แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังจีน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

Rigor Mortis (2013): ผีกัดต้องศอกกลับ



Rigor Mortis (2013): ผีกัดต้องศอกกลับ 

     หากคุณแก่พอ คงต้องคุ้นเคยกับหนังผีจีนตลกปนบู๊ชุด 'ผีกัดอย่ากัดตอบ' (Mr. Vampire) เป็นแน่ เพราะเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วมันคืออะไรที่ฮิตซะ ฮิตขนาดที่ว่ามีหนังทำนองนี้ถูกสร้างตามกระแสออกมาหลายเรื่อง ส่วนเจ้าของหนังในไทยก็จะต้องตั้งชื่อให้มีคำว่า'ผีกัด'ปนเข้าไปด้วยซะทุกเรื่อง ไม่ว่ามันจะกัดมากกัดน้อยแค่ไหนก็ตามที

     มาวันดีคืนดี ปี ค.ศ.2013 ผกก./นักแสดงหนุ่มสุดแนวจากฮ่องกง Juno Mak ก็ขอลุกขึ้นมาทำหนังแนวผีกัดบ้าง ซึ่งเขาบอกว่ามันไม่ใช่ภาคต่อ ไม่ใช่ภาคก่อนหน้า แต่เป็นการอุทิศให้กับหนังแนวนี้ ด้วยมุมมองของยุคปัจจุบัน แถมตั้งชื่อเรื่องได้เข้าท่าสุดๆ นั่นคือ Rigor Mortis ที่หมายถึง"สภาพศพแข็งทื่อหลังตาย" นั่นเอง

     ที่น่าจะโดนใจแฟนดั้งเดิมคือของใหม่ยังได้นักแสดง เฉิน เสี่ยวโหว พระเอกที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์ดังมากับหนังชุด ผีกัดอย่ากัดตอบ มาเล่นเป็นพระเอกให้ด้วย ในบทนักแสดงหนังผีกัดที่เคยโด่งดังในอดีต แต่ปัจจุบันตกอับแถมมีปัญหาชีวิตจนคิดสั้นมาเช่าแฟลตซอมซ่อแห่งหนึ่งเพื่อกะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้แรด แต่ดันไปเช่าแฟลตที่มีผีเหี้ยนเต็มไปหมดซะนี่

     แถมยังมีแต่นักแสดงฮ่องกงรุ่นเก่าๆ จากหนังชุดนี้โผล่มาให้หายคิดถึงกันหลายคน เช่น อู๋เอี่ยวฮั่น หรือที่สมัยก่อนโด่งดังเป็นรู้จักในนาม 'ปอมซ่า' ซึ่งปัจจุบันแก่เป็นคุณตาแล้ว ก็มาร่วมแจมในบทผีกัดประจำเรื่อง

     ครั่บ ส่วนตัวหนังนั้น ผกก.Mak แกขอตัดความตลกอย่างต้นแบบออกไป แล้วขอหันมาเน้นดราม่า แอ็คชั่น เลือดสาดและเอฟเฟกต์ซีจีแทน ซึ่งก็โอเคดีนะ เพราะหนังดูจริงจังและมีสไตล์ดี บางฉากบางตอนนี่น่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว แต่เสียดายที่ ผกก.แกดูจะเน้นสไตล์เล่นท่ายากไปหน่อย ช่วงหลังๆ เลยดูชวนสับสนไปนิดและจบแบบไม่สะใจคอหนังผีชุดนี้สักเท่าไหร่



น่าดีใจที่มีคนทำหนังแนวนี้ออกมาให้ดูกันอีก แม้จะยังไม่ค่อยถูกใจนักก็เหอะ ให้ 5/10 ครับ





วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Warriors of the Rainbow: Seediq Bale (2011): ศึกคนเถื่อนกู้แผ่นดิน




Warriors of the Rainbow: Seediq Bale (2011) :

นี่คือภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งไต้หวันประเทศที่ได้ชื่อว่าใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไต้หวัน คือประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวหนังเองก็ออกมาประสบความสำเร็จอย่างงามงดงามงด กวาดทั้งเงิน (30 ล้านเหรียญ) กวาดทั้งกล่อง ถึงขั้นได้ไปเฉิดฉายที่เทศกาลหนังเวนิส แถมยังได้เข้ารอบ 9 เรื่องสุดท้ายของรางวัลออสก้าร์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปีล่าสุดอีกด้วย

Braveheart เวอร์ชั่นไต้หวันมาแล้วจ้า
หนังเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไต้หวัน สมัยครั้งยังถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองเป็นอาณานิคม ในปี ค.ศ.1930 เมื่อชนพื้นเมืองของไต้หวันที่นำโดย Mona Rudao ทนการถูกข่มเหงที่เกิดขึ้นในมาตุภูมิของตนไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมานำกำลัง "ชาวป่า" ที่มีจำนวนพลเพียง 300 คนของเขาลุกขึ้นขับไล่ฆ่าฟันทหารญี่ปุ่นจำนวนนับพัน จนเป็นที่เล่าขานเลื่องลือถึงวีรกรรมอันกล้าหาญมาจนทุกวันนี้


จะชาติไหนพี่ยุ่นก็เที่ยวไปข่มเหงเขาไปทั่ว
ผกก.เหว่ย เต-เฉิง (Cape No.7 [2008]) ขอคิดการใหญ่ในการนำเรื่องราวประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของชาวไต้หวันมาขึ้นจอเงิน โดยแบ่งหนังออกมาเป็นสองภาค ซึ่งมีความยาวรวมกันกว่า 4 ชั่วโมงครึ่ง (ป๊าด!) แถมทำเก๋ให้ตัวละครพูดภาษาพื้นเมือง รวมทั้งภาษาญี่ปุ่นทั้งเรื่อง ชนิดที่ว่าแม้แต่คนไต้หวันยังต้องนั่งอ่านซับเอา ส่วนเรื่องความอลังการก็จัดเต็มชนิดที่ดูก็รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีองค์ แถมฉากการรบก็ยิ่งใหญ่ปนดุเดือดเลือดพล่านซะตัดหัวกันเป็นว่าเล่น ให้อารมณ์ประมาณเดียวกับหนังอย่าง Braveheart (1995), Apocalypto (2006) หรือ The Last of the Mohicans (1992) ก็มิปาน

ลิงก์
ฉากรบดุเดือดเลือดพล่านดีแท้
ทราบมาว่าเรื่องราวของ Mona Rudao มีการนำมาเล่าอย่างแพร่หลายในไต้หวัน ทั้งในคราบของละคร ไปยันหนังสือการ์ตูน แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ผกก.เขาก็พยายามค้นคว้ามาอย่างเต็มที่ เพื่อพยายามสร้างหนังให้ออกมาสมจริงที่สุด ซึ่งอันนี้ก็น่าชื่นชมยิ่งนัก แต่ยังไงหนังก็ไม่วายโปรความเป็นวีรบุรุษของ Rudao สุดๆ อยู่ดี อีกทั้งเสนอภาพของพวกญี่ปุ่นซะอย่างกับตัวอิจฉาในละครไทยก็มิปาน และสำหรับคนที่ดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีสองภาคจะพบว่า ภาคแรกทำได้ดีกว่า ในขณะที่ภาคสองตอนท้ายๆ ช่างชวนสับสนอยู่บ้างในหลายๆ อย่าง

ดูแล้วไม่รู้จะสมน้ำหน้าหรือสงสารญี่ปุ่นดี
อีกอย่างที่อาจทำให้ไม่ได้ใจคนดูนัก คือการกระทำของพวกพระเอก ซึ่งโหดซะขนาดที่ว่าสังหารทั้งเด็กและสตรีชาวญี่ปุ่นเรียบจนดูเป็นคนป่ากระหายเลือดไปเลย แถมยังมีมุมมองเกี่ยวกับความตายที่ชวนตะหงิดๆ สำหรับคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่น้อย แต่ก็นะวิธีคิดและวัฒนธรรมของเรากับพวกเขามันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นตอนดูต้องปล่อยใจให้ว่างนิดนึง จะได้ดูหนังได้ตลอดรอดฝั่งฝัน

วิวทิวทัศน์งดงามดูดีมีชาติการ์ตูน
ใครที่ชอบดูหนังสงครามทางประวัติศาสตร์ล่ะก็คงจะถูกใจกันไม่ยาก เพราะในแง่ความบู๊เขาจัดเต็มจริงๆ ในขณะที่ด้านอื่นๆ ก็ยังมีดีไม่น้อย แม้จะค่อนข้างจะเข้าข้างตนเองไปหน่อยเหอะ (แหม ก็เป็นธรรมดาแหล่ะเนอะ) หนังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ถึงสงครามจะเป็นเรื่องเลวร้าย ไปจนถึงขั้นดูเหมือนไร้สาระ แต่บางทีมันก็จำต้องเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะชาติไหนๆ ต่างก็ต้องมีการหลั่งเลือดการพลีชีพของบรรพบุรุษเพื่อที่จะมีแผ่นดินให้ลูกหลานอยู่ต่อไปในอนาคต
  • + อลังการงานสร้างโดยเฉพาะฉากรบอันแสนดุเดือด พยายามสมจริงสมจังเต็มที่ และให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์
  • - ยาวโคตร กว่าจะดูจบเล่นเอาเหนื่อย ภาคสองดูสับสนไปบ้าง และหนังโปรตนเองไปป่าวจ้ะ






*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*

หน้าตาของ Mona Rudao ตัวจริง (คนกลาง)
เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะเรา) ไม่ค่อยรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไต้หวันมากนัก (แต่ถ้าเป็น จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี เนี่ยคล่องเชียว อิอิ) โดยเฉพาะศึก Wushe ที่หนังนำมาเสนอนี้ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับชาวไต้หวันมากๆ ประมาณ 'ศึกบางระจัน' ของพี่ไทยเราก็มิปาน ทางบล็อกจึงขอนำข้อมูลย่อๆ ของเหตุการณ์นี้มาแบ่งปันดังนี้


ภาพเขต Wushe ที่เกิดเหตุการณ์นองเลือด
ตั้งแต่ญี่ปุ่นเข้าไปปกครองไต้หวันตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 ก็เกิดเหตุการลุกฮือต่อต้านจากชาวพื้นเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าเสมอมา แต่ครั้งที่เด็ดดวงที่สุดคงไม่พ้นครั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.1930 เมื่อชาว Seediq ชนชาวพื้นเมืองของไต้หวันโดยการนำของ Moba Rudao ได้ใช้โอกาสที่ชาวญี่ปุ่นจัดให้มีการแข่งกีฬาของเด็กนักเรียนประถมขึ้นมา เขาได้รวบรวมนักรบกว่า 300 คน บุกทำลายสถานีตำรวจเพื่อยึดอาวุธพร้อมกระสุน และยกพวกไปที่โรงเรียนแล้วสังหารโหดชาวญี่ปุ่นไปกว่า 134 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็กก็ไม่เว้น (ป๊าด!)


สภาพที่เกิดเหตุที่ดูก็รู้ว่างานนี้ 'นองเลือด'
เมื่อฝ่ายญี่ปุ่นทราบเรื่องจึงส่งกำลังทหารจำนวนกว่า 2,000 นายมาปราบปรามทันที ทางฝ่ายชาว Seediq ก็ถอยร่นเข้าไปในภูเขาแล้วใช้วีธีรบแบบกองโจรคอยตอดเล็กตอดน้อยในเวลากลางคืนจนเล่นเอาทหารญี่ปุ่นเสียกระบวนไปไม่น้อย จึงได้ขอให้เครื่องบินเอาแก๊สน้ำตามาทิ้ง ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธเคมีครั้งแรกในเอเซียเลยก็ว่าได้ และหลังจากต้านทานได้กว่าสามสัปดาห์ Mona Rudao จึงตัดสินใจปลีกวิเวกไปยิงตัวตายในที่สุด เพื่อป้องกันการโดนจับไปทำให้เสียเกียรติ


ชาว Seediq ที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวได้
ต่อมาฝ่ายทหารญี่ปุ่นก็สามารถกำหราบผู้ลุกฮือได้ ซึ่งมีชาว Seediq เสียชีวิตไปกว่า 644 ศพ และฆ่าตัวตายไป 290 ศพ เพราะไม่อยากเสื่อมเสียเกียรติ ถึงแม้หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะยังมีการลุกฮือขึ้นมาอีกเป็นพักๆ แต่ก็ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่า และค่อยๆ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ก่อนจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านสิทธิของชาวพื้นเมือง กระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไต้หวันได้รับเอกราชเสียที ในปี ค.ศ.1945


อนุสรณ์ของ Moba Rudao
ด้านศพของ Mona Rudao นั้นกว่าจะมีคนไปพบอยู่บนเขาก็กว่าอีก 3 ปีให้หลัง และถูกนำไปแสดงที่ Taihoku Imperial University เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนรุ่นหลัง จนกระทั่งปี ค.ศ.1974 จึงได้ถูกนำไปฝังอย่างถูกต้องตามประเพณีในแถบบ้านเกิดของเขา ทุกวันนี้ชาวไต้หวันมองเขาเป็นวีรบุรุษของชาติ ถึงขั้นมีรูปของเขาบนเหรียญเงินไต้หวัน มีการเล่าเรื่องราวของเขาแก่คนรุ่นหลังผ่านทางหนังสือ ละคร หนังสือการ์ตูน จนล่าสุดก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง


*คัดข้อมูลแบบย่อๆ มาจาก wikipedia จ้า ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยเน้อ*


วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

The Flowers of War (2011): ดอกไม้กลางไฟสงคราม




The Flowers of War (2011) :
ทุกวันนี้ชื่อของ ผกก.จางอี้โหมว นั้นถือว่าเป็น ผกก.บิ๊กเนมแห่งประเทศจีน (หรือเอเซีย) ไปซะแล้ว และสำหรับผลงานล่าสุดของแกที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ "การชำเรานานกิง" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเรื่องนี้นั้นก็ถือว่าเป็นหนังจีนที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (94 ล้านดอลลาร์ลองตีเป็นเงินหยวนดูละกัน) และยังเป็นตัวแทนของประเทศในการเข้าชิงรางวัลออสก้าร์สาขาหนังต่างประเทศครั้งนี้อีกด้วย


หนังเกี่ยวกับนานกิงมาอีกเรื่องแล้ว
หนังพาย้อนไป นานกิง ประเทศจีน ในปี ค.ศ.1937 อันเป็นช่วงที่ทหารญี่ปุ่นบุกยึดเมืองนานกิง และก่อวีรเวรในการเที่ยวข่มเหงย่ำยีชาวบ้าน โดยเฉพาะสาวๆ ที่เจอะเมื่อไหร่เป็นต้องโดนข่มขืนเรียบ ซึ่งเรื่องราวก็ถูกเล่าผ่านสายตาของสาวน้อยนักเรียนคอนแวนต์ในโบสถ์แห่งหนึ่งที่กลายเป็นที่ลี้ภัยสุดท้ายของหญิงสาวผู้ไร้ทางสู้ทั้งหลาย โดยมีเพียงบาทหลวงกำมะลอชาวมะกันอย่าง Bruce Wayne เอ๊ย Christian Bale (The Fighter [2010]) คอยดูแลปกป้องพวกเธอแบบเสียมิได้

สาวงามเต็มเรื่อง
หนังเปิดเรื่องมาก็ลุยกันอย่างกับ Saving Private Ryan (1998) แน่ะ แต่ขอโทษหนังเรื่องนี้เขาไม่ได้เน้นที่ฉากรบกันสักเท่าไหร่หรอกนะ แต่เน้นเสนอเรื่องราวของสาวๆ ที่ลี้ภัยภายในโบสถ์มากกว่า ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นความอลังการจัดเต็มของหนังสมกับเงินหยวนที่หว่านลงไป หนังหดหู่กดดันพอสมควร แต่ก็ยังมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง และที่ขาดไม่ได้ในหนังของ ผกก.แกคือภาพสโลโมชั่นสวยๆ ที่มีมาให้ดูตลอดทั้งเรื่อง จนบางทีแล้วก็ชวนคิดว่ามันดูประดิดประดอยเกินไปมั้ยสำหรับหนังที่มีเนื้อหาหนักๆ อย่างนี้


แบทแมนในนานกิง?!
การได้เฮีย Bale มาย่อมทำให้หน้าหนังดูดีมีชาติการ์ตูนดึงดูดธารกำนัลมากขึ้นอีกโข ซึ่งในเรื่องนี้เฮียแกไม่ต้องใช้กำลังภายในอะไรมากมาย คือก็เล่นของแกไปเรื่อยๆ ตามบาทบาทชนิดไม่ได้ย่ำแย่หรือน่าจดจำอะไร ในขณะที่บรรดาสาวๆ หน้าแฉล้มก็เห็นแล้วชื่นใจ ชวนให้ลุ้นใจหายใจคว่ำทุกคราที่เหล่าทหารญี่ปุ่นบุกมาหมายจะย่ำยี ซึ่งถึงแม้จะมีฉากเพิ่มความเป็น'คน'ให้แก่ฝ่ายญี่ปุ่นนิดๆ แต่โดยรวมแล้วทหารญี่ปุ่นในเรื่องก็ยังคงเลวทรามและโหดเหี้ยมจน ม.ม้าวิ่งหนีหายไปหมดอยู่เช่นเดิม


เฮีย Bale กำลังดี๊ด๊าที่สาวๆ รุมล้อม
ว่าแต่ดูแล้วพอมาเทียบกับหนังที่เกี่ยวกับการชำเรานานกิงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะ City of Life and Death (2009) แล้วยังถือว่าเรื่องนี้บีบคั้นอารมณ์น้อยไป ดูเป็นนิยายมากไป หรือพูดง่ายๆ คือสู้ไม่ได้ว่างั้นเหอะ แต่ถึงยังไงนี่ก็ยังถือเป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่งของ ผกก.เขา ทั้งยังสามารถนำเสนออีกมุมมองหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันชีช้ำครั้งนั้นให้ชนรุ่นหลังได้ตระหนักว่าครั้งหนึ่งมนุษย์เราเคยกระทำเลวร้ายต่อกันได้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเชื่อเถิดว่ามันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน
  • + หนังของ ผกก.บิ๊กเนมแห่งเอเซีย ลงทุนสูงสุดของจีน แถมมีพระเอก Christian Bale มาเรียกแขกซะด้วยนะ พลาดได้ไง
  • - หนังดูประดิดประดอยไปนิด ดูนิยายไปหน่อย ทำให้ไม่จริงจังเท่ากับหนังนานกิงเรื่องอื่นๆ




*รีวิวหนังของ ผกก.จางอี้โหมว พระเอก Christian Bale และหนังที่เกี่ยวกับการชำเรานานกิงเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

Wu xia (2011): เดชจอมยุทธ์แอ๊บเห่ย



Wu xia (2011) :
ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงน้ำท่วมให้รีบวิดของชาวไทยเรา และเป็นช่วงน้ำขึ้นให้รีบตักของเฮีย ดอนนี่ เยน ที่ดังคับทุ่งในฐานะพระเอกนักบู๊มือวางอันดับหนึ่งแห่งเอเซีย เราจึงได้ชมผลงานหนังของเฮียเขาถี่ยิบหน่อยในช่วงนี้ ซึ่งก็มีทั้งหