แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Chaser (2008): เมื่อแมงดาต้องมาปะทะกับฆาตกรต่อเนื่อง!?

The Chaser (2008) :
หนังเกาหลีมักจะมารูปแบบซ้ำๆ ประมาณว่า เริ่มต้นหนังด้วยความตลกสดใสกุ๊กกิ๊ก พอผ่านกลางเรื่องเริ่มมีเหตุการณ์พลิกผัน อาทิเช่น ไม่พระเอกก็นางเอกต้องป่วยหนักและตายในตอนจบ พ่วงด้วยเพลงซึ้งๆ แบบกะเค้นน้ำตาจากคนดูให้จงได้ (นี่ยังไม่ได้เอ่ยถึงกรณีของหนังผีเกาหลีเลยนะเนี่ย) จนมากๆ เข้าคนดูก็เริ่มจับทางได้และเริ่มเอียนกับหนังเกาหลีเหล่านั้น (แต่ละครเกาหลียังฮิตในบ้านเราอยู่) แต่ช้าก่อนหนังเกาหลีดีๆ ยังมีอยู่ อาทิเช่นเรื่องนี้ซึ่งเป็นหนังทริลเลอร์ฆาตกรต่อเนื่องที่สร้างโดยมีพื้นฐานจากเรื่องจริง และทำออกมาได้โดดเด่นจนฮอลลีวู้ดขอซื้อไปรีเมคอีกแล้วครับ แถมยังปิดกันให้แซ่ดว่ายอดชายนาย Leonardo DiCaprio (Titanic [1997]) สนใจจะรับบทนำในหนังซะด้วย ซึ่งก็ต้องรอดูว่าหนังจะออกมาเป็นยังไงในปี 2010 กันนะจ้ะ


เกาหลีไม่ได้มีแต่หนังรักหวานซึ้งกับหนังผีเท่านั้นนะจ้ะ
แล้วจะไม่ให้ถูกซื้อไปรีเมคได้ยังไงเพราะขึ้นต้นมาหนังก็จับความสนใจคนดูได้อย่างอยู่หมัดซะแล้ว ด้วยสไตล์การนำเสนอที่จริงจัง รุนแรงแต่ไม่เน้นขายฉากแหว่ะ เลยสามารถทำให้คนดูลุ้นไปกับหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนักแสดงก็เป็นพวกที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่แต่ก็ทำหน้าที่กันได้ดี ส่งผลให้หนังดูจริงจังขึ้นและทำให้คนดูอินกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้ง่ายด้วย ทว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างในหนังดูจะบังเอิญแบบจงใจไปหน่อยเลยทำให้ลดทอนความสนุกลงไปแยะ และที่คนดูอาจรู้สึกขัดใจหน่อยก็คือความงี่เง่าของเหล่าตำรวจและคนใหญ่คนโตในหนัง ซึ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วหนังเรื่องนี้อาจกำลังวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพของตำรวจเกาหลีใต้และความงี่เง่าของนักการเมืองอยู่นั่นเอง (ประเด็นสากลเลยนะเนี่ย อิอิ)


สองคนนี้เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่นัก
  • น่าดูเพราะ: หนังมีอะไรให้ลุ้นระทึกพอสมควร เปลี่ยนบรรยากาศมาดูหนังเกาหลีแบบนี้บ้างก็ไม่เลวนะ
  • ไม่น่าดูเพราะ: หนังไม่มีคนหล่อๆ สวยๆ โผล่มาให้ชื่นใจ และอาจมีหลายอย่างในหนังที่ดูบังเอิญเกินไปอยู่บ้าง

