วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Cirque du Freak: The Vampire's Assistant (2009): ขออภัย...แวมไพร์มือใหม่(หัดกัด)


Cirque du Freak: The Vampire's Assistant (2009) :
หนังแวมไพร์วัยกระเตาะที่ดัดแปลงจากหนังสือเล่มแรก(ในสามเล่ม)ของนิยายชุดสุดฮิต The Saga of Darren Shan ที่แต่งโดย Darren Shan นักประพันธ์ชาวไอริชวัย 37 ขวบ โดยเวอร์ชั่นหนังนี้ได้ ผกก.Paul Weitz ที่ถนัดในการทำหนังวัยรุ่นอย่าง American Pie (1999) มารับหน้าที่กำกับเน้อ


หนังเต็มไปด้วยตัวละครประหลาดๆ
หนุ่มน้อย Darren Shan (Chris Massoglia) เป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นวัย 16 ขวบทั่วๆ ไป ที่มีผลการเรียนค่อนข้างดี มีครอบครัวที่อบอุ่น แล้ววันหนึ่งชีวิตของเขาก็เริ่มพลิกผันเมื่อได้ไปดูการแสดงตัวประหลาดที่มาเปิดการแสดงในเมืองกับเพื่อนสุดกร่างของเขาที่ชื่อ Steve (Josh Hutcherson จาก Winged Creatures [2008]) จนจับพลัดจับผลูได้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งแวมไพร์(นั่นหมายถึงโดนแดดได้) ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยของแวมไพร์ที่อยู่ในคณะตัวประหลาดนั้นอย่าง Larten Crepsley (John C. Reilly จาก Chicago [2002])เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ให้ฝ่ายหลังช่วยชีวิต Steve ที่โดนแมงมุมพิษกัดปางตาย และแล้วชีวิตหนุ่มน้อย Darren ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาได้ย่างเข้าสู่โลกอันแสนพิลึก ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามระหว่างแวมไพร์ แถมยังไปปิ๊งสาวมีหางเข้าอีกด้วย (เอาเข้าไป)


เจ๊ Salma Hayek ยังสวยได้แม้เคราจะเฟิ้มเพียงใด
ทางเราไม่เคยอ่านหนังสือเลยไม่รู้ว่าหนังดัดแปลงเรื่องราวไปมากแค่ไหน แต่เท่าที่ดู หนังก็สามารถมอบความบันเทิงให้ได้ในระดับหนึ่ง ผกก.Weitz คุมโทนหนังที่มีเรื่องราวเหมือนจะหม่นๆ เพราะเต็มไปด้วยตัวละครประหลาดๆ ให้ออกมาเป็นหนังวัยรุ่นดูสบายได้ดี ส่วนเหล่านักแสดงก็ทำหน้าที่กันแบบสบายๆ ในขณะที่หนุ่มน้อย Massoglia ในบทนำก็มักจะทำหน้าบ้องแบ๊วได้ในทุกสถานการณ์ งานด้านเอฟเฟกท์อยู่ในระดับมาตรฐานคือไม่โดดเด่นและก็ไม่ดูกิ๊กก๊อก และเมื่อนี่เป็นหนังเอาใจวัยรุ่นแล้ว จึงขาดเพลงโจ๊ะๆ เอาใจวัยรุ่นไม่ได้เลย งานนี้เราจึงจะได้ยินเพลงเด็ดๆ จาก Cold War Kids, The Fratellis และแม้แต่เพลงจากรุ่นเก๋าอย่าง Nick Cave ซึ่งก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้กับหนังได้เป็นอย่างดี ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าผู้สร้างจะเข็นภาคต่อออกมาหรือเปล่า เพราะหนังภาคนี้ไม่ค่อยจะตูมตามเอาซะเลย


ยังมีภาคต่อซึ่งไม่รู้จะได้ดูกันเมื่อไหร่
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแวมไพร์วัยรุ่น ที่ดูได้เพลินๆ สบายๆ แฟนๆ หนังสือคงจะไม่พลาดกัน
  • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น และด้วยความที่เป็นหนังเรท PG-13 อะไรๆ ก็เลยดูเล่นๆ ชอบกล


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Edge of Darkness (2010): ตำรวจ(หง่อม)มหากาฬ


Edge of Darkness (2010) :
ป๋า Mel Gibson (54 ขวบ) ดาราชายขวัญใจสาวๆ ในยุค 80 ห่างหายจากการแสดงหนังมาหลายปี (เรื่องสุดท้ายที่ป๋าแสดงนำก็ Signs ในปี 2002 โน่น) ที่หายไปเพราะป๋าหันเพลิดเพลินกับการกำกับหนังอย่าง The Passion of the Christ (2004) และ Apocalypto (2006) แถมวันดีคืนดีป๋าแกยังก่อเรื่องฉาว ให้ชาวบ้านหมั่นไส้จนเริ่มกลายสภาพจากดาราผู้มี'ชื่อเสียง'เป็นดาราผู้มี'ชื่อเสีย'แทน ปีนี้ฤกษ์งามยามดีป๋าเลยขอกลับมาพบกับแฟนๆ อีกครั้งกับผลงานทริลเลอร์ทฤษฏีสมคบคิดเรื่องนี้จ้า


มาดบู๊ป๋ายังดูเข้าท่าอยู่เช่นเดิม
หนังสร้างจากหนังทีวีมินิซีรีย์หกตอนจบชื่อเดียวกันของอังกฤษที่ออกฉายในปี 1985 โดย ผกก.Martin Campbell (Casino Royale [2006]) ที่เคยกำกับเวอร์ชั่นทีวี ขอรับหน้าที่ทำเวอร์ชั่นหนังโรงอีกครั้ง ซึ่งเนื้อเรื่องก็เกี่ยวกับ Thomas Craven (ป๋า Gibson) ตำรวจรุ่นเก๋าในรัฐแมสซาชูเซ็ตส์ ที่เห็นลูกสาวสุดรักถูกมือมืดยิงตายต่อหน้าต่อตา เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาสืบหาตัวฆาตกร และเมื่อยิ่งสืบสาวลึกลงไปเขาก็พบว่า การตายของลูกสาวเขาอาจเกี่ยวข้องกับแผนการสมรู้ร่วมคิดอันเลวร้ายระหว่างบริษัทใหญ่ยักษ์กับนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงบางคนก็เป็นได้


ถึงจะอายุแค่ 54 แต่ป๋าเราดูหง่อมได้ใจเชียว
ดูจากหน้าหนังแล้วนึกถึง Taken (2008) เวอร์ชั่นบู๊น้อยแต่พูดเยอะกว่า ซึ่ง ผกก.Campbell ก็เล่าเรื่องได้อย่างเข้มข้น จริงจัง และจับความสนใจได้ตลอด ที่สำคัญคือฉากแอ็คชั่นนั้นสมจริงและเด็ดขาดมาก แต่เสียดายที่หนังมีฉากแอ็คชั่นมากำนัลผู้ชมน้อยไปหน่อย เพราะส่วนใหญ่หนังใช้เวลาไปกับการพูดคุยซะมากกว่า ซึ่งถ้าไม่ได้ตั้งใจดูอาจจะเห็นว่าหนังน่าเบื่อเอาได้ ส่วนป๋า Gibson เราก็มาในสภาพแก่, หง่อม, เหี่ยว, หมดสภาพได้ใจดีจัง แต่เรื่องการแสดงและฉากบู๊นั้นยังไว้ใจได้อยู่ ถึงหนังจะล้มเหลวทางรายได้ และได้รับคำวิจารณ์ในระดับกลางๆ แต่สำหรับแฟนๆ ที่เติบโตมากับหนังของป๋าแกแล้ว การได้เห็นแกบนจออีกครั้ง ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ


นี่คือ Taken เวอร์ชั่นพูดเยอะต่อยน้อย
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังทริลเลอร์สมรู้ร่วมคิดที่ทำได้อย่าง หนักแน่น จริงจัง และแฟนๆ ป๋า Mel คงจะดีใจที่เห็นป๋าแกโลดแล่นบนจออีกครั้ง
  • ไม่น่าดูเพราะ: บู๊น้อย ฝอยเยอะ พระเอกหง่อม ใครจะไปอยากดู




*ช่วงวันวานยังหวานอยู่*

เปรียบเทียบสารรูปในอดีตและปัจจุบันของป๋าเมล (รูปหลังนึกว่าซัดดัมซะอีก)
สำหรับคอหนังรุ่นใหม่หลายคนคงเกิดไม่ทันยุครุ่งเรืองของป๋า Mel Gibson เมื่อสักเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา เราเลยขอรื้อฟื้นอดีตอันแสนหวานของป๋ามาให้อนุชนรุ่นหลังได้ทำความรู้จักป๋ามากขึ้นกันซะหน่อย

ป๋า Mel Gibson (เกิด 3 ม.ค.1956)เป็นชาวมะกัน แต่ไปเติบโตที่ออสเตรเลีย เขาเริ่มเข้าวงการหนังตั้งแต่ปี 1976 ในบทตัวประกอบ แต่เริ่มเป็นที่จับตามองจากหนังคัลต์แอ็คชั่นเรื่อง Mad Max (1979) และโกฮอลลีวู้ดจนมาโด่งดังเต็มที่กับหนังชุด Lethal Weapon ที่มีสร้างออกมาถึง 4 ภาค

ป๋าก็โด่งดังมาเรื่อยในฐานะดาราทำเงินและผู้กำกับคุณภาพจนถึงช่วงปี 2000 หลังจากที่เล่นหนังเรื่อง Signs (2002) ป๋าก็เป็นหันไปทำหนังแบบเต็มตัว
ซึ่ง The Passion of the Christ (2004) ของป๋าก็ประสบความสำเร็จอย่างมโหฬารได้ทั้งเงิน(กวาดเงินไปกว่า 300 ล้าน)ได้ทั้งกล่อง แต่แล้วป๋าก็ก่อเรื่องงามหน้าในการเมาแล้วด่ายิวจนฉาวไปทั่ว ป๋าเลยต้องกบดานให้เรื่องซาลงสักพัก จนปัจจุบันป๋าก็เริ่มกลับมาเล่นหนังอีกครั้ง ซึ่งเราคงจะได้เห็นป๋าบนจอไปอีกสักพักล่ะเนอะ

ปล.ในสมัยยังรุ่งๆ ป๋าเคยครองตำแหน่งหนุ่มที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกซะด้วยนะเอ้อ


*ข้อมูลจาก imdb จ้า*

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Legion (2010): เทวดาท่าจะบู๊

Legion (2010) :
ดูจากเทรลเลอร์แล้วหนังเรื่องนี้น่าดูมากๆ เพราะมีนักแสดงที่น่าสนใจหลายคน อาทิ Paul Bettany (The Da Vinci Code [2006]), Dennis Quaid (Pandorum [2009]) ทั้งยังมาด้วยเรื่องราวแอ็คชั่นระทึกขวัญเหนือธรรมชาติ ออกแนววันสิ้นโลกที่มีทูตสวรรค์อะไรแบบนี้มาเกี่ยวข้องด้วย มันก็น่าจะมันส์ไม่ใช่น้อยเลยนะเนี่ย

กลัวจะไม่รู้ว่าเป็นมาจากพระเจ้าหรอเพ่
ส่วนเนื้อเรื่องก็ประมาณว่า ทูตสวรรค์มิคาเอล(Bettany) หนีลงมาจากสวรรค์เพราะไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพระเจ้าที่ต้องการกำจัดมนุษย์ให้หมดโลก เพราะพระองค์หมดศรัทธาในมนุษย์แล้ว(อ่ะนะ) ว่าแล้วทั่นมิคาเอลก็ขนอาวุธหนักมาเพียบ(อ่ะนะ) มุ่งหน้าไปยังปั๊มน้ำมันกลางทะเลทรายแห่งหนึ่ง เพื่ออารักขา Charlie (Adrianne Palicki) สาวท้องแก่ที่ทำงานเป็นสาวเสริฟอยู่ที่นั่น โดยทั่นให้เหตุผลว่า เพราะสาวคนนี้กำลังจะให้กำเนิด พระเมสสิยาห์(พระผู้ช่วยให้รอด)องค์ใหม่ ที่จะช่วยให้มนุษย์รอดจากหายนะครั้งนี้ได้(อ่ะนะ) ทั้งนี้พระเจ้าก็ได้บัญชาให้เหล่าทูตสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วน(ซึ่งก็รวมถึงทูตสวรรค์กาเบรียลด้วย)มาจัดการไม่ให้เด็กได้ผุดได้เกิด งานนี้ก็คงบู๊กันกระจายสิครับเนี่ย


