื่อรับตัว Aldous Snow (Brand) ร็อคสตาร์ชื่อดังจากเกาะอังกฤษแห่งวง Infant Sorrow ให้มาเล่นคอนเสิรต์ใหญ่ที่แอลเอ ซึ่งทางต้นสังกัดหวังว่าคอนเสริต์ครั้งนี้จะกอบกู้สภาวะฝืดเคืองของทางบริษัทแผ่นเสียงได้ ส่วน Green เองก็หวังว่ามันจะสามารถปลุกชีพ Snow ที่เขาชื่นชอบให้กลับมาฮ็อตฮิตอีกครั้งได้ด้วย แต่แน่นอนว่าอะไรมันคงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเมื่อ Snow พาเขาให้เข้าสู่โลกของ Sex, Drug & Rock n' Roll เลยได้ปาร์ตี้จนเมาปลิ้นหัวทิ่มหัวตำ อ้วกกระฉูด แถมยังลากเขาแวะไปผจญภัยที่โน่นที่นี่ซะจนงานนี้คงต้องลุ้นกันแฮ่กซะแล้ว ว่าทั้งคู่จะกลับไปทันเล่นคอนเสิร์ตครั้งสำคัญนี้ได้หรือไม่หนอ?


ใครๆ ก็ต้องกรี๊ดแต๋วแตกเมื่อเจอร็อคสตาร์สุดเท่ขวัญใจของพวกเขา
หนังเริ่มต้นมาได้อย่างน่าสนใจด้วยการทำเป็นภาพข่าวจากรายการทีวีต่างๆ ถึงความล้มเหลวของอัลบั้มล่าสุดของ Snow ที่เพิ่งออกมา (แถมเขายังโดนเมียที่อยู่กินกันมาหลายปีทิ้งไปคบกับมือกลองวง Metallica อีกต่างหาก) หนังใช้ประโยชน์จากการเชิญบรรดาคนบันเทิงดังๆ ทั้งนักร้อง นักแสดง นักข่าว ให้โผล่มาร่วมแจมกันคนละนิดละหน่อย ซึ่งก็ช่วยสร้างสีสันให้กับหนังขึ้นมาเยอะทีเดียว ในขณะที่นักแสดงนำทั้งคู่ก็เล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนาย Brand ที่ยังวาดลวดลายได้ใจเช่นเดิม เมื่อรวมทั้งอารมณ์ขันกวนๆ แบบติดเรทเข้าไปอีก เลยเป็นหนังตลกที่ใช้ได้เลยทีเดียวเชียว


นักแสดงและคนดังคุ้นหน้าโผล่กันมาเพียบ
แต่น่าเสียดายที่หนังยิ่งฉายไปก็ดูเหมือนยิ่งหมดเรื่องจะเล่าขึ้นทุกที การผจญภัยของทั้งคู่ก็หนักไปทางปาร์ตี้เมาหัวทิ่มซะมากกว่าอย่างอื่น(โดยเฉพาะการที่พากันไปเมาที่ลาสเวกัสก็ชวนให้นึกถึง The Hangover (2009)ชอบกล) และการที่มีแต่มุกเกี่ยวกับอ้วกแตก, การเมาเหล้ายา, ทวารหนัก, การมีเซ็กซ์หมู่แบบเราสองสามคน มันก็ดูไม่ค่อยตลกนักหรอกสำหรับหลายๆ คน(แต่ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนด้วยเนอะ) นี่ถ้าไม่ได้ตัวละครนำที่มีเสน่ห์ และการได้เห็นคนดังๆ มาร่วมแจมเยอะๆ แบบนี้ด้วยล่ะก็ หนังคงจะฝืดขึ้นเยอะทีเดียวเชียว


ตาเหลือกกันเชียวนะหนุ่มๆ
ถึงจะเป็นหนังตลกมุกห่ามติดเรท แต่ก็ยังอุตส่าห์มีข้อคิดสาระให้อีกด้วย เช่นที่ว่าถึงเราจะมีชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมีความสุขในชีวิตเสมอไป ดังเช่นตัวของ Snow เองที่ไม่ขาดสิ่งที่เอ่ยมาข้างต้นเลย แถมไปไหนก็มีแต่คนนิยมชมชอบ(โดยเฉพาะสาวๆ) แต่ที่สุดแล้วเขากลับรู้สึกโดดเดี่ยว ว่างเปล่า ไร้สันติสุข ซึ่งก็นะถึงจะบอกว่านี่เป็นแค่ในหนังแต่ก็ต้องยอมรับว่าในชีวิตจริงๆ แล้ว เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหล่าคนดังที่เซ็งชีวิตจนฆ่าตัวตายกันอยู่บ่อยๆ มิใช่เหรอ?
  • น่าดูเพราะ: ใครที่ติดใจร็อคเกอร์สุดเซอร์คนนี้จาก Forgetting Sarah Marshall คงจะถูกใจกัน แถมหนังมีคนดังโผล่มารับเชิญกันเพียบ ดูเพลินดีจริง
  • ไม่น่าดูเพราะ: เต็มไปด้วยมุกประเภท อ้วก เมา เซ็กซ์(เสื่อม) ซึ่งอันนี้มันไม่ขำสำหรับหลายคนนะ




*ช่วงเพลงในหนัง*

ปกอัลบั้มซาวน์แทร็คของหนัง
ในเมื่อเป็นหนังที่เกี่ยวกับศิลปินร็อคเช่นนี้ ก็ต้องมีเพลงร็อคมาให้ฟังกันเพียบแน่ โดยเฉพาะบรรดาเพลงร็อคคลาสสิคๆ จากเกาะอังกฤษทั้งหลาย แต่เพราะพระเอกเราเป็นร็อคสตาร์แห่งวง Infant Sorrow จะให้เอาเพลงคนอื่นมาร้องก็ยังไงๆ อยู่ ว่าแล้วผู้สร้างก็เลยทำเก๋ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการแต่งเพลงเป็นอัลบั้มขึ้นมาเพื่อใช้ในหนังโดยเฉพาะเลย(หนุ่ม Brand ร้องเองเลยด้วยนะ) ซึ่งหนึ่งในคนที่ร่วมแต่งก็เป็นป๋า Jarvis Cocker แห่งวง Pulp เชียวนะ ที่พอฟังแล้วก็พบว่าแต่งเพลงได้ฟังเพลินและเพราะเข้าท่าดีซะด้วย จนถ้าตัดเนื้อร้องขำๆ เหวอๆ ออกไปนี่ก็ฮิตได้ไม่ยากเลยล่ะ ว่าแล้วเราก็เลือกเอาบางเพลงจากอัลบั้มมาฝากกันตามฟอร์มจ้า


วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

The Salton Sea (2002): แค้นนี้ต้องพี้ยา

The Salton Sea (2002) :
หากจะเอ่ยถึงชื่อ D. J. Caruso คอหนังหลายคนคงจะทำหน้าเอ๋อๆ ประมาณว่าหมอนี่เป็นดีเจสถานีวิทยุคลื่นไหนฟะ? แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นคนกำกับหนังดังอย่าง Eagle Eye (2008), Taking Lives (2004) และ Disturbia (2007)ล่ะก็ คราวนี้คงจะลบสระเอทิ้งไปได้เลย (อ๋อ) พร้อมกับพากันโพล่งขึ้นมาเสียงแปร๋นว่า'คนนี้นี่เอ๊งง'กันเป็นแถบแน่เชียว (หรือจะยังเอ๋ออยู่หว่า?)


ก๊วนขี้ยาประจำเรื่อง
แต่ก่อนที่เขาจะมาถูกหวยเพราะหนังแอบดูเพื่อนบ้านจนงานเข้าอย่าง Disturbia เกิดฮิตเกินคาด(พ่อหนุ่มหน้ามน Shia LaBeouf ก็แจ้งเกิดอย่างงดงามจากเรื่องนี้) เขาเคยแจ้งเกิดด้วยหนังอาชญากรรมขี้ยาหักเหลี่ยมโหดเรื่องนี้ โดยได้อดีตแบทแมน(ที่ปัจจุบันกลายเป็นบิ๊กแมนไปแล้ว อิอิ)อย่าง Val Kilmer (Batman Forever [1995]) มาเล่นบทขี้ยาที่เป็นสายตำรวจ โดยเขามีอดีตอันแสนชีช้ำคอยหลอกหลอน จนกลั่นออกมาเป็นแผนการแก้แค้นหักเหลี่ยมสุดบรรเจิดที่ต่อให้เอายาบ้ากี่ขาๆ มาแลกก็คงไม่ยอมล่ะทีนี้


ลายพร้อยมาเชียวนะพ่อคุ๊ณ
แม้จะมาด้วยเรื่องราวอาชญากรรมหักเหลี่ยมแบบเดิมๆ แถมยังมีหลายอย่างบังเอิญเกินไปนิด แต่หนังก็น่าสนใจขึ้นมาได้โขเพราะสไตล์การเล่าเรื่องที่ดูจะมีชั้นเชิงอยู่พอตัวทีเดียว ไม่ว่าจะด้านอารมณ์ขันเก๋ๆ งานตัดต่อ งานด้านภาพที่ล้วนส่งเสริมให้หนังดูเพลินทั้งสิ้น อีกทั้งหนังยังได้บรรดานักแสดงคุ้นหน้าหลายคนมาช่วยสร้างสีสัน ซึ่งแต่ละคนก็มาด้วยลุคที่น่าสนใจทั้งนั้น โดยเฉพาะเฮีย Kilmer พระเอกเราที่มาในสภาพไอ้หนุ่มขี้ยาลายสักพร้อยที่พกความแค้นมาตุงกระเป๋า(แบบเมาๆ นะ)ก็ทำหน้าที่ได้เข้าท่าไม่ใช่น้อยเลยล่ะ


งานด้านภาพเข้าท่าทีเดียว
ดูแล้วก็น่าเสียดายที่ทุกวันนี้เฮีย Kilmer แกจะอ้วนฉุและกลายสภาพจากดาราดังเป็นตัวประกอบไม่ก็ตัวโกงไปซะแล้ว แต่ยังไงซะก็ถือว่านี่เป็นหนังเรื่องท้ายๆ ในสมัยยังรุ่งของแกที่เข้าท่าน่าจดจำ ในขณะที่ ผกก. Caruso เราก็ถือว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกที่เปิดตัวได้ไม่เลวเลย จนส่งผลให้เขาได้ทำหนังต่อมาอีกหลายเรื่องซึ่งคอหนังล้วนรู้จักกันดี และนี่ได้ข่าวว่าเขากำลังจะได้กำกับหนังจากเกมแอ็คชั่นสยองขวัญบนอวกาศอย่าง Dead Space ออกฉายในปี 2013 อีกด้วย ว้าว! คอหนังและคอเกมก็ต้องรอดูกันต่อไปว่างานนี้ผู้กำกับแต่ดันชื่อดีเจของเราจะมีทีเด็ดอะไรมาฝากอีกจ้า


เกม Dead Space กำลังจะถูกสร้างเป็นหนังแล้ว(ตามฟอร์ม)
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังอาชญากรรมที่มีสไตล์การเล่าเรื่องที่น่าสนใจพอสมควร และเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ครั้งสมัยยังรุ่งของพระเอก Val Kilmer ในบทนำที่เข้าท่า
  • ไม่น่าดูเพราะ: เรื่องราวไม่เกินคาดเดา และหลายอย่างดูบังเอิญเกินไปนิด จนเกือบจะกลายเป็นหนังอาชญากรรมธรรมดาๆ ไปซะแล้ว




*ช่วงเพลงในหนัง*

วง Trantic กับชื่อวงที่ใช้ฟ้อนท์ออกแนวภาษาไทยนะเนี่ย
หนังมีเพลงหลากหลายแนวทั้งศิลปินรุ่นเก่าๆ อย่าง Dean Martin, Patsy Cline, Nina Simone และศิลปินรุ่นใหม่(แล้ว)อย่าง The Chemical Brothers, Moby, Blink 182 และเพลงที่เราเลือกมาฝากคือเพลงของ Tantric วงร็อคจาก เคนตั๊กกี้ อเมริกา ที่ชื่อ Mourning จากอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับวงที่ออกเมื่อปี 2001 โดยหนังใช้เพลงนี้ในช่วงเอนด์เครดิต ฟังแล้วได้อารมณ์ร็อคแบบซึ้งๆ แมนๆ สไตล์มะกันดีนักเชียว

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

Generation Kill (2008): พี่หารก๊วนนี้ เกิดมาเพื่อฆ่า


Generation Kill (2008) :
นอกจะฉายหนังของชาวบ้านเป็นอาจิณแล้ว ทางช่อง HBO เองก็ยังขยันสร้างมินิซีรี่ส์ดีๆ ออกมาเป็นประจำอีกด้วย โดยเฉพาะมินิซีรี่ส์สงครามโลกครั้งที่สองอย่าง Band of Brothers (2001) ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม (และล่าสุดก็ The Pacific (2010)นั่นไง) ว่าแล้วก็เลยมีมินิซีรี่ส์แนวสงครามออกมาให้เราดูกันอีก โดยเปลี่ยนมาว่ากันถึงสงครามอิรักกันบ้างล่ะ ซึ่งตัวมินิซีรี่ส์ก็ประสบความสำเร็จกวาดรางวัลเอ็มมี่ไปซะหลายรางวัลเลยล่ะ


ทหาร นย.มะกันเขาเท่จริงๆ
มินิซีรี่ส์เจ็ดตอนจบเรื่องนี้สร้างจากหนังสือชื่่อเดียวกันของ Evan Wright นักข่าวของนิตยสาร Rolling Stone ที่เขียนจากบันทึกความทรงจำเมื่อครั้งติดสอยห้อยตามเหล่าทหารกองพันลาดตระเวนที่หนึ่ง นาวิกโยธินสหรัฐ ในช่วงแรกๆ ของสงครามอิรักที่อเมริกาและพันธมิตรบุกถล่มอิรักเพื่อโค่น ซัดดัม ฮุสเซน ลงจากตำแหน่งในปี 2003 นั่นเอง


มีฉากการรบสมจริงลงทุนมิใช่น้อย
ซึ่งในเวอร์ชั่นมินิซีรี่ส์นี้ก็ได้สอง ผกก.ชาวอังกฤษอย่าง Susanna White และ Simon Cellan Jones มาแบ่งกันกำกับ ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดีทั้งคู่ (โดยเฉพาะในรายของคุณ White ที่เป็นผู้หญิงแต่ก็สามารถกำกับหนังสงครามแมนๆ ได้ดีไม่แพ้ Kathryn Bigelow แห่ง The Hurt Locker (2008) เลยล่ะ) คือสามารถตีแผ่เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้อย่างถึงกึ๋น ทั้งความโหดร้ายของสงคราม และปัญหาภายในของเหล่าทหารนาวิกโยธินสหรัฐเองด้วย

ชาวบ้านตัวดำๆ มักจะเป็นเหยื่อรายแรกของสงครามเสมอ
หนังเด่นตรงความสมจริงไม่ค่อยปรุงแต่งเพราะสร้างจากบันทึกเหตุการณ์จริงอีกที ดังนั้นเรื่องราวส่วนใหญ่ก็คือการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ค่อยได้มีฉากสู้รบดุเดือดให้ได้ดูเอามันส์เท่าไหร่นัก ในขณะที่งานสร้างออกมาขึงขัง จริงจัง สมจริง โดยเฉพาะการใช้โลเกชั่นแถบแอฟริกาเพื่อเนรมิตให้ออกมาเป็นอิรักนั้นที่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้เลยทีเดียว ในขณะที่ตัวละครเหล่าทหารนาวิกทั้งหลายก็ถูกเสนอออกมาครบทุกประเภท คือมีทั้งคนดี คนโหด คนงี่เง่า คนติงต๊อง ซึ่งไม่ว่าในกองทัพไหนๆ ก็คงจะมีคนเหล่านี้ทั้งนั้นแหล่ะ

ทหาร นย.เขามีพิษสงรอบคันอยู่แล้ว
ในสงครามครั้งนี้ภาพลักษณ์ของทหารอเมริกาไม่ได้ออกมาดูชอบธรรมเป็นวีรบุรุษที่ช่วยกอบกู้โลกเหมือนครั้งสงครามโลกครั้งที่สองอีกแล้ว เพราะพวกเขาคือผู้บุกรุก ที่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลการทำสงครามครั้งนี้ไว้อย่างสวยหรูแค่ไหน แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าทำสงครามเพื่อแหล่งน้ำมันแน่ๆ และอีกสิ่งที่หนังมุ่งนำเสนอก็คือเหยื่อสงคราม ที่ไม่ว่าสงครามครั้งไหนๆ ชาวบ้านตาสีตาสาก็ต้องตกเป็นเหยื่อรับเคราะห์อย่างไร้เหตุผลอยู่ร่ำไป นี่ล่ะนะ'สงคราม'
  • น่าดูเพราะ: เป็นมินิซีรี่ส์สงครามอิรักที่สร้างออกมาได้ถึงคุณภาพ สมจริง คอหนังสงครามพลาดไม่ได้เชียวนะ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ก็เพราะสมจริง เลยไม่ค่อยมีฉากแอ็คชั่นให้ได้มันส์เท่าไหร่ เรื่องราวรวมๆ เลยเฉยๆ ไปบ้าง




*ช่วงเพลงในหนัง*

Johnny Cash กำลังแจกฟักแฟงแตงกวา
ด้วยความที่เป็นมินิซีรี่ส์สงครามที่เน้นความสมจริงจัด เลยไม่มีการใช้เพลงในหนังเลย จะมีก็แต่การให้เหล่าตัวละครร้องเพลงกันเอง ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ที่พวกเขาร้องก็จะเป็นเพลงฮิตในช่วงนั้นเช่นเพลงของ Nelly, Avril Lavigne, Drowning Pool และเพลงเก่าๆ แต่ยังคลาสสิคอยู่บ้าง

แต่เพลงๆ เดียวที่ถูกใช้เปิดในหนังก็คือเพลง The Man Comes Around ของ Johnny Cash (ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเพลงท้ายๆ ที่เขาเขียนก่อนเสียชีวิต) ที่ถูกใช้เปิดในฉากจบ(เพลงนี้เคยถูกใช้ในช่วงเครดิตต้นเรื่องของ Dawn of the Dead (2004) ด้วย) ซึ่งก็ช่วยปิดฉากมินิซีรี่ส์ชุดนี้ได้อย่างเด็ดขาด ด้วยภาพของเหล่าทหารที่เฮฮากับโฮมวีดีโอที่พวกเขาถ่ายไว้ตลอดสงคราม แต่ว่าสุดท้ายพวกเขาก็ทยอยเดินผละไปทีละคนจนหมด เหมือนหนังกำลังจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีทหารคนไหนหรอก ที่ภูมิใจกับสงครามครั้งนี้ซึ่งพวกเขามีส่วนร่วมเลยสักนิด


วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

The Disappearance of Alice Creed (2009): เราสองสามคน(ฉบับอุ้มเธอไปขึงพืด)

The Disappearance of Alice Creed (2009) :
ปีนี้นับเป็นปีทองของนักแสดงสาวชาวอังกฤษวัย 24 ขวบอย่าง Gemma Arterton เพราะเธอได้เล่นเป็นนางเอกหนังฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ดสองเรื่องติดกันเลย นั่นก็คือ Clash of the Titans และ Prince of Persia: The Sands of Time ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งคนดูและนักวิจารณ์่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยปลื้มทั้งสองเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอทำหน้าที่ได้อย่างดีและเข้าตาอยู่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว


หนังเรื่องนี้เล่นกันอยู่สามคนนี่แหล่ะ
แต่ก่อนที่จะคิดว่าเธอเป็นแค่นักแสดงขายหน้าตาแต่ไร้ฝีมือที่เผอิญโชคดีได้โกฮอลลีวู้ดล่ะก็ คงต้องมาดูผลงานทริลเลอร์อาชญากรรมเล็กๆ เรื่องนี้ซะก่อน เพราะเธอแสดงฝีมือไว้อย่างโดดเด่นเต็มที่ แถมยังยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัว โดนจับแก้ผ้าตั้งหลายฉากเลย(หนุ่มๆ มีเฮแน่งานนี้) และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผกก.J Blakeson ที่เคยเป็นมือเขียนบทให้ The Descent: Part 2 (2009) ทั้งกำกับและเขียนบทในผลงานเรื่องแรกของเขานี้ได้อย่างมีชั้นเชิงน่าพอใจทีเดียวเชียวล่ะ

ก่อนจะมาเป็นไอโอเธอเคยถูกอุ้มไปเรียกค่าไถ่มาแล้ว
หนังแสดงกันแค่สามคน ว่าด้วยเรื่องของสองหนุ่มอดีตคนคุก Martin Compston และ Danny
Eddie Marsan (Sherlock Holmes [2009])ที่วางแผนอุ้มลูกสาวเศรษฐี (Arterton) ไปเรียกค่าไถ่ แต่ถึงแม้พวกเขาจะวางแผนรัดกุมระดับมือโปรแค่ไหนก็ตาม ก็ย่อมต้องมีตัวแปรที่ทำให้อะไรๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คาด ซึ่งบอกได้เลยว่าถึงจะเล่นกันแค่สามคนแบบนี้ก็เหอะ แต่เรื่องราวในหนัง พลิกไปพลิกมา มีหักมุมให้เหวอกันพอสมควรเลยล่ะงานนี้

ถึงนักแสดงน้อยแต่ก็เล่นกันดีๆ ทั้งนั้น
กระนั้นหนังก็ยังมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ที่ดูจงใจไปนิด แต่ก็หยวนๆ ให้เพราะข้อดีมีมากกว่า ทั้งนักแสดงที่เล่นดีกันทุกคน (โดยเฉพาะสาว Arterton) และเรื่องราวหักมุมหักเหลี่ยม ซึ่งรวมๆ แล้วก็ยังนับว่าเป็นหนังทริลเลอร์ที่เข้าทีดูสนุก ซึ่งก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นอีกครั้งว่า หนังที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องมีนักแสดงมากมาย เรื่องราวใหญ่โต เงินทุนหนาเตอะ เอฟเฟกต์ตระการตา แต่ขอแค่มีบทที่ดีเรื่องที่ดี นักแสดงที่ดี ถึงจะเล่นกันเพียงไม่กี่คน เงินทุนสร้างก็จิ๊บๆ ก็สามารถรังสรรค์หนังดีๆ ออกมาให้คอหนังสรรเสริญได้นะจ้ะ ขอบอก
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังทริลเล่อร์อาชญากรรมที่ทำออกมาได้ดูสนุก เรื่องราวพลิกไปมา และสำหรับหนุ่มที่อยากเห็นสาว Arterton โชว์อึ๋ม(แบบไม่เต็มใจ)ล่ะก็อย่าพลาดเชียวเน้อ
  • ไม่น่าดูเพราะ: หนังอะไรแสดงกันอยู่สามคน แถมเป็นเรื่องของการลักพาตัวสาวไปกักขังหน่วงเหนี่ยวซะด้วย หนังอะไรแบบนี้หลายคนคงเมินแน่ๆ เชีย






*ช่วงเพลงในหนัง*

Cathy Davey
ถึงเรื่องราวในหนังจะไม่เอื้อกับการใส่เพลงลงไป แต่ก็ยังมีเพลงให้ได้ยินกันอยู่ ซึ่งก็เป็นเพลงของศิลปินสาวชาวไอริชวัย 31 อย่าง Cathy Davey ที่ได้รับขนานนามว่าเป็น "Björk แห่งไอร์แลนด์" ส่วนงานเพลงของเธอเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อค ดังเช่นเพลงนี้ของเธอที่ถูกนำมาใช้ฉากจบ ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศให้กับบทสรุปของหนังได้เป็นอย่างดีจริงๆ เชียว

MP3: Cathy Davey - Holy Moly


วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

Frozen (2010): ห้อยโตงเตง นรกเยือกแข็ง

Frozen (2010) :
ตอนที่หนังระทึกขวัญเล็กๆ เรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ เขาปิดกันให้แซ่ดว่ามีคนดูขวัญอ่อนหลายคนเป็นลมเพราะรับมือกับความระทึกที่หนังมอบให้ไม่ไหว บ้างก็อ้วกแตกอ้วกแตน บ้างก็เดินหนีออกไปร้องไห้ตัวสั่นงันงกนอกโรงเลยก็มี จนทำให้ตัวหนังเป็นที่ฮือฮาถูกกล่าวขวัญถึงอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ต้องหามาดูบ้างซะแล้ว ดูสิว่างานนี้จะอ้วกแตกเป็นลมเหมือนฝรั่งเขาหรือเปล่า ตามประสาพวกชอบลองของนั่นเอง


ทั้งเรื่องเล่นกันอยู่สามคนนี่แหล่ะ
ด้านเนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก คือการสร้างเงื่อนไขให้วัยรุ่นสามคนไปติดแหง่กอยู่บนกระเช้าเก้าอี้ลอยฟ้าสำหรับพานักสกีขึ้นเขาลงเขาโดยไม่มีใครรู้เห็น ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญมันไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ เลย เพราะไหนจะเจอกับความหนาวเหน็บถึงกระดูก ฝูงหมาป่ากระหายเลือดที่วนเวียนอยู่ด้านล่าง และความสูงจากพื้นดินเบื้องล่างที่ถ้าโดดลงไปก็คงมีแต่จะเดี้ยงเท่านั้น ว่าแล้วก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าทั้งสามจะหาทางเอาตัวรอดจากนรกลอยฟ้าแคบๆ นี้ไปได้หรือไม่เอย


ทั้งเรื่องนั่งเบียดกันอยู่สามคนนี่แหล่ะ
ผกก.หนุ่มไฟแรง Adam Green (Hatchet [2006]) เสนอเรื่องราวแบบบ้านๆ ง่ายๆ แต่ไอเดียเจิดไม่ใช่เล่น อย่างการให้คนไปติดแหง่กอยู่ในสถานที่แคบๆ ซึ่งในที่นี้ก็แคบสุดๆ ไปเลย คือบนกระเช้าเก้าอี้ลอยฟ้า ท่ามกลางอากาศที่เลวร้าย ซึ่งเขาก็สามารถทำออกมาได้ดูระทึกดีโดยไม่ต้องง้อฆาตกรโรคจิต หรือสัตว์ประหลาดที่ไหนเลย และก็ด้วยเพราะความบ้านๆ แบบที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้นี่แหล่ะมั้ง ที่ทำให้คนดูอินถึงขนาดเป็นลมเป็นแล้งอย่างที่เป็นข่าวนั่นแหล่ะ


ทั้งเรื่องอยู่บนกระเช้าเก้าอี้กันสามคนนี่แหล่ะ
ถึงไอเดียจะดี แต่ก็ใช่ว่าจะใหม่อะไร แถมหลายอย่างในหนังก็ดูจะเป็นการจงใจเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ และคนที่หวังจะเจออะไรสยองๆ แหว่ะอาจจะไม่ได้อย่างที่หวังเพราะหนังออกจะนิ่งๆ และมีช่วงเอื่อยเป็นระยะอีกด้วย อีกทั้งการตัดสินใจต่างๆ ของเหล่าตัวละครหลักก็อาจจะไม่ได้ใจคนดูบางคนที่คิดว่าถ้าเป็นเขาเจอแบบนี้บ้างก็คงจะรับมือได้ดีกว่านี้ แต่ก็นะของแบบนี้ถ้าไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอกเนอะ
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังระทึกขวัญเล็กๆ แต่ไอเดียเข้าท่า แจ่มไปเลยจ้า
  • ไม่น่าดูเพราะ: ถึงจะระทึกแต่ก็ยังระทึกไม่มากพอ หนังมีช่วงเอื่อย ตัวละครตัดสินใจขัดใจคนดู เลยอาจดูธรรมดาไปนิดเมื่อเทียบกับกิตติศัพท์ของหนัง