*ช่วงเรื่องจริงผ่านหนัง*


โฉมหน้าฆาตกรตัวจริง(เห็นได้แค่นี้แหล่ะ)
หนัง"อาจ"ได้รับแรงบันดาลใจจากกรณีของนาย Yoo Young-chul (1970-2004) ที่สารภาพว่าได้ฆ่าคนไปกว่า 20 คน โดยส่วนใหญ่เหยื่อเป็นนางทางโทรศัพท์และคนแก่ผู้มีจะกินอีกจำนวนหนึ่ง แถมพี่แกบอกว่านอกจากจะเผาและตัดอวัยวะของเหยื่อแล้ว ยังกินตับของเหยื่อบางรายอีกด้วย (ซีอุย?) ทั้งนีั้ช่วงที่เขาก่ออาชญากรรมนั้นอยู่ในช่วงระหว่างปี 2002-2004 หลังจากโดนจับกุมเขาได้ให้การถึงแรงจูงใจของการก่ออาญชญากรรมว่า"พวกผู้หญิงไม่ควรทำตัวร่าน และพวกคนรวยควรจะรู้ว่าตนเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง" ที่สุดแล้วเขาได้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อ 15 มิ.ย.2005 นะจ้ะ

*ข้อมูลจาก wikipedia.org เจ้าเก่าเน้อ




*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ ผกก.นาฮองจิน ภายในบล็อก*

The Yellow Sea (2010): ไอ้หมาบ้าอันตราย


The Yellow Sea (2010) :
หลังจากแจ้งเกิดอย่างงดงามจาก The Chaser (2008) ผลงานสุดฮิตเถิดเทิง (เกินคาด) ของ ผกก.นาฮองจิน (ที่ถึงกับเคยมีข่าวว่าฮอลลีวู้ดจะเอาไปรีเมคซะด้วย แต่เดี๋ยวนี้ข่าวเงียบๆ ไปแล้ว) ตอนนี้เขากลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานหนังแอ็คชั่น/อาชญากรรมสุดระทึก ที่มีคุณภาพคับไหกิมจิไม่แพ้ผลงานเรื่องที่แล้วของเขาเลยล่ะ


หน้าตาแต่ละคนโฉดๆ ทั้งนั้น
กูนัม (ฮาจองวู) หนุ่มขับแท็กซี่ใน Yanbian (เขตปกครองตนเองของชาวเกาหลีที่อยู่ระหว่างชายแดนจีน เกาหลีเหนือและรัสเซีย) กำลังตกอับได้ที่ เพราะเขามีหนี้สินรุงรัง เจ้าหนี้ทวงยิก แถมเมียที่ไปทำงานยังเกาหลีใต้ก็เงียบหายไปหลายเดือน แต่แล้วสวรรค์ก็โปรด (หรือเปล่า?) เมื่อเจ้าพ่อแถบนั้น (คิมยุนซุก) มายื่นข้อเสนอให้เขาดอดเข้าไปฆ่าคนๆ หนึ่งที่เกาหลีใต้เพื่อแลกกับค่าจ้างก้อนงามไว้ปลดหนี้ พระเอกเราคิดว่าดีเหมือนกันจะได้ถือโอกาสตามหาเมียด้วยซะเลย ก็เลยตกลงรับงาน แต่พอไปถึงอะไรๆ ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด จนเกิดเรื่องวุ่นวายนองเลือด ตามมาซะมากมาย


สองหน่อจับมือกันสลับบทบาทบ้าง
ผกก.นาฮองจิน ยังคงแท็คทีมมากับสองนักแสดงนำจากเรื่องที่แล้ว โดยคราวนี้ให้ทั้งคู่สลับฝ่ายเป็นตัวโกง/พระเอกบ้างล่ะ ถึงแม้ว่าหนังจะยาวกว่าสอง ชม.ครึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีความน่าเบื่อเลย หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดระทึก โหดถึงเลือดถึงเนื้อ เข้มข้น เฉือดเฉือน จริงจัง แถมยังมีฉากวินาศสันตะโรที่ดูทุ่มทุนสร้างอีกด้วย ในขณะที่ผู้แสดง คุณคิมยุนซุก ก็รับบทผู้ร้ายได้อย่างน่าจดจำ และถือเป็นผู้ร้ายที่เก๋า อึดและโหดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังเกาหลีเลยทีเดียว

ฉากแอ็คชั่นทุ่มทุนไม่ใช่เล่น
สำหรับเราแล้วรู้สึกชอบเรื่องนี้มากกว่า The Chaser ซะอีก (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้ดีกว่านะ) แฟนๆ ของ ผกก.รายนี้และคอหนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ไม่ผิดหวังกันแน่นอน หนังเกาหลีส่วนใหญ่ต่างจากหนังฝรั่งตรงที่เส้นคั่นกลางระหว่างคนดีคนชั่วมันบางมากๆ ถึงขั้นไม่มีเลย แต่สิ่งที่เป็นสัจธรรมเดียวกันในหนังแนวนี้ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ก็คือ "ผู้ใดที่ใช้ดาบเพื่อเอาชีวิตคนอื่นก็จะตายเพราะดาบเช่นเดียวกัน" ใครมีหูจงฟังเถิด...
  • + ผกก.นาฮองจิน จาก The Chaser มาพร้อมผลงานเรื่องที่สอง ที่ยังคงเปี่ยมคุณภาพ ดูลุ้นระทึก แฟนๆ หนังทริลเลอร์ไม่ผิดหวังแน่นอน
  • - หนังยาวไปบ้าง และโหดไม่บันยะบันยัง จึงไม่ใช่หนังที่จะเหมาะกับทุกคนเน้อ



*รีวิวหนังของผกก.นาฮองจิน เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

71: Into the Fire (2010): หน่วยรบนักเรียน

71: Into the Fire (2010) :
นี่คือหนังสงครามที่สร้างมาจากเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามเกาหลีกำลังร้อนระอุ (ปีค.ศ.1950) เมื่อเหล่านักศึกษาชายจำนวน 71 คนผู้แทบจะไร้ซึ่งประสบการณ์ในการรบต้องมาตรึงกำลัง ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อต่อต้านการรุกรานจากทหารฝ่ายเกาหลีเหนือจำนวนนับพัน โดยหวังว่าจะมีกองหนุนที่เป็นทหารตัวจริงเสียงจริงโผล่มาช่วยพวกเขาได้อย่างทันควันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


ฉากรบพุ่งดุเดือดใช้ได้เลยทีเดียว
ผกก.John H. Lee (A Moment to Remember [2004]) ควงแขนพ่อหนุ่ม ชเว ซึงฮยอน (หรือ T.O.P แห่งวงบอยแบนด์เกาหลีขวัญใจสาวๆ Big Bang) มาพร้อมหนังที่สร้างจากเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่เป็นเหมือนกับ 300, ศึกบางระจัน หรือ Alamo ของชาวเกาหลีใต้เอง โดยได้งานสร้างฉากรบพุ่งที่ทุ่มทุน ยิ่งใหญ่ ดุเดือดสมจริงในระดับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Taegukgi (2004) มาช่วยทำให้หนังออกมาเป็นที่น่าถูกอกถูกใจคอหนังสงครามยิ่งนักเชียว

พ่อหนุ่ม T.O.P เขาหน้ามอมซะตลอดเรื่องเชียว
ทว่าถึงหนังจะเต็มไปด้วยฉากรบพุ่งสุดมันส์และงานสร้างที่ดูดีมีทุนหนา ก็ยังพบว่าหนังยังไม่ค่อยลงตัวนักกับเวลาสองชั่วโมงที่มีอยู่ในด้านการสร้างความผูกพันของคนดูต่อชะตากรรมของทั้ง 71 คนนี้ นอกจากนั้นยังค่อนข้างจะพยายามเค้นอารมณ์ตามประสาหนังเกาหลีและจบแบบตามฟอร์มไปบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังโดยรวมก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดูเอาบู๊ก็สนุก ดูด้านประวัติศาสตร์ก็ได้ความรู้ หรือจะดูหนุ่ม T.O.P ก็ทำหน้าที่ได้ดีชนิดไม่ห่วงหล่อพะวงเก๊กแต่อย่างใด


ดูมาดของทั้งสองฝ่ายเสียก่อน
หนังสร้างอารมณ์เลือดรักชาติกิมจิขึ้นหน้าได้ดีมาก แม้แต่คนที่ไม่ใช่ชาวเกาหลีเองก็ยังรู้สึกอินไปด้วยได้ ซึ่งอีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมคือการที่หนังไม่ได้ยัดเยียดให้ฝ่ายเกาหลีเหนือเป็นพวกโหดเหี้ยม ม.ม้าหายแต่อย่างใด แต่ดูแล้วก็อดสะท้อนใจเสียมิได้ที่เห็นคนชาติเดียวกัน คนร่วมแผ่นดินเดียวกันต้องมาเข่นฆ่ากันเช่นนี้ ซึ่งแม้ตอนนี้ในบ้านเมืองเราจะเกิดความขัดแย้งแบ่งแยกเป็นหลายก๊วนหลายสี แต่ก็ยังดีอยู่ที่ยังไม่ถึงกับร้ายแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นกับชาวเกาหลีเขานะว่ามั้ย?


โหลๆ ที่นี่ที่ไหน?
  • + เป็นหนังสงครามเกาหลีที่สร้างจากเรื่องจริงอันน่าทึ่ง งานสร้างดีเด่น ฉากสงครามสุดแหล่ม คอหนังสงครามไม่ผิดหวังแน่
  • - จบแบบตามฟอร์มและเค้นอารมณ์ไปนิด อีกทั้งยังสร้างความผูกพันต่อคนดูได้ไม่ถึงระดับนัก




*รีวิวหนังแนวศึกบางระจันเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*


วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Bedevilled (2010): เกาะสะใภ้คลั่ง

Bedevilled (2010) :
แฮวอน สาวสวยแต่ไร้คู่วัย 30 ขวบ พนักงานธนาคารในกรุงโซล เจอเรื่องแย่ๆ ประดังเข้ามาในชีวิตเนื่องด้วยความใจแคบของเธอเอง (ซะงั้น) เจ้านายของเธอจึงแนะนำแกมบังคับให้ลาพักร้อนซะหนึ่งอาทิตย์ เธอก็เลยตัดสินใจหลบไปปลีกวิเวกยังเกาะเล็กๆ ไกลปืนเที่ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเคยไปเยี่ยมปู่ยาตายายของเธอสมัยยังเด็ก ถึงตอนนี้พวกท่านจะเสียไปหมดแล้ว แต่แฮวอน ก็ยังมีเพื่อนสมัยเด็กอย่าง บ๊อกนัม ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นมาตลอดคอยต้อนรับขับสู้เธอเป็นอย่างดี


หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเคียวไว้เกี่ยวข้าวนะจ้ะ
แต่พอไปถึงไม่นานแฮวอนก็เริ่มสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นกับบ๊อกนัม ไม่ว่าจะการที่เธอถูกสามีและบรรดาญาติๆ ที่มีแต่ป้าๆ ยายๆ ข่มเหงอย่างหนัก ซึ่งเธอก็กัดฟันสู้ทนต่อการถูกกระทำระยำตำบอนต่างๆ นาๆ มาตลอดเพราะเห็นแก่ลูกสาววัย 10 ขวบของตน จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง บ๊อคนัมก็สติแตกเที่ยวประเคนความโหดแก่ทุกคนบนเกาะไม่มีเว้นแม้กระทั่งเพื่อนอย่างแฮวอน ที่ก็ต้องพยายามเอาชีวิตรอดจากเกาะสะใภ้คลั่งแห่งนี้มาให้ได้เช่นกัน


เจ๊คนขวาเล่นได้จิตมากๆ
ถึงจะเป็นผลงานเรื่องแรกของ ผกก.ชอล ซูยอง แต่ด้วยความที่เขาเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ คิม คีดุก ผกก.จอมซาดิสม์ปนติสท์แตกที่คอหนัง (นอกเกาหลี) ชื่นชอบกันดี เขาก็ย่อมจะได้รับอิทธิพลมาใช้ในผลงานของตนไม่น้อย หนังจึงออกมาทั้งชีช้ำ หดหู่ รุนแรง โป๊ เอาการทีเดียว หนังเสนอความระยำตำบอนของผู้คนที่กระทำต่อบ๊อกนัมเพื่อพาไปสู่การลุกขึ้นเอาคืนแบบสุดโหดของเธอ แต่มันก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกสะใจในช่วงนี้สไตล์หนังฝรั่งแนวแก้แค้นแต่อย่างใด เพราะหนังเรื่องนี้ออกจะชวนสลดหดหู่ซะมากกว่า


ท่านคงไม่อยากมาเป็นสะใภ้บ้านนี้แน่ๆ
นักแสดงที่โดดเด่นที่สุดคงจะไม่พ้นคุณ ซอ ยองฮี ที่รับบทหนักเป็นสาวชาวเกาะใจซื่อที่แสนเก็บกดไม่เคยมีปากมีเสียง และเป็นผู้ถูกกระทำมาตลอดหลายปีจนถึงจุดที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป ซึ่งในช่วงที่เธอคลั่งก็ชวนให้ทั้งรู้สึกสงสารและกลัวเธอได้เวลาเดียวกันได้อย่างน่าชื่นชม ในขณะที่งานด้านอื่นๆ โดยเฉพาะเอฟเฟกต์ฉากเลือดสาดก็ถ่ายทอดออกมาเน้นๆ จะๆ ได้อย่างสมจริงเห็นแล้วน่าหวาดเสียวทีเดียว

สาวสองคนนี้คือตัวละครเด่นในเรื่อง
แม้ช่วงท้ายๆ จะออกแนวหนังยัยโรคจิตที่พิมพ์นิยมไปนิด แต่รวมๆ แล้วก็ถือว่าเป็นหนังแรงๆ ชวนอึ้งทึ่งเสียวที่ถึงคุณภาพ จนน่าจับตาดูผลงานของ ผกก.คนนี้ต่อไปยิ่งนัก สำหรับคนที่เริ่มจะเบื่อหนังเกาหลีแนวรักหวานเลี่ยนที่มีอยู่เกลื่อนกลาด ก็เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสด้านมืด ด้านเสื่อม ด้านโหด ของหนังเกาหลีจากหนังเรื่องนี้บ้างก็ไม่เลวนะ แล้วท่านจะรู้ว่า หนังเกาหลียังมีอะไรเด็ดๆ ให้คุณมากกว่าที่คิด เหอๆ
  • จุดเด่น: เป็นหนังเกาหลี แรงๆ โหดๆ แต่ถึงคุณภาพ ดูแล้วจะลืมไม่ลงเลยเชียว
  • จุดด้อย: หนังชวนหดหู่จิตตก มืดหม่น โหดแบบนี้ ไม่ใช่อะไรที่คอหนังเกาหลีส่วนใหญ่จะรับได้หรอกนะ




วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Harmonium in My Memory (1999): ใครหลงรักคุณครู ยกมือขึ้น

The Harmonium in My Memory (1999) :
นี่คือผลงานลำดับแรกๆ ของสองนักแสดงคุณภาพของเกาหลีอย่าง ลีบยองฮุน (A Bittersweet Life [2005]) และ จองโดยอน (The Housemaid [2010]) ที่นอกจากจะแสดงแววรุ่งของทั้งคู่ให้ประจักษ์แล้ว หนังยังออกมาน่าประทับใจเสียจนจะตราตรึงอยู่ในหัวใจของคอหนังไปอีกแสนนานเลยทีเดียว


ใครเคยกระเตงน้องไปเรียนด้วย ยกมือขึ้น
หนังพาย้อนไปเกาหลีใต้ยุค 60 เมื่อ ยุนฮองยอน (จองโดยอน) สาวบ้านนาวัย 17 ขวบ เกิดดันไปหลงรัก คังซูฮา (ลีบยองฮุน)คุณครูหนุ่มรูปหล่อ(?)มือใหม่หัดสอนจากกรุงโซลที่เพิ่งย้ายมาเป็นครูประจำชั้นของเธอเข้าอย่างจัง ว่าแล้วเธอก็พยายามส่งตาหวานให้คุณครูเรื่อยมา แต่ดูเหมือนว่าสำหรับคุณครูซูฮาแล้ว เขามองเธอเป็นเพียงลูกศิษย์คนหนึ่งเท่านั้น แถมดูเขาจะมีใจให้กับครูสาวแสนสวยที่เพิ่งย้ายมาสอนที่โรงเรียนในเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย อา... ดูเหมือนรักครั้งแรกของสาวน้อยฮองยอนจะมีอุปสรรคซะแล้วสิเนี่ย เธอจะสามารถพิชิตใจคุณครูประจำชั้นของเธอได้หรือไม่นั้น โปรดติดตาม


ใครเคยมองจันทร์เห็นเป็นหน้าคนที่แอบชอบ ยกมือขึ้น
ผกก.ลียังแจ เขียนบทและกำกับผลงานเรื่องแรกของเขานี้ได้เต็มไปด้วยความ เรียบง่าย อบอุ่น มีเสน่ห์และอารมณ์ขัน น่าประทับใจจริงหนอ แต่ถึงจะดูเรียบๆ แบบนี้ก็เถอะ บทจะจี๊ด จะประทับใจเนี่ยก็เอาอยู่เหมือนกันนะ ส่วนด้านนักแสดงรายที่โดดเด่นที่สุดคงจะไม่พ้นเจ๊ จองโดยอน ที่แอ๊บเด็กเป็นสาวน้อยอายุ 17 ขวบได้อย่างสมบทบาทเสียจริง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นตัวจริงเจ๊แกอายุก็ปาเข้าไปกว่า 26 ขวบแล้ว (ขนาดพระเอกเราตัวจริงยังอายุอ่อนกว่าเจ๊แกตั้ง 5 ปีแหน่ะ) ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็ทำออกมาได้บรรยากาศย้อนยุคดีจริงๆ และที่จะลืมไม่ได้เลยคือดนตรีประกอบที่เพราะพริ้งเพิ่มความประทับใจให้กับตัวหนังได้เป็นอย่างยิ่ง

ใครเคยอยู่ในภาวะรักสามเส้า ยกมือขึ้น
มองเผินๆ แล้วนี่อาจจะเป็นหนังรำลึกอดีตรักแสนหวานที่ชวนให้นึกไปถึงหนังจีนของสาว จางซิยี่ ซึ่งออกฉายในปีเดียวกันอย่าง The Road Home อยู่บ้าง แต่เรื่องราวก็แค่เหมือนกันแบบเผินๆ อีกทั้งยังไม่เร้าอารมณ์เท่าอีกด้วย ยังไงซะนี่ก็เป็นหนังดีที่น่าประทับใจไม่แพ้กันเลยล่ะ ถ้าหากว่าจีนมีหนังแนวนี้อย่าง 'The Road Home' บ้านเราก็มี 'สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก' แล้วล่ะก็ เกาหลีใต้ก็คงจะมีหนังเรื่องนี้นี่แหล่ะ ที่จะพาท่านหวนย้อนไปยังอดีตอย่างอิ่มเอมจิตใจได้อีกครั้งหนึ่ง ว่าแล้วก็ขอถามเป็นการส่งท้ายว่า "ใครเคยหลงรักคุณครูบ้าง? ยกมือขึ้นเร๊วว" ฮิ๊วว


ใครเคยส่งสายตาให้คุณครูอย่างมีความหมาย ยกมือขึ้น
  • จุดเด่น: เป็นหนังแนวอดีตรักแสนหวานที่ทำออกมาได้ชวนประทับใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ การแสดงก็เด่น แจ่มไปเลยจ้า
  • จุดด้อย: ถึงจะเป็นหนังที่ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือมีอะไรแปลกใหม่กว่าหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ แต่ประการใด




วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Man from Nowhere (2010): พี่วอนบิน มาช่วยหนูที


The Man from Nowhere (2010) :
หลังจากที่ต้องไปเป็นทหารรับใช้ชาติ(เกาหลีใต้)ซะหลายปี ในที่สุดพ่อหนุ่มวอนบิน(ที่ไม่บินว่อน) ก็หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้ง โดยประเดิมหนังเรื่องแรกในรอบห้าปีด้วยผลงานคุณภาพอย่าง Mother ไปเมื่อปีที่แล้ว และนี่คือผลงานล่าสุดของเขา ที่ก็ฮิตระเบิดเถิดเทิงในเกาหลีจนสามารถครองตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดประจำปีนี้(42 ล้านวอน) แถมยังกวาดรางวี่รางวัลบนเวทีต่างๆ ไปนอนกอดอีกเพียบเรียบร้อยหอยเสียบโรงเรียนวอนบิน เลยจ้า


ไม่ต้องกลัวนะหนู พี่วอนบิน มาแว้ว
ในเรื่องนี้พี่เขารับบท ชาแทซิก(ถ้าสะกดผิดก็ขออภัยเน้อ) หนุ่มเจ้าของโรงจำนำเล็กๆ แสนซอมซ่อ ที่ขอใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร จะยกเว้นก็แต่เพียงเด็กน้อยข้างๆ บ้านอย่าง โซมี (หนูน้อยคิมแซรอน จาก A Brand New Life [2009]) ที่ค่อนข้างจะสนิทสนมกันกับเขามากกว่าใครบนผืนปฐพีเกาหลีแล้ว ซึ่งต่อมางานก็เข้าเมื่อคุณแม่ขี้ยาของหนูน้อยดันไปแฮ้บผงขาวของแก๊งมาเฟียจอมโฉดมา ส่งผลให้สองแม่ลูกโดนอุ้มซวยกันไปตามระเบียบ ร้อนถึงพระเอกเราต้องสำแดงความเก่งเทพที่เก็บงำไว้เสียนานออกมา เพื่อตามหาและช่วยหนูน้อยเสื้อแดงของเรากลับมาให้จงได้ ชนิดที่ว่างานนี้คงได้บู๊แหลกกิมจิกระจายกันเลยทีเดียวล่ะพี่น้องเอ๋ย

ว่าแล้วก็ต้องมีฉากโชว์หุ่นล่ำๆ เอาใจสาวแท้สาวเทียมซะหน่อย
ไม่แปลกใจเลยที่หนังของ ผกก.จองบอมลี เรื่องนี้จะฮิตเถิดเทิงซะ ซึ่งก็คงเป็นเพราะหนังเหมือนจะได้รับอิทธิพลมาจาก Man on Fire, Taken, หรือแม้แต่หนัง Jason Bourne อยู่ไม่ใช่น้อย ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าเลียนแบบทั้งดุ้น แต่เป็นการประยุกต์ให้ออกมาเป็นแนวทางของตนเองซะมากกว่า ซึ่งก็ทำได้ดีทีเดียว หนังทั้งดูสนุก คิวบู๊ก็เด็ดขาด ถึงเลือดถึงเนื้อ มันส์ไม่ใช่เล่น(แถมยังประทับใจได้อยู่) เอาแค่ซีนหนึ่งที่พระเอกโดดหน้าต่างจากตึกลงไปที่ถนนโดยมีกล้องโดดตามจ่อก้นไปแบบติดๆ ก็แจ่มเกินอภัยแล้วครับพี่น้อง