งานนี้ท่านมิคาเอลคงช่วยอะไรหนังเรื่องนี้ไม่ได้มากนัก
หนังมาแปลกตรงที่มอบตำแหน่งตัวโกงให้กับพระเจ้า(ฮ่วย!) ซึ่งล่อแหลมกับประเด็นการดูหมิ่นพระเจ้า ซึ่งเราจะเอาไว้ว่ากันทีหลัง พอหันมาดูตัวหนังก็พบว่า ไอ้ฉากเด็ดๆ ขายๆ น่ะ ดันไปอยู่ในเทรลเลอร์เกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือในหนังก็มีแต่บทสนทนาแสนน่าเบื่อและฉากบู๊ที่ทั้งมีน้อยและธรรมดามากๆ ถึงจะมีนักแสดงดีๆ หลายคนก็ช่วยอะไรหนังไม่ได้เลย บทจะกำจัดตัวละครตัวแล้วตัวเล่าทิ้ง ก็ทำให้ตายกันง่ายๆ ซะ หนังยังเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผลหลายอย่างที่มีผุดมาให้เห็นมากมาย (อาทิ ทำไมทูตสวรรค์ถึงต้องมาสิงคน แล้วก็ออกมาในสภาพเหมือนปีศาจไร้สมองแบบนี้ด้วย) หนังเหมือนกับการจับเอาหนังชุด The Terminator มาผสมกับเรื่องในไบเบิั้ล ซึ่งก็น่าจะเล่นอะไรได้เยอะกว่าที่เห็น แต่ผู้สร้างกลับปล่อยให้มันผ่านๆ ไปอย่างไร้ประโยชน์ สรุปว่าหนังเรื่องนี้จัดเป็นประเภท 'ท่าดีทีเหลว' เรื่องแรกๆ แห่งปี 2010 นี้เลยล่ะ

ทูตสวรรค์เขาใช้ปืนเป็นอาวุธกันหรือเนี่ย?
ยัง ยังไม่พอ เราขอตำหนิถึงประเด็นดูหมิ่นพระเจ้าของผู้สร้างด้วย เพราะหนังเสนอพระองค์ให้ออกมาเป็นพระเจ้าที่ หมดความอดทนต่อมนุษย์, ไร้ซึ่งความรักและจิตใจไม่มั่นคง เปลี่ยนใจไปมา เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังประเมินฤทธิ์อำนาจของพระองค์ซะต่ำเชียว ก็ในเมื่อทรงเป็นพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล แล้วถ้าจะทรงทำลายมวลมนุษย์ ทำไมต้องสั่งให้ทูตสวรรค์มาสิงคนซะให้ยุ่งยากด้วย(ทรงใช้ลมมาจัดการคนแบบในหนัง The Happening [2008] ยังฟังดูเข้าท่ากว่าเลย) และอะไรอีกมากที่คงจะตำหนิได้อีกยาว ทำหนังดูถูกคนดูอันนี้ยังพอทำเนา แต่ดูถูกพระเจ้านี่มันน่าตำหนิยิ่งนัก ซึ่งก็นะ ถึงจะเป็นอย่างนี้ก็เหอะ แต่หนังก็ยังอุตส่าห์ทำกำไรให้คนสร้างซะ จนอาจได้เห็นภาคสองกันล่ะ(ฮ่วย)

  • น่าดูเพราะ: ใครอยากเห็น Paul Bettany ในมาดทูตสวรรค์ที่แบกปืนกลซดกับเหล่าร้ายล่ะก็ เชิญดูโลด
  • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่สนุกอย่างที่เทรลเลอร์สร้างความหวังไว้ให้ และยังดูหมิ่นพระเจ้าซะจนน่าตึ๊บ



Mother (2009): หัวอกคนเป็นแม่


Mother (2009) :
ผลงานล่าสุดของ ผกก.บอง จูนโฮ (The Host [2006]) เรื่องนี้ยังคงเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเอกลักษณ์แบบที่หาได้จากหนังของเขาเช่นเดิม แถมนักแสดงนำอย่างคุณ คิม เฮจา ก็แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมจนซิวรางวัลนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Asia-Pacific Film Festival มาครอง ที่น่าสนใจอีกอย่างคือนี่เป็นหนังเรื่องแรกในรอบ 5 ปีของพ่อหนุ่ม วอน บิน (Taegukgi [2004]) อดีตขวัญใจสาวๆ เชียวนะเนี่ย


ลูกชายโดนจับคุณแม่ก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา
หนังเล่าเรื่องของ เฮจา (ก็ป้าเฮจานั่นแหล่ะ) คุณป้าที่เปิดร้านขายโสมอยู่ในเมืองเล็กๆ แถบภาคใต้ของเกาหลีใต้ ป้าอยู่กันสองคนกับ โดจูน (วอน บิน) ลูกชายวัย 27 ที่ไม่ค่อยจะเต็มสักเท่าไหร่ ซึ่งป้าก็พยายามประคบประหงมลูกเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนลูกชายออกจะรำคาญป้าซะนี่ และแล้วงานก็เข้าเมื่อมีการพบศพสาวมัธยมถูกฆ่าทิ้งไว้บนหลังคาบ้านร้างแห่งหนึ่ง จากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุก็ชี้ตรงมายัง โดจูน ตำรวจเลยรวบตัวไปสวบสวน แต่ด้วยความที่ โดจูน ไม่ค่อยเต็มเลยเซ็นสารภาพผิดไป คุณป้าเราเชื่อเต็มร้อยว่าลูกชายของเธอไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นได้ลงคอ และคงถูกใส่ความแน่ เลยต้องลุกขึ้นมาสืบหาฆาตกรตัวจริงด้วยตนเอง และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกรักของป้าออกมาจากคุกให้จงได้


พ่อหนุ่ม วอน บิน กลับมาอีกแล้วนะจ้ะ แฟนๆ (ยังมีแฟนเหลืออยู่มั้ยเนี่ย?)
หนังมาแนวสืบหาตัวฆาตกรคล้ายๆ กับ Memories of Murder (2003) เพียงแต่เปลี่ยนจากการสืบสวนของตำรวจ เป็นการสืบสวนของคุณแม่สไตล์บ้านๆ ที่รักลูกจนต้องลุกขึ้นมาทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูก ซึ่งหนังก็เล่าเรื่องราวได้ดี ไม่ได้จงใจเค้นน้ำตา หรือออกแนวน้ำเน่าแต่ประการใด ที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นคุณป้า คิม เฮจา ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในบทคนเป็นแม่ ที่ทั้งน่าสงสาร น่าหมั่นไส้ และดูสติแตกอยู่ในที ดูป้าแสดงแล้วอยากจะปูผ้ากราบงามๆ สักทีสองทีด้วยความทึ่งในฝีมือเลยเชียว ส่วนพ่อหนุ่ม วอน บิน นั้นก็ใช่ย่อย ถึงแม้จะห่างหายจากวงการซะหลายปีดีดัก แต่ก็กลับมารับบทหนุ่มไม่เต็มที่ชวนให้คนดูทั้งสงสารและหมั่นไส้ได้เป็นอย่างดีเลย


คนเป็นแม่จะยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกได้มากแค่ไหนกันหนอ
ประเด็นแม่ลูกแบบนี้นั้นสากลจริงๆ เรามักจะพบเห็นคุณแม่ที่รักทะนุถนอมคุณลูกมาก ซึ่งบางทีดูแล้วเป็นการให้ความรักในแบบที่ผิดๆ แต่ถ้ามองข้ามเรื่องเหล่านั้นไปเราจะพบแต่เพียง คุณแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ จริงอยู่ที่พ่อแม่ที่แย่ๆ ก็มีอยู่ แต่พ่อแม่ที่ดีก็มีเยอะ ทว่าสุดท้ายแล้ว ในยามยากลำบากของเรา ไม่ว่าเราจะผิดหรือถูกแค่ไหน แม้คนอื่นๆ จะพากันหันหลังใส่เรา แต่ยังมีคนที่พร้อมจะเห็นใจและอยู่เคียงข้างเราเสมอ นั่นก็คือพ่อแม่ของเรานั่นเอง นี่เป็นหนังเกาหลีคุณภาพอีกเรื่องที่คอหนังไม่ควรพลาดครับ

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังเกาหลีคุณภาพ การแสดงยอดเยี่ยม เรื่องราวเข้มข้น พลาดได้ไง
  • ไม่น่าดูเพราะ: ดูแล้วไม่บันเทิงเริงใจ ถ้าจะดูเอารื่นเริง ก็พึงหลีกเลี่ยงซะนะ






วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Ninja Assassin (2009): นินจาเจี๋ยนนินจา



Ninja Assassin (2009) :
ยอดชายนาย Rain ซุปเปอร์สตาร์ชาวเกาหลีใต้โกอินเตอร์ไปแล้วตั้งแต่ Speed Racer (2008) แล้วเขาก็หน่วยก้านดีเข้าตาสองพี่น้อง Wachowski จนดันให้เขามารับบทพระเอกเต็มตัวในหนังแอ็คชั่นเลือดสาดเรื่องนี้ โดยหน้าที่กำกับก็ตกเป็นของ James McTeigue (V for Vendetta [2005]) เด็กในคาถาของสองพี่น้องนั่นเอง

หนุ่ม Rain ทั้งล่ำและสะบักสะบอมเต็มที่
ส่วนพล็อตเรื่องนั้นเล่าก็ประมาณว่า Raizo (Rain) พระเอกเราได้รับการฝึกฝนให้เป็นนินจานักฆ่าตั้งแต่ยังเป็นเด็กเป็นเล็กจากกลุ่มนินจา Ozunu แต่เพราะนินจากลุ่มนี้โหดเหี้ยมจน ม.ม้าวิ่งหนี พระเอกเราเลยรับไม่ได้ เลยตัดสินใจเป็นปฏิปักษ์พวกเดียวกันซะเลย ซึ่งอาเจ๊ Mika Coretti (Naomie Harris) จนท.Europol(ตำรวจของสหภาพยุโรป) ก็ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในเกมอันตรายครั้งนี้ด้วย


ฉากแอ็คชั่นโหดได้ใจคอซาดิสม์นักแล
หนังแอ็คชั่นเลือดสาด โหดกันเต็มที่ตามสไตล์อนิเมะญี่ปุ่น ซึ่งฉากบู๊ก็ทำได้มันส์สะใจคอซาดิสม์ดีแท้ พ่อหนุ่ม Rain เราก็รับบทนำเต็มตัวได้ดี (ยกเว้นทรงผมที่เห่ยได้ใจ) ถึงแม้บทพูดจะมีไม่เยอะและไม่ค่อยจะมีโอกาสได้แสดงอารมณ์ต่างๆ มากมายนักนอกจากทำหน้าโหดไปวันๆ แต่เราก็สามารถเห็นถึงความทุ่มเทของเขาที่มีต่อหนังเรื่องนี้ได้ จากร่างกายที่ฟิตจนแน่นปั๋งและการเล่นคิวบู๊ได้อย่างทะมัดทะแมงของเขา นอกนั้นไม่มีอะไรพิสดารเหนือความคาดหมาย เอาเป็นว่านี่เป็นหนังแอ็คชั่นเลือดสาดที่มีไว้ดูเอามันส์ไม่ต้องคิดอะไรมาก หวังว่าอนาคตในฮอลลีวู้ดของหนุ่ม Rain จะสดใสซาบซ่านะจ้ะพ่อคุ๊ณณณ


พระเอกเราปั้นหน้าโหดทั้งเรื่อง

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นเลือดสาด ที่สร้างออกมาไว้ดูเอามันส์ได้ดี ไม่ต้องคิดอะไรมาก
  • ไม่น่าดูเพราะ: ถ้าคาดหวังอะไรที่มากกว่าบรรทัดข้างบนล่ะก็ คงจะผิดหวังแน่เชียว




Nine (2009): ร้อง-เต้น-เฟ้น-รัก


Nine (2009) :
หนังเพลงที่จับเอาละครเพลงบรอดเวย์ชื่อเดียวกันที่เปิดแสดงตั้งแต่ปี 1982 มาขึ้นจอเรื่องนี้ มีหน้าหนังที่'โคตร'แข็งแรงน่าดูเอามากๆ เพราะนักแสดงแต่ละคนเนี่ยดังๆ กันทั้งนั้น (มีใครบ้างก็ดูโปสเตอร์หนังเอาโลด) แถม ผกก.ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ถนัดหนังเพลงอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วอย่าง Rob Marshall (Chicaco [2002]) นั่นเอง นี่จึงเป็นหนังที่คอหนังหลายคนเฝ้ารอ และถูกจับตามองว่าคงจะไปได้ดีบนเวทีออสก้าร์แบบที่ Chicaco เคยทำได้มาก่อนแน่


ยิ้มกริ่มเชียวนะเพ่ มีสาวๆ มาให้เลือกเพียบแบบนี้
หนังเสนอเรื่องราวของ Guido Contini (Daniel Day-Lewis จาก There Will Be Blood [2007]) ผกก.ชื่อก้องชาวอิตาเลียน ที่กำลังประสบปัญหาหนักอกทางการงานที่ทำหนังคว่ำติดกันมาสองเรื่องและเรื่องล่าสุดที่กำลังจะเปิดกล้องก็ยังไม่มีแม้แต่บทหนังสักหน้าเลย ส่วนปัญหาหัวใจก็ใช่ย่อยเพราะต้องปวดหัวกับบรรดาสาวๆ ที่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะกับเขาจนทำให้ความสัมพันธ์กับ Luisa (Marion Cotillard จาก Public Enemies [2009]) ภรรยาสุดที่รักของเขาง่อนแง่นเต็มที

นักแสดงสาวสวยเพียบเลยเรื่องนี้
อย่างที่ทราบกันว่า พอหนังออกฉายกลับไม่ตูมตามอย่างที่หวัง (อันที่จริงล้มเหลวทางรายได้และคำวิจารณ์เลยล่ะ) ได้เข้าชิงออสก้าร์ก็แค่สี่สาขารองๆ แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนนะ? ทั้งที่ทุกส่วนประกอบในหนังล้วนอยู่ในระดับเกรดเอทั้งสิ้น พอได้ดูก็ถึงพอจะเข้าใจว่า คงเป็นเพราะบทที่ทำให้หนังออกมาเฉยๆ งั้นๆ ไม่มีอะไรน่าประทับใจ ดาราดังๆ ที่ถึงจะหายห่วงเรื่องฝีมือการแสดงได้เลย แต่ก็โผล่กันมาคนละนิดละหน่อยไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก ส่วนฉากร้องรำทำเพลงที่ออกมาแนวบรอดเวย์ก็ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ถึงดาราแต่ละคนจะร้องเต้นกันได้ดี แต่ก็ไม่มีเพลงไหนที่มีทำนองติดหูให้ติดใจกันเลย โดยรวมแล้วไม่ใช่ว่านี่เป็นหนังที่ห่วยหรอกนะ เป็นหนังเพลงที่ใช้ได้เลย ฉากร้องรำทำเพลงก็ยังดูเพลินๆ ได้อยู่ ทว่าหนังกลับเล่าเรื่องได้ไม่น่าติดตามและใช้ศักยภาพที่มีแบบไม่คุ้มค่าเท่านั้นเอง


ฉากร้องรำทำเพลงมีให้ดูตรึม
  • น่าดูเพราะ: ดารามากมี ฉากร้องรำทำเพลงดูได้เพลินๆ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่แหล่มอย่างที่หน้าหนังทำให้คาดหวัง เป็นหนังเพลงที่ดูแล้วก็แล้วกันไป