วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Snowpiercer (2013): ขบวนนี้พี่ขอยึด



Snowpiercer (2013): ขบวนนี้พี่ขอยึด

     เคยแสดงฝีมือให้คอหนังได้ประจักษ์มาแล้วเมื่อครั้ง The Host (2006) ในที่สุด ผกก.บองจุนโฮ ก็ขอโกอินเตอร์กับผลงานหนังไซไฟยุคสิ้นโลกเรื่องนี้ที่ขนดาราดังมาเพียบเชียว (อันที่จริงนี่คือหนังเกาหลีที่ใช้นักแสดงอินเตอร์มาเล่นมากกว่า)

    หนังดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่อง Le Transperceneige อันเกี่ยวกับการเอาตัวรอดของคนกลุ่มหนึ่งบนขบวนรถไฟอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติในยุคหลังวันสิ้นโลก

     ต้องขอบอกว่าหนังไม่กะทำให้ดูเอามันส์กันอย่างเดียวเหมือนหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป แต่แทรกสาระเรื่องราวเกี่ยวกับ 'การจัดช่วงชั้นทางสังคม' ที่เปรียบขบวนรถไฟแต่ละโบกี้เป็นช่วงชั้นทางสังคม เริ่มตั้งแต่ท้ายขบวนซึ่งเป็นของชนชั้นล่างเรื่อยไปจนถึงหัวขบวนที่เป็นของชนชั้นผู้นำ (อืม เข้าใจคิดนะเนี่ย)

     ดังนั้นด้านสาระเนี่ยหนังมีให้คอหนังได้เก็บไปขบคิดแน่นอน ในขณะที่ฉากแอ็คชั่นก็มีมาให้ไม่น้อย (อารมณ์ขันแบบหึๆ ก็มีแอบหยอดมาตลอด) แต่ดูเหมือนเส้นกราฟอารมณ์ของหนังจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ทั้งเรื่อง คือจะบู๊ก็บิ้วท์กันไปถึงระดับหนึ่งแล้วก็มีช่วงดร็อปอารมณ์ลงมา สักพักก็บู๊กันอีก หนังเลยดูไม่ค่อยสุด ในขณะที่บางอย่างก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลให้คนดูช่างจับผิดได้เอ๊ะได้อ๊ะอยู่เรื่อย


ถ้าจะถามว่าหนังดีมั้ยก็ตอบได้เลยว่าดีมีสาระด้วย ผกก.แกทำหน้าที่ได้ดีไม่เสียฟอร์ม แต่ถ้าจะดูเอาสนุกเอามันส์อย่างเดียวก็อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่ค่อยดีนัก ให้ไป 7/10 ครับ

     ปล.เฮีย ซองกังโฮ กับหนู โคอาซอง จาก The Host ยังตามมาเล่นบทเป็นสองพ่อลูกในหนังเรื่องนี้ได้อีก อิอิ




วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

My Sweet Orange Tree (2013): จินตนาการบรรเจิดของเจ้าหนูจอมซน



My Sweet Orange Tree/Meu Pé de Laranja Lima (2013): จินตนาการบรรเจิดของเจ้าหนูจอมซน

     หนังดราม่าที่สร้างจากหนังสือนวนิยายชื่อเดียวกันของ Jose Mauro de Vasconcelos (ชื่อฉบับแปลไทย "ต้นส้มแสนรัก") ที่นับเป็นนวนิยายประจำชาติของชาวบราซิลเลยทีเดียว เพราะถูกเลือกไปบรรจุในหลักสูตรของโรงเรียนประถม ตัวหนังสือเองก็ขายไปแล้วกว่า 271,000 เล่มนับตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1968 ทั้งยังถูกนำไปสร้างเป็นละครทีวี หนังโรงมาแล้วสองครั้ง

     ส่วนเวอร์ชั่นล่าสุดโดย ผกก.Marcos Bernstein นี้ก็เล่าเรื่องของ Zeze หนูน้อยจอมซนยิ่งกว่าลิงที่มีชีวิตความเป็นอยู่ยากจน แม่ก็ทำงานจนไม่มีเวลาเอาใจใส่ ส่วนพ่อที่ตกงานก็เมาไปวันๆ แถมยังชอบกระทืบ Zeze เป็นงานอดิเรกซะอีก

     ถึงแม้จะมีความเป็นอยู่บัดซบเช่นนี้แต่ Zeze ยังมีความสุขตามประสาเด็กๆ ได้อยู่ ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดเจ้าจินตนาการ จึงได้ใช้จินตนาการอันบรรเจิดของตนนี่แหล่ะ หลีกลี้หนีความจริงอันแสนบัดซบไปได้

     ไอ้เราไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อนเลยไม่อาจเปรียบเทียบทั้งสองเวอร์ชั่นได้ว่าต่างกันยังไง แต่ถ้ามองเฉพาะตัวหนังแล้วนี่คือหนังดราม่าสะท้อนปัญหาครอบครัว สังคมของชาวบราซิล หรือเป็นหนังก้าวพ้นวัยที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แถมบางอารมณ์ของหนังชวนให้นึกถึง Cinema Paradiso (1988) เสียด้วยสิ

     หนังบอกว่านอกจากการศึกษาแล้ว สิ่งที่สำคัญในการบ่มเพาะเยาวชนให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมก็คือครอบครัวที่น่าจะสำคัญมากกว่าการศึกษาเสียอีกนะ 




หนังดีให้แง่คิดแบบนี้ให้ไปโลด 7/10 ครั่บ




วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

The Wolverine (2013): เรื่องแน่นอกของนายฟ้อนเล็บ




The Wolverine (2013): เรื่องแน่นอกของนายฟ้อนเล็บ

     ท่าน Hugh Jackman กลับมาสวมบทบาทฮีโร่พันธุ์นอกคอก Wolverine เป็นครั้งที่หก (และฉายเดี่ยวเป็นครั้งที่สอง) คราวนี้พี่แกขอพาไปทัวร์ญี่ปุ่นซะด้วยนะ นับเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ไม่เลวเลยทีเดียวเชียว

     หนังดำเนินเรื่องราวต่อจาก X-Men: The Last Stand (2006) ซึ่งนับเป็นความฉลาดของผู้สร้างเพราะนอกจะสามารถวางตัวในจักรวาลของหนังชุด X-Men ได้แบบต่อเนื่องเนียนๆ แล้วยังเปิดโอกาสให้ใส่ความเป็นดราม่ารำพึงรำพันลงไปได้อีกด้วยแน่ะ

     James Mangold ผกก.จอมจับฉ่ายที่ทำหนังไปซะทุกแนว (แต่ก็ทำได้ดีซะทุกเรื่องอีกต่างหาก) ทำหน้าที่ได้ดีตามคาด แม้ว่าฉากโชว์ของจะน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่กลับดูดีถึงคุณภาพกว่าชนิดเห็นๆ (ภาคที่แล้ว'เยอะ'ไปนิดเนอะ) แถมยังแนบความเป็นดราม่าลงไปไม่ให้หนังเบาหวิวไร้อารมณ์ความรู้สึก แม้ว่าหลายครั้งจะดราม่าเพ้อๆ ซะจนทำเอาจังหวะหนังนิ่งไปบ้างก็ตามที (ถ้ามองในแง่หนังฮีโร่นะ)

     ไม่รู้สินะ ไอ้เราก็ไม่ใช่แฟนของเหล่า X-Men เสียด้วยสิ การกลับมาของ Wolverine ในครั้งนี้เลยไม่ค่อยชวนให้ตื่นเต้นตื้นตันน้ำตาจะไหลสักเท่าไร ถ้าจะถามว่าหนังดีมั้ย? ก็ต้องตอบว่าดี สนุกมั้ย? ก็สนุกอยู่ แต่ชอบมั้ย? ก็ขอบอกว่า เฉยๆ ล่ะน่ะ



6/10 ครับ





*รีวิวภาคแรกภายในบล็อก*

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Only God Forgives (2013): กระตุกโหดคุณตำหนวด



Only God Forgives (2013): กระตุกโหดคุณตำหนวด

     หลังจากกอดคอกันรุ่งจาก Drive (2011) หนุ่ม Ryan Gosling กับ ผกก.Nicolas Winding Refn จึงขอกลับมาแท็กทีมกันอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มาทำเท่กันถึงไทยแลนด์แดนสไมล์ของเราเลยทีเดียว

     เอาแค่ไตเติ้ลเรื่องก็เล่นขึ้นฟ้อนท์ไทยหราเป็นที่ภาคภูมิใจ (?) ของคอหนังชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่หนังโดยรวมนั้นค่อนข้างจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนดูหนังส่วนใหญ่เท่าใดนัก เพราะมีความอาร์ตความแนว ความนิ่ง มีนั่นโน่นนี่ มาให้นักดูหนังคิดเยอะได้ตีความ ส่วนคอหนังบ้านๆ (อย่างเรา) อาจจะไม่ค่อยหือไม่ค่อยอือเท่าใดนัก ดังนั้นต้องมีเสียงแตกว่าชอบหรือไม่ชอบหนังกันแน่นอน