รูปซ้ายคือนักแสดงไทยที่รับบทเป็นคู่ปรับของพระเอก
ที่สำคัญอีกอย่างคือนักแสดงนำทั้งสองคนของเรา ซึ่งก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนดูได้เป็นอย่างดี คุณพี่วอนบินเราก็มาพร้อมกับหุ่นฟิตเปรี๊ยะถูกใจสาวแท้สาวเทียม และเล่นคิวบู๊ชวนเจ็บตัวด้วยตนเองได้อย่างทะมัดทะแมงปนเท่แบบสุดๆ แม้บทของเขาจะต้องคอยเก๊กทำหน้านิ่งไม่หือไม่อือสักเท่าไหร่อยู่ตลอด แต่พี่เขาก็สามารถสื่ออารมณ์ออกมาทางสายตาได้ไม่เลวเลยทีเดียว ในขณะที่หนูน้อยคิมแซรอนเราก็ดูน่ารักน่าสงสารได้ใจคนดู ถึงบทบาทออกจะน้อยไปบ้าง แต่ยังไงเสียก็ยังถือว่าการมีนักแสดงนำที่ได้ใจคนดูแบบนี้ก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วล่ะเนอะ


จะผมยาวหรือผมสั้นก็ยังเท่ได้อยู่
ที่เด็ดอีกอย่างคือหนังได้นักแสดงชาวไทยเราอย่างคุณ ธนายง ว่องตระกูล ไปรับบทตัวร้ายที่มีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับพระเอกเรา ซึ่งนอกจากพี่เขาจะเท่ดูดีเกินหน้าชายเกาหลีส่วนใหญ่ในเรื่องแล้ว ยังเล่นได้ดีทั้งคิวบู๊และฉากที่ต้องสื่ออารมณ์ทางหน้าตาอีกด้วย แจ่มไปเลยจ้า ทว่าแม้อะไรๆ ในหนังจะดูดีไปเกือบหมด แต่ว่าเราเคยเห็นหนังที่มีสูตรสำเร็จสไตล์นี้มาเยอะแล้ว(ซึ่งหนังเองก็ไม่รีรอที่จะเดินตามสูตรสำเร็จนั้นด้วย) มันเลยไม่ได้ทำให้ตื่นเต้นฮือฮาหรืออินไปกับหนังด้วยสักเท่าไหร่ ยังไงเสียก็ถือว่านี่เป็นหนังที่ดี ดูเพลิน ดูมันส์ ซึ้งได้อีก และเราก็ดีใจด้วยกับพี่วอนบิน ที่ในที่สุดก็กลับมาดังเถิดเทิงได้อีกครั้งหนึ่ง เก่งมากจ้า พ่อคุ๊ณณ

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นสไตล์ Man on Fire, Taken ของเกาหลีที่ทำออกมาได้ดูสนุก ฉากบู๊มันส์ พี่วอนบินและพี่ธนายง เท่มาก ขอบอก
  • ไม่น่าดูเพราะ: มาตามสูตรสำเร็จเป๊ะๆ ไม่มีอะไรเกินคาดหมาย และเน้นคิวบู๊แรงๆ ชนิดที่อาจทำให้คอหนังเกาหลีหวานแหววบางท่านมองข้ามไปได้






*ช่วงเพลงในหนัง*

Mad Soul Child
สำหรับเพลงในช่วงเอนด์เครดิตของหนังนั้นเพราะมากๆ ฟังเผินๆ แล้วนึกว่าศิลปินฝรั่งร้อง แต่พอไปสืบมาก็พบว่าที่แท้เป็นผลงานของวงอิเลคโทรนิคป็อปทรีโอ้จากเกาหลี Mad Soul Child ต่างหาก พวกเขาฟอร์มวงกันมาตั้งแต่ปี 2001 แต่เพิ่งจะมีอัลบั้มแรกที่ชื่อ "La La La" ออกมาเมื่อปีที่แล้วนี้เอง โดยมีเพลงฮิตคือ "V.I.P. Girl" ซึ่งคอเพลงเกาหลีคงจะรู้จักกันดี ว่าแล้วเราก็เลยขอนำเพลงโคตรเพราะที่ชื่อว่า "Dear" จากในหนังมาฝากกันเสียเลย ฟังแล้วจะติดใจนะขอบอก อิอิ




MP3: Mad Soul Child - Dear