วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

Possession (2009): สวมวิญญาณรัก

Possession (2009) :
หนังมะกันอีกเรื่องที่เอาหนังเกาหลีมารีเมค โดยคราวนี้จับเอาหนังดราม่าพล็อตสร้างสรรค์ของพระเอก ลีบยองฮุน (G.I. Joe: The Rise of Cobra [2009]) เรื่อง Addicted (2002) มายำใหม่สไตล์มะกัน โดยได้นางเอก Sarah Michelle Gellar (The Grudge [2004]) และ Lee Pace (The Fall [2006]) มารับบทนำ ส่วน ผกก.Joel Bergvall กับ Simon Sandquist นั้นก็อิมพอร์ทกันมาเป็นแพ็คคู่จากสวีเดนเชียวนะ

เจ๊ Michelle Gellar กับหนังในช่วงขาลงของอาชีพ
พล็อตเรื่องก็ประมาณว่า Jessica (เจ๊ Michelle Gellar) มีสามีแสนดีนาม Ryan (Michael Landes) ที่ขยันโรแมนติคใส่ภรรยาได้ตลอดชนิดที่ว่าสาวใดได้สามีแบบนี้คงหลงหัวปักหัวปำแย่เลย (เช่นนางเอก) เสียแต่ว่า Roman (Lee Pace) น้องสามีที่เป็นพวกจิ๊กโก๋ขี้คุกนิสัยหยาบต้องมาอาศัยอยู่ด้วยระยะหนึ่ง ชอบทำให้เสียอารมณ์โรแมนติคอยู่เรื่อย(กขค.) และแล้ววันหนึ่งสองพี่น้องก็ประสบอุบัติเหตุรถชนกันจนต้องนอนโคม่าทั้งคู่ หลังจากหนึ่งปีผ่านไป Roman ก็ฟื้นขึ้นมาจากโคม่าในขณะที่พี่ชายยังพะงาบๆ ต่อไป แต่คราวนี้เขาเปลี่ยนไป เพราะเคลมว่าตนนี่แหล่ะคือ Ryan ซึ่งตอนแรกนางเอกเราก็โกรธอย่างแรงแต่พอเห็นท่าที อาการ นิสัย หลายๆ อย่างของ Roman ที่เปลี่ยนไปเหมือน Ryan ตัวจริงซะจนน่าประหลาดใจ แถมเขายังรู้เรื่องลับเฉพาะคนรู้ใจของเธอกับสามีอย่างดีด้วย เธอจึงเริ่มคิดหนักว่า เอ..หรือนี่จะเป็นสามีเราจริงๆ ที่วิญญาณมาครองร่างของน้องชายกันหนอ? (น่ากินทั้งพี่ทั้งน้องล่ะสิเจ๊ เหอๆ)

พี่น้องคู่นี้เร้าใจสาวๆ ไปคนละแบบ
จากเวอร์ชั่นเดิมที่มาในรูปของหนังรักที่เอาเรื่องราวลึกลับชวนพิศวงมาผสมผสานได้อย่างน่าสนใจ เวอร์ชั่นมะกันนี้กลับมาในบรรยากาศทริลเลอร์กันเต็มที่ ทั้งดนตรีที่เน้นสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ มุกชวนสะดุ้ง(แต่ไม่ค่อยจะน่าสะดุ้งน่ะสิ) แถมยังเปลี่ยนตอนจบให้เป็นสไตล์ฮอลลีวู้ดจ๋าซะอีก แต่ ผกก.แพ็คคู่เราก็ยังมีวิชั่นที่น่าสนใจมานำเสนอได้อยู่ ในขณะที่นักแสดงนำก็ทำหน้าที่กันได้ดีตามมาตรฐานฮอลลีวู้ด รวมๆ แล้วก็เป็นหนังที่รีเมคมาแบบพอใช้ได้ไม่ได้ย่ำแย่ และก็ไม่ได้ดีเท่าต้นฉบับ ซึ่งการที่เน้นทริลเลอร์ซะขนาดนี้เลยทำให้หนังกลายเป็นหนังทริลเลอร์ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

*ปล.ที่จริงหนังมีโปรแกรมจะฉายโรงตั้งแต่ต้นปี 2008 แต่เจอปัญหาสารพัดเลยโดนเลื่อนฉายมาตลอด จนนี่เพิ่งจะได้ปล่อยลงแผ่นเลยในเดือนนี้เองจ้า*


จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออยู่ๆ น้องสามีก็มาเรียกเราว่า "เมียจ๋า"
  • น่าดูเพราะ: ใครอยากเห็นเวอร์ชั่นมะกันของ Addicted ที่มีพ่อหนุ่ม Lee Pace มาโชว์หุ่นล่ำๆ น่ากินล่ะก็ไม่ควรพลาดนะจ้ะ
  • ไม่น่าดูเพราะ: ดัดแปลงให้เป็นสไตล์มะกัน จนกลายเป็นหนังทริลเลอร์ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย





*ช่วงย้อนรอยหนังต้นฉบับ*
นี่คือเวอร์ชั่นต้นฉบับในปี 2002
Addicted (2002):
หนังเรื่องนี้เข้ามาในบ้านเราในช่วงที่กระแสเกาหลีกำลังมา นับเป็นหนังรักที่มีไอเดียแจ่มซึ่งเป็นจุดแข็งของหนังเกาหลี ถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้รับความนิยมหรือถูกพูดถึงในบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้พ่อหนุ่ม ลีบยองฮุน เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าเขาเป็นดาราคุณภาพที่รับเล่นหนังแต่ละเรื่องได้อย่างน่าสนใจ จนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่จับตามองจากฮอลลีวู้ด และได้โกอินเตอร์ในทุกวันนี้นั่นเอง

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Secret in Their Eyes (2009): ความทรงจำรักไม่มีวันลืม


The Secret in Their Eyes (2009) :
นี่คือหนังอาร์เจนติน่าที่ติดโผหนึ่งในห้าเรื่องที่ได้เข้าชิงออสก้าร์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมปีนี้ ซึ่งตัวหนังนั้นก็ครองตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดของปีในอาร์เจนติน่าซะด้วย โดยรั้งอันดับหนึ่งอยู่นานกว่าสามเดือนก่อนจะโดนสารคดีคอนเสิร์ต Michael Jackson's This Is It ของป้าแจ็คโก้สอยร่วงไปในที่สุด ได้ทั้งเงินทั้งกล่องแบบนี้ก็ไม่เสียแรงที่ ผกก. Juan José Campanella เขาอุตส่าห์ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการกำกับหนังทีวีในอเมริกาอยู่นานนับสิบปี(อันที่จริงก็ไปๆ มาๆ กับบ้านเกิดแหล่ะนะ อิอิ)


คู่พระนางของเรื่อง
หนังพาย้อนไปในปี 1974 เมื่อ Benjamín Espósito (Ricardo Darín) เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้าไปสืบสวนคดีฆ่าข่มขืนสุดทารุณคดีหนึ่ง และในขณะเดียวกัน Irene Menéndez-Hastings (Soledad Villamil) นักกฎหมายสาวไฟแรงก็เพิ่งจะเข้ามารับช่วงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของเขาพอดี แล้วดูเหมือนทั้งคู่ก็น่าจะมีใจต่อกันอยู่ แต่เขาก็พยายามหยุดเรื่องนี้ไว้แค่ในฐานะเจ้านาย-ลูกน้องอยู่เสมอ ด้วยสำนึกว่าตนคงเหมือนน้องหมาวัดที่กำลังเห่าเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันซะมากกว่า เพราะทั้งคู่ต่างกันทั้งด้าน วัย ฐานะ การศึกษา ส่วนตัวคนร้ายนั้นเล่าก็ยังคงเดินลอยนวลอยู่ได้โดยที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้ หนำซ้ำยังเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันกว่า 25 ปีเลยทีเดียว


ขึ้นลิฟต์อยู่ดีๆ ก็มีคนชักปืนขึ้นมาโชว์แบบนี้เป็นใครก็ต้องหนาวล่ะ
ในปี 1999 แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ Benjamín ก็ไม่เคยลืม Irene และคดีๆ นั้นได้เลย เขาได้กลับมาพบเธออีกครั้งพร้อมได้นำเอาต้นฉบับนิยายที่เขาได้เขียนขึ้นโดยอิงเนื้อเรื่องจากคดีฆ่าข่มขืนนั้นมาให้เธออ่าน ซึ่งการกลับมาพบกันครั้งนี้อาจเป็นเหตุให้ถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ รวมทั้งยังทำให้เขาตัดสินใจสะสางเรื่องคดีที่ยังค้างคาใจมานานกว่า 25 ปีอีกด้วย ส่วนเรื่องราวจะลงเอยยังไงก็โปรดติดตามกันตามอัธยาศัยเลยจ้า


พระเอกเราช่างจัดพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะทำงานได้คุ้มจริงๆ
หนังดราม่าสืบสวนเรื่องนี้ทำออกมาได้ละเมียดดีจัง เพราะจริงๆ แล้วนี่เป็นหนังรักต่างหาก แต่ก็เป็นรักแบบผู้ใหญ่ๆ ที่ไม่ได้หวือหวา ซู่ซ่านะ ส่วนใหญ่พระนางของเราก็ได้แต่สื่อความรู้สึกต่อกันทางสายตา(ตามชื่อเรื่อง) แต่บทจะจี๊ดก็ยังจี๊ดได้เรื่องอยู่ ทางด้านเรื่องการสืบสวนก็ไปแบบเรื่อยๆ ไม่ตื่นเต้นตูมตาม แต่ก็ไม่หย่อนความน่าติดตามเช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอ คุณ ผกก.ยังขอโชว์ความเทพ โดยการถ่ายทำฉากไล่ล่าในสนามฟุตบอลแบบลองเทคยาว 6 นาที โดยทราบมาว่ากว่าจะออกมาอย่างที่เห็น ผู้สร้างต้องวางแผนสำหรับฉากนี้ฉากเดียวกว่า 2 ปี โดยถ่ายทำเพียงแค่ 3 วัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมจริงๆ (นับถือๆ) และที่ลืมไม่ได้คือดนตรีประกอบโดยฝีมือของ Federico Jusid และ Emilio Kauderer ที่เพราะพริ้งเสริมสร้างอารมณ์ให้กับหนังได้มากๆ จะว่าไปแล้ว ไปๆ มาๆ เผลอๆ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นตาอยู่คว้ารางวัลออสก้าร์มาครองก็เป็นได้ ใครจะไปรู้เนอะ(นอกจากพระเจ้า) วันจันทร์นี้ได้รู้กันจ้า

ปล.อัพเดตล่าสุด ในที่สุดหนังก็เป็นตาอยู่คว้าออสก้าร์หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมปีนี้ไปครองได้จริงๆ ยินดีด้วยจ้า ^^
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังดราม่าสืบสวนซึ่งอันที่จริงเป็นหนังรักที่น่าประทับใจ และโดดเด่นมากพอที่ดูแล้วจะลืมไม่ลงไปอีก 25 ปีเลยเชียว(คอนเซปต์เดียวกับหนังไง อิอิ)
  • ไม่น่าดูเพราะ: เรื่องราวความรักของผู้ใหญ่(แก่) และหนังที่ไปเรื่อยๆ แบบหนังทีวีเช่นนี้ คงไม่ดึงดูดใจให้ดูสักเท่าไหร่หรอกมั้ง



วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

Capitalism: A Love Story (2009): มนต์รักทุนนิยม


Capitalism: A Love Story (2009) :
ถ้าจะเอ่ยถึงคนทำสารคดีที่โดดเด่นและโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นน้าตุ้ย Michael Moore (Fahrenheit 9/11 [2004]) เพราะนอกจากแกมักจะเสนอหน้าในสารคดีของตนอยู่เป็นนิตย์จนคนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว งานของแกยังเต็มไปด้วยลีลากวนๆ แบบตลกร้าย ที่กัดจิกได้แสบๆ คันๆ แต่ก็ตีแผ่ได้อย่างถึงลูกถึงคน จนหลายครั้งคนมักจะตำหนิว่างานของแกเต็มไปด้วยอคติส่วนตัวและพยายามโน้มน้าวคนดูเกินไปหรือเปล่า ซึ่งน้าตุ้ยของเราก็สะบัดบ๊อบใส่เพราะไม่แคร์สื่ออยู่แล้ว และยังคงเดินหน้าลุยสร้างสารคดีที่มุ่งเน้นการตีแผ่ความไม่ชอบมาพากลภายในอเมริกาบ้านเกิดของตนต่อไป


คราวนี้น้าตุ้ยจะพาเราบุกรัฐสภา(อเมริกา)
และผลงานเรื่องล่าสุดของน้าตุ้ยนี้จะตีแผ่ถึง 'ระบบทุนนิยม' ในอเมริกาที่เอารัดเอาเปรียบคนรากหญ้ามากมายที่ถึงกับโดนไล่ออกจากบ้านที่ตนเป็นเจ้าของอยู่แท้ๆ(จากการนิยมเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารของคนมะกัน) บ้างก็โดนเลย์ออฟจากงานแบบไร้เยื่อใยทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นทุ่มเทชีวิตให้กับงานแบบ 110% และอื่นๆ อีกเยอะ ในขณะที่เหล่าคนรวยที่หากินบนความทุกข์คนอื่นก็รวยเอารวยเอา จนในที่สุดก็ก่อให้เกิดปัญหา 'วิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงปี 2007-2010'(หรือที่เรียกกันว่าวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์) ที่เล่นเอาชาวประชาและแม้แต่ธนาคารใหญ่ๆ ทั้งหลายร่อแร่ แต่เพราะมีนักทุนนิยมที่มีอำนาจในรัฐบาลอยู่มากมายนั่นเอง จึงทำให้รัฐบาลตัดสินใจปล่อยเงินมาอุ้มธนาคารเหล่านี้แทนที่จะช่วยเหลือประชาชนผู้ตกยากทั้งหลายไปซะงั้น


คนอย่างน้าตุ้ยจะไปสัมภาษณ์ใครก็มักถูกเมินใส่
พอขึ้นต้นมาก็กวนโอ๊ยได้ใจแล้ว เพราะน้าเปรียบเทียบอเมริกาให้เป็นเหมือนกับกรุงโรมในยุคโรมันได้อย่างแสบสันต์ซะจริง แล้วก็ร่ายยาวถึงความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ สลับกับการพาย้อนไปดูภาพอดีตของน้าแกเช่นในหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของแก ที่ดูเพลินสไตล์แกอีกอย่างคือมักจะมีการนำเพลงและตัดต่อภาพจากหนังหรือสื่อต่างๆ มาใช้ประกอบการเล่าเรื่องได้อย่างเข้าท่า แถมแกยังมุ่งมั่นกับการโจมตีกระแนะกระแหนทั่น George Bush Jr. อย่างไม่ลดละเช่นเดิม ทั้งยังมีทฤษฏีสมคบคิดในแวดวงคนใหญ่คนโตมาฝากอีกแล้ว ซึ่งการตั้งทฤษฏีขึ้นมาแบบนี้ ถึงจะดูน่าเชื่อถือแค่ไหนก็คงไม่พ้นกับการถูกครหาว่าเป็นการ 'ใช้อคติส่วนตัวและโฆษณาชวนเชื่อ'อยู่ดี จนบางคนดูแล้วอาจคิดว่าน้าตุ้ยเป็นพวก 'สังคมนิยม' (Socialism) เอาเลยก็ได้


แต่ถึงกระนั้นไปไหนก็เป็นที่สนอกสนใจจากฝรั่งมุง
นับเป็นสารดีที่ทำได้ดี ช่วยทำให้เราเข้าใจความเป็นมาเป็นไปในอเมริกามากขึ้น น้าเล่าเรื่องที่ฟังดูไม่น่าดึงดูดใจเหล่านี้ได้อย่างลื่นไหลเข้าใจง่าย(แถมมีอารมณ์ขันอีกต่างหาก) แม้จะมีบางช่วงดูน่าเบื่อและมีแต่คนมาพล่ามศัพท์แสงทางวิชาการที่ชวนง่วงไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดสารคดีก็จบด้วยความหวัง เมื่อเสนอภาพชัยชนะในการเลือกตั้งของ ปธน.Barack Obama ที่คนอเมริกันทั้งหลาย(โดยเฉพาะคนรากหญ้า)ดูจะฝากความหวังกับท่านไว้เยอะ ส่วนน้าตุ้ยเราแกก็ทิ้งท้ายแบบแสดงเจตนารมย์ไว้อย่างชัดเจนว่า "ผมปฏิเสธที่จะอยู่ในประเทศอย่างนี้ แต่ผมก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น" น้ากำลังจะบอกว่า จะทู่ซี้ทำสารคดีตีแผ่ความอยุติธรรมเช่นนี้ต่อไปว่างั้นเหอะ สู้ๆ นะจ้ะ น้าตุ้ย


น้าตุ้ยยังคงกระเตงคุณพ่อไปออกงานอยู่
  • น่าดูเพราะ: เป็นสารคดีที่ตีแผ่ ปัญหาการเงินในสหรัฐได้อย่างถึงกึ๋น กวนโอ๊ย ถึงลูกถึงคน สไตล์น้าตุ้ยที่แฟนๆ คุ้นเคยและชื่นชอบกันดี ดูแล้วจะเข้าใจอเมริกามากกว่าที่เป็น
  • ไม่น่าดูเพราะ: ขึ้นชื่อว่าเป็นสารคดีก็ฟังดูน่าเบื่ออยู่แล้ว พอมาด้วยเรื่องราวเศรษฐกิจบ้านเขา ที่ชวนเครียดแบบนี้ ก็ไม่ค่อยดึงดูดใจให้ดูนักหรอก



วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

Harry Brown (2009): อย่าแหย่ให้หง่อมโหด


Harry Brown (2009) :
คิดว่าหลายๆ คนที่เคยติดใจ Gran Torino (2009) ของปู่ Clint Eastwood (79 ขวบ) คงจะแอบอยากเห็นฉากที่ปู่เขาลุกขึ้นมาจัดการเหล่าจิ๊กโก๋แบบตาต่อตาฟันต่อฟันชนิดบู๊กระจายบ้าง (แต่วิธีของปู่คลินต์ก็เหมาะในแบบของเขาแล้ว) มาวันนี้ฝันของทั่นจะกลายเป็นจริงแล้ว เมื่อหนังของปู่ Michael Caine (ย่าง 77 ขวบ) เรื่องนี้จะขอเป็น Gran Torino เวอร์ชั่นอังกฤษ ที่มีฉากบู๊ยิงกันเลือดพุ่งมากำนัล แถมคุณภาพของหนังยังแจ่มแจ๋วไม่ใช่น้อยซะด้วย

ปู่เขา 76 ขวบแล้วยังลุกขึ้นมาบู๊ได้อยู่
Harry Brown (ปู่ Caine) อดีตนาวิกโยธินที่ปัจจุบันแก่หง่อมแถมยังมีโรคประจำตัวเป็นถุงลมโป่งพองอีกด้วย ส่วนภรรยาของปู่ก็นอนป่วยอาการหนักอยู่ รพ. ปู่อาศัยอยู่ในชุมชนอพาร์ทเม้นท์แถบลอนดอนใต้ ที่ถือว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เพราะมีแก๊งค์วัยรุ่นกวนเมืองที่ค้ายาเสพติดและยังข่มเหงชาวบ้านอย่างคึกคะนองเป็นประจำ ซึ่งทางตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ส่วนปู่เขาก็พยามยามอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่อยากยุ่งหรือมีปัญหากับใคร เพราะสำนึกตนว่าหง่อมได้ที่แล้ว

กิจวัตรของปู่คือนั่งโขกหมากรุกกับสหายหง่อม
จนมาวันที่ภรรยาปู่จากไปโดยที่แกไปดูใจไม่ทัน ซึ่งปู่รู้สึกชีช้ำยิ่งนัก เพราะดันเลือกที่จะเดินทางอ้อมไป รพ. แทนที่จะไปทางปกติเหตุเพราะมีแก๊งค์วัยรุ่นตั้งด่านป่วนอยู่ ส่วนเพื่อนรักคนเดียวที่มีก็โดนวัยรุ่นรุมทำร้ายร่างกายจนตายศพไม่สวย เมื่อปู่ไม่เหลือใครอีกต่อไป ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แกจึงลุกขึ้นมาสวมบทเป็นเพชฌฆาตหง่อม ออกจัดการแก๊งค์วัยรุ่นถ่อยผู้ฆ่าเพื่อนรักแกให้ตายตกไปตามๆ กัน โดยมีอุปสรรคสำคัญคือความหง่อมของปู่เอง ที่แค่หายใจก็เหนื่อยแฮ่กแล้ว(กรรม)


เพราะวัยรุ่นกวนเมืองปู่เลยต้องลุกขึ้นมาจัดการซะให้เรียบ
แค่หนังเริ่มต้นมาก็จับความสนใจได้อย่างชะงัดและชวนช็อคแล้ว เพราะแสดงให้เห็นถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจนเที่ยวยิงชาวบ้านอย่างคึกคะนอง หนังเสนอตนเองอย่างจริงจัง หนักแน่น และวางเงื่อนไขให้ปู่ลุกขึ้นมาโหดได้ดี แต่ก็ไม่เร่งเร้า หวือหวา ส่วนฉากยิงกันนั้นก็เด็ดขาดได้ใจ ทางด้านปู่ Caine นั้นก็ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และในเรื่องนี้ก็เช่นกัน ที่แกมาในมาดคนแก่หง่อมที่ดูไร้พิษภัยทั่วๆ ไป แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาโหดและบู๊ได้อย่างน่าเชื่อถือ ไม่ได้เก่งเว่อร์ และก็ไม่หง่อมจนทำอะไรไม่ไหว ในขณะที่องค์ประกอบอื่นๆ ล้วนส่งเสริมความเจ๋งให้กับตัวหนังได้เป็นอย่างดี


ดูกันอีกทีกับมาดเพชฌฆาตหง่อมของปู่
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นดราม่าจากอังกฤษที่คุณภาพแจ่มแจ๋ว อาจจะเรียกว่าเป็น Gran Torino เวอร์ชั่นยิงสนั่นก็ยังได้
  • ไม่น่าดูเพราะ: หนังหง่อมบู๊เนี่ยนะ ใครจะไปอยากดูคุณปู่ไล่ยิงเหล่าจิ๊กโก๋กันเนี่ย(แต่ก็มีนะ อิอิ)

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

[Rec] 2 (2009): เมื่อตากล้อง(ติดอาวุธ)ต้องวิ่งหนีผี

[Rec] 2 (2009) :
ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2007 นำแนวคิด 'เรื่องจริงผ่านจอ' แบบเหวี่ยงกล้องถ่ายมาผสมผสานกับหนังแนวซอมบี้สไตล์ 28 Days Later... (2002) ในพื้นที่อันแสนจำกัดเข้าออกไม่ได้ ได้อย่างสร้างสรรค์จนหนังเป็นที่นิยมชมชอบจากคอหนังสยองขวัญทั่วโลก (ซึ่งฮอลลีวู้ดก็จับไปรีเมคแบบพอใช้ใน Quarantine [2008]) ในที่สุดก็ถึงคราวที่สอง ผกก.Jaume Balagueró และ Paco Plaza ผู้ปลุกปั้นภาคแรกจนฮิต จะกลับมาอีกครั้งกับภาคต่อที่แฟนๆ หนังตั้งตารอคอยมากว่าสองปี อ่า..การรอคอยสิ้นสุดลงซะที

ทุนสูงกว่าเดิม บู๊กว่าเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะดีกว่าเดิมนะ
หนังเดินเรื่องต่อจากภาคแรกทันที โดยคราวนี้เหล่า จนท.หน่วยปฏิบัติการพิเศษ GEO (หน่วยสวาทของสเปน) สี่นายจะต้องอารักขาชายคนหนึ่งที่เป็นคนของทางการเข้าไปในตึกสยองแห่งนี้โดยมีจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งทั้งสี่มารู้เอาทีหลังว่าคนๆ นี้ไม่ใช่คนของทางการแต่เป็นบาทหลวงที่ถูกทางคริสตศาสนจักรส่งมาเก็บตัวอย่างเลือดของตัวการปล่อยเชื้อ(ตัวแม่) เพื่อเอาไปทำวัคซีนแก้พิษซอมบี้นี้ ซึ่งเข้ามาได้ไม่นานพวกเขาก็รู้ตัวว่าถึงจะเก่งกาจติดอาวุธมาดีแค่ไหนก็ตาม ทว่าการจะเอาตัวรอดในตึกแห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เอาซะเลย แถมนี่ยังต้องตามหาตัวแม่ของซอมบี้พวกนี้ด้วย งานนี้ก็มึนสิครับ และที่มึนหนักขึ้นไปอีกก็คือ พวกเขาพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็คือ เอิ่ม..'ซาตาน'นั่นเอง (เอางั้นเลยนะเพ่)

ยังใช้กล้องโหมดไนท์วิชั่นกันอีกครั้งในภาคนี้
หนังไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงให้มากความเหมือนภาคแรก และเปลี่ยนจากการมีกล้องตัวเดียว เป็นใช้กล้องหลายๆ ตัวรับช่วงต่อกันไป อย่างเช่นการที่ จนท.แต่ละนายมีกล้องติดอยู่บนหมวกของตน ทำให้บางช่วงของหนังทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมหรือว่ากำลังดูหนังเรื่อง Aliens (1986) อยู่ก็มิปาน ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ใช้ได้ทีเดียว ส่วนความระทึกทรวงเลือดกระฉูดนั้นก็ยังมีมามอบให้ ทั้งบรรยากาศ หรือองค์ประกอบทุกอย่างยังเจ๋งเหมือนเดิม รวมทั้งยังได้บู๊สนั่นกว่าภาคแรกซะ(เพราะมีปืนสู้) แถมมีตัวประหลาดพันธุ์ใหม่โผล่มาให้สยองกัน ในขณะที่ตัวละครจากภาคแรกบางคนก็ยังอุตส่าห์โผล่มาอีกครั้งแบบมีบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของหนังอีกด้วย


พี่โล้นจากภาคแรกโผล่มาอีกครั้งในบทซอมบี้เหม่ง
แต่น่าเสียดายที่หนังเพิ่มคนภายนอกอีกกลุ่มเข้ามา(นอกจากพวกที่กล่าวถึงในข้างต้น) ซึ่งไม่น่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมสักเท่าไหร่ เพราะต้องเสียเวลาบิ้วท์อารมณ์กันใหม่อีกรอบ และดูเหมือนเหล่าตากล้องจำเป็นของเรามือจะนิ่งกว่าภาคแรกขึ้นมาเยอะจนดูไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่ หนังกลายเป็นหนังภูติผีซาตานเต็มตัวไปในที่สุด(หลังจากที่เกริ่นไว้เล็กน้อยแล้วในภาคแรก) เราจึงจะได้เห็นฉากการถือไม้กางเขนกำหราบผีของบาทหลวงกันล่ะทีนี้(ป๊าด) ถึงจะไม่สดหรือเจ๋งเท่าภาคแรก และมีอะไรที่ไม่เข้าท่าอยู่เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็นับเป็นภาคต่อที่น่าพอใจ ยังดูระทึกได้อยู่ ถ้าไม่คาดหวังกับมันไว้มาก ซึ่งไหนๆ ก็ดูมาแต่ภาคแรกแล้ว ก็รอดูภาคสามที่จะออกฉายในปี 2011 ด้วยล่ะครับ ดูสิว่าจะแถไปทางไหนกันอีก เหอๆ
  • น่าดูเพราะ: ยังเป็นภาคต่อของหนังชุดนี้ที่ทำได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ช่วงเวลาระทึกมีมาให้ แฟนๆ ภาคแรกทราบแล้วเปลี่ยน
  • ไม่น่าดูเพราะ: ทางเราอยากจะปลื้มหนังภาคนี้จริงๆ แต่ดูเหมือนมันจะด้อยกว่าภาคแรกเยอะ แถมยังพาเรื่องราวออกทะเลเรื่อยๆ ซึ่งถ้าไม่เคยดูภาคแรกอาจมีงงนะเนี่ย


วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Fourth Kind (2009): สาวประเภท 4 (?!)

The Fourth Kind (2009) :
คล้อยหลังจากหนังแนวแอบถ่ายผีที่ประสบความสำเร็จโคตรๆ อย่าง Paranormal Activity (2007) ไม่นานก็มีหนังที่ใช้วิธีการนำเสนอคล้ายๆ กันเยี่ยงเรื่องนี้ออกมา ที่ว่าคล้ายกันในที่นี้ก็คือ เป็นหนังที่อ้างว่าถ่ายทำหรือสร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยได้แสดงฟุตเตจจากกล้องวีดีโอเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน และใช้เทคนิคการตลาดแบบปากต่อปาก (Viral Marketing) อย่างได้ผลจนทำให้หนังประสบความสำเร็จกันไปถ้วนหน้า แม้ว่าเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าหนังแอบถ่ายผีเรื่องนั้นอยู่เยอะ แต่ก็ถือว่าเป็นหนังที่แหล่มทั้งคู่เลยล่ะ


เจ๊ Jovovich ในบทนักจิตวิทยา(?!)
หนังอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ณ เมือง Nome รัฐ Alaska ประเทศอเมริกาในระหว่างวันที่ 1-9 ต.ค.2000 โดยมีฟุตเตจวีดีโอและคลิปเสียงที่ถูกบันทึกโดยนักจิตวิทยานาม ดร. Abigail Tyler มายืนยัน สลับกับการใช้นักแสดงมาร่วมกันจำลองเหตุการณ์นั้นๆ ให้ดูไปด้วย ซึ่งตัว ดร.Tyler (รับบทโดย Milla Jovovich จาก Resident Evil [2002]) ได้เจอกับเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ นาๆ เมื่อเหล่าคนไข้ของเธอต่างก็ประสบปัญหานอนไม่หลับพร้อมๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย พร้อมกับบรรยายว่าเห็นนกเค้าแมวสีขาวจ้องมองมาที่พวกเขาทุกคืน ในช่วงเวลาเดียวกันเป๊ะๆ อีกด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ มันอาจโยงใยไปถึงเรื่องราวของการลักพาตัวจากเหล่ามนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้


ดูหน้าเจ๊ก็พอจะรู้แล้วว่าหนังระทึกแค่ไหน
หนังบอกกันโต้งๆ แต่แรกว่าจะจำลองเรื่องราวจากเหตุการณ์จริงๆ แถมมีภาพฟุตเตจและคลิปเสียงจากเหตุการณ์จริงมาให้ดูให้ฟังกันตลอดด้วย โดยนำเสนอสลับกันกับการแสดง ซึ่งบางทีก็นำเสนอพร้อมๆ กันไปเลย (นำเสนอแบบแบ่งเฟรมสไตล์หนังซีรีย์เรื่อง 24 ซะด้วย) เพื่อยืนยันให้เห็นว่าหนังได้จำลองจากเหตุการณ์จริงแบบเป๊ะๆ ชนิดคำต่อคำเลย ซึ่งก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เรื่องราวได้เป็นอย่างดี ถึงกระนั้นเหตุการณ์ในหนังก็ไม่ได้ดูเป็นสารคดีที่น่าเบื่อ หากแต่เล่าเรื่องได้อย่างระทึกขวัญ (ถ้าดูเผินๆ อาจนึกว่าหนังผี) พอมีฟุตเตจจริงมายืนยันก็ยิ่งระทึกกันไปใหญ่นะสิครับทั่น


ยังอุตส่าห์มีโชว์หวิวเล็กๆ น้อยๆ
คุณ Jovovich ก็มาในมาดคุณแม่นักจิตวิทยาได้อย่างมีนัยยะ ซึ่งเข้าใจ(ไปเอง)ว่าผู้สร้างจงใจเลือกเธอมาให้ไม่เหมาะกับบท เพราะเธอดูเป็นสาวแกร่งและดูเป็นดาราเกินไป ซึ่งตัดกับบุคลิกของดร.ตัวจริงๆ ในฟุตเตจ ที่แสนจะโทรมและเปราะบาง (แถมให้คุณ Jovovich ออกมาประกาศแต่แรกว่าฉันจะมาเล่นเป็น ดร.นะจ้ะ) ทั้งนี้คงเพราะตั้งใจให้ในส่วนของหนังดูเป็น 'หนัง' ซึ่งความดูเป็นหนังของมันได้กลับส่งเสริมความสมจริงให้กับฟุตเตจที่นำเสนอควบคู่กันมากขึ้นไปอีก (ฉลาดนะเนี่ย) ถึงดูเผินๆ ก็คงไม่พ้นหนังแนวระทึกขวัญเกี่ยวกับเอเลี่ยนทั่วๆ ไป แต่ถ้ามองในมุมไอเดียการนำเสนอแล้วถือว่าเข้าท่า โดยเฉพาะการทำให้ฟุตเตจหลอกๆ ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาได้เพราะหนังหลอกๆ อีกที(ป๊าด) ถ้าหากว่า Paranormal Activity สามารถทำให้คนเชื่อว่าภูติผีปีศาจมีอยู่จริง หนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จในการทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงเช่นเดียวกัน

ปล.ขอย้ำอีกครั้งว่า ฟุตเตจและคลิปเสียงที่เห็นในหนังก็เป็นของปลอมที่ทำขึ้นมานะจ้ะ (อ้าว?)

  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังเรื่องจริงผ่านจอกำมะลอที่มีไอเดียนำเสนอที่น่าซื้อ นี่ถ้าในหนังเป็นคลิปจริงๆ ล่ะก็คงได้ดาวจากเราเพิ่มเป็นแน่เชียว
  • ไม่น่าดูเพราะ: เป็นหนังที่มาแต่น้อย ไม่โฉ่งฉ่าง ซึ่งบางทีดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร ถ้าไม่ซื้อไอเดียล่ะก็ งานนี้วัยรุ่นเซ็งแน่เชียว



*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*

ลักษณะของมะนาวต่างดุ๊ด
ชื่อหนัง The Fourth Kind มาจากประเภทที่ 4 ของการพบเห็นมนุษย์ต่างดาวระยะต่างๆ ซึ่งมีกันทั้งหมดถึง 7 ประเภท (แต่เดิมมีแค่ 3 ประเภท) ดังต่อไปนี้
  • Close Encounter of the First kind: คือการพบเห็นวัตถุบินได้ที่ไม่อาจระบุที่มา หรือเทคโนโลยี รวมทั้งลำแสงประหลาดทั้งหลาย ในระยะไกล
  • Close Encounter of the Second kind: คือประเภทที่พบ UFO และหลักฐานที่แสดงถีง UFO เช่น รังสีหรือความร้อน, ร่องรอยความเสียหายของพื้นที่, สัตว์ที่ตื่นกลัว, มีคลื่นรบกวนเครื่องจักรหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
  • Close Encounter of the Third kind: คือประเภทที่ได้เห็น UFO ในระดับใกล้ชิด หรืออาจจะเข้าไปในยานและออกมาโดยที่ยังจำความได้ รวมทั้งการพบเห็นตัวเป็นๆ ของเอเลี่ยนด้วย
  • Close Encounter of the Fourth kind: ที่มาของชื่อหนัง คือประเภทที่โดนเอเลี่ยนลักพาตัวไป และออกมาทั้งในสภาพที่จำหรือจำความไม่ได้ หรือแม้แต่การเกิดภาพหลอนหรือฝันเกี่ยวกับการเจอเอเลี่ยนด้วย
  • Close Encounter of the Fifth kind: คือประเภทที่ติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยนแบบเป็นกิจลักษณะ
  • Close Encounter of the Sixth kind: คือประเภทที่พบ UFO เกิดอุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุ รวมถึงการพบเอเลี่ยนบาดเจ็บหรือล้มตายเป็นศพ
  • Close Encounter of the Seventh kind: คือประเภทที่ มนุษย์กับเอเลี่ยน ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เช่นในทฤษฏีที่ว่าคนยุคโบราณ อย่างชาวแอตแลนติส ใช้เทคโนโลยีต่างดาวได้

*แปลมั่วๆ จาก wikipedia ผิดพลาดประการได้โปรดเพิ่มเติมนะจ้ะ*