     ที่น่าสนใจคือดูเหมือน ผกก.แกจะสั่งให้บรรดานักแสดงทุกคนตีหน้าตาย วางตัวนิ่งๆ ทำตัวเงียบๆ ห้ามว่อกแว่กในทุกสถานการณ์ ชนิดที่ว่าบางอารมณ์ดูเผินๆ นึกว่ากำลังดูภาพนิ่งอยู่ก็มิปาน แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ที่สุด (สำหรับเรา) คงไม่พ้นเฮียสายเชีย วงศ์วิโรจน์ ที่หนังต่างชาติถ่ายในไทยเรื่องไหนเรื่องนั้นต้องมีแกโผล่มาแจมได้เกือบทุกเรื่องเชียว

     ไอ้เรามันก็ไม่ใช่พวกดูหนังแบบเจาะลึกตีความเลยไม่ค่อยอินกับหนังเท่าไหร่ แต่คิดว่าอย่างน้อยหนังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการประกาศก้องแก่ชาวโลกว่า "อย่ามาแหยมกับตำหนวดไทยนะเฟ้ย" แหล่ะนะ ;P





สำหรับคอหนังบ้านๆ ไม่ชอบคิดเยอะ ให้ 5/10 ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว (นักดูหนังบางคนอาจชอบมากก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเน้อ)








*รีวิวหนังของ ผกก.Nicolas Winding Refn เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*
 

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Red 2 (2013): หง่อมอีกทีต้องมีเธอ




Red 2 (2013): หง่อมอีกทีต้องมีเธอ

     ใครจะไปคิดว่าป๋าเหม่ง Bruce Willis ในหนังบู๊รวมพลคนพันธุ์หง่อมที่ออกฉายเมื่อปี 2010 นั้นจะฮิตเกินคาด ว่าแล้วก็ต้องมีภาคต่อออกมาดูดเงินจากมิตรรักแฟนหนังกันอีกจนได้ ซึ่งคราวนี้หนังก็ขยายสเกลใหญ่โตในแบบสหประชาชาติมากขึ้น แต่ก็ไม่ละทิ้งแนวคิดหลักประจำเรื่องที่ว่า "อย่าได้คิดมองข้ามหรือดูถูกคนแก่ๆ เชียวนะเฟ้ย" เพราะพวกท่านมีทั้งความเก๋า ประสบการณ์ รอยยับย่นบนใบหน้า และฟันปลอมที่เพียบพร้อมกว่าคนรุ่นใหม่เยอะ จนนับเป็นหนังที่สมควรมีไว้เปิดดูในวันผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง

     ภาคนี้เปลี่ยนตัว ผกก.เป็นคุณ Dean Parisot ที่ชอบทำหนังตลกแบบผู้ใหญ่ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หนังจึงออกมาดูได้สบายๆ เพลินๆ เดินตามสูตรสำเร็จจากภาคแรกเป๊ะๆ คือขายเสน่ห์ของบรรดานักแสดงรุ่นเก๋า สลับกับการแทรกฉากบู๊เว่อร์ๆ เท่ๆ พอเป็นกระษัย ซึ่งเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วมั้งที่จะมอบความบันเทิงให้แก่ท่านผู้ชมทั้งหลายได้

     หนังมีบางช่วงที่ดูเรื่อยๆ คุยๆ ลากยาวไปบ้างตามประสาคนแก่ที่ชอบคุยเฟื่องเรื่องความหลังครั้งยังเอ๊าะกัน ถ้าจะดูให้สนุกขึ้นไปอีกนิดก็แนะนำให้ดูฉบับพากย์ไทยโดยพันธมิตร ที่ปล่อยมุกเรียกเสียงฮาได้ตลอด ชอบจริงๆ






ดูเพลินๆ เรื่อยๆ พอๆ กับภาคแรก แต่ในแบบที่อินเตอร์กว่า ให้ไป 6/10 ครับ







*รีวิวหนัง Red ภาคแรกภายในบล็อก*

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Trance (2013): ปล้นปั่นจิต


Trance (2013): ปล้นปั่นจิต

     นับตั้งแต่ 127 Hours (2010) ผกก.ขวัญใจผู้ใหญ่แนว Danny Boyle หายไปรับจ็อบซะนาน กว่าจะกลับมาอีกครั้งกับหนังทริลเลอร์/อาชญากรรมชวนงงตึ๊บเรื่องนี้

     แม้หนังจะเริ่มต้นด้วยแนวปล้นเหนือเมฆ แต่พอฉายๆ ไป อันที่จริงแล้วหนังมันเน้นไปที่เรื่องราวของการสะกดจิต การเล่นกับจิตของตัวละคร และสมการความรักที่ไม่ลงตัวมากกว่านะ

     ดังนั้นหลายช่วงหลายตอนของหนังเลยอาจดูเบื่อๆ งงๆ อยู่บ้าง แต่ยังดีที่ลายเซ็นของตัว ผกก.แกยังอยู่ครบ ทั้งการตัดต่อที่ฉับไวชวนลุ้น มุมกล้องที่เก๋ไก๋และงดงาม เพลงประกอบเท่ๆ และตบตูดด้วยการหักมุมสองสามตลบให้ได้หงายเงิบกันพอท้วมๆ

     หากกะจะดูหนังปล้นคงจะต้องผิดหวัง แต่หากอยากดูอะไรเท่ๆ เก๋ๆ ตามสไตล์แกละก็ได้เลย แม้ว่าอาจจะถือว่านี่เป็นหนังที่ดูยากหากเทียบกับงานยุคหลังๆ ของแกก็ตามที แต่ก็ไม่ถึงกับต้องยืมบันไดชาวบ้านมาปีนดูหรอกนะ สำหรับคนหัวช้าบางคน (อย่างเรา) คงต้องกลับมาดูอีกสักรอบสองรอบแล้วจะเก็ตอะไรได้มากกว่านี้





ไม่โดดเด่นโดนใจเท่ากับสองสามเรื่องที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าโดดเด้งมากพอสำหรับการรับชมล่ะนะ ให้ไปเลย 7/10 จ้า





*รีวิวหนังของ ผกก.Danny Boyle เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*
 

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pacific Rim (2013): ศึกยักษ์ตะบันยักษ์




Pacific Rim (2013): ศึกยักษ์ตะบันยักษ์

     หลังจากอกหักจากการกำกับ The Hobbit ผกก.Guillermo del Toro ก็หาได้แคร์และสะบัดบ๊อบเดินหน้าทำโปรเจกต์อื่นต่อทันที จนได้หนังหุ่นยักษ์ท้าตบสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ออกมาในที่สุด

     อย่างที่ทราบกันว่าเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังการ์ตูนแนว Mecha แบบที่ ผกก.del Toro เคยหลงใหลได้ปลื้มสมัยเด็กๆ มาแบบเต็มๆ แต่เขาก็พยายามใส่ความสมจริงเข้าไป หรือที่เรียกว่าโม้แบบน่าเชื่อถือตามสไตล์หนังฝรั่งฟอร์มใหญ่ ในแบบที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี โอตาคุกรี๊ดแตกด้วยความฟินเพราะฝันเปียกกลายเป็นความจริงในที่สุด

     แต่ถึงจะเป็นหนังหุ่นยักษ์ท้าตบสัตว์ประหลาดยักษ์ ที่เต็มไปด้วยฉากเอฟเฟกต์ตูมตาม แต่ก็ไม่ได้เอาแต่เสนอฉากบ้านเมืองระเบิดระเบ้อ ขายซีจีไปวันๆ เช่นหนังซัมเมอร์ทั่วไปหรอกนะ เพราะ ผกก.แกไม่ลืมหยอดฉากดราม่าซาบซึ้งกินใจ จนนี่กลายเป็นหนังขายซีจีที่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้แบนราบทางความรู้สึกแต่อย่างใดเลย

     จะว่ากันจริงๆ แล้ว หนังไม่มีอะไรใหม่มาฝากหรอก เพราะอย่างที่บอกว่านี่เป็นการสานฝันเอาการ์ตูนแนว Macha กับแนว Godzilla มาทำเป็นหนังคนแสดงขึ้นจอเงิน และผู้สร้างก็มีเจตนารมย์ที่แน่วแน่มากพอจะพยายามทำหนังให้ดูง่าย ไม่ซีเรียสหรือแบนราบจนเกินไป (ผกก.แกพยายามหลีกเลี่ยงฉากชาวบ้านตายหมู่จากการโจมตีเช่นหนังซัมเมอร์อื่นๆ อีกด้วย) เก่งมากครับเฮีย del Toro




นี่จึงเป็นหนังซัมเมอร์ที่ดูได้ดูดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สนุกสนาน ไม่ไร้ความรู้สึก โอตาคุทั้งหลายเตรียมฟินได้เลย ให้ไป 7/10 เน้อ


ปล.เราคงจะได้ดูภาคต่อกันแน่ ผกก.แกออกมาคอนเฟิร์มแล้วจ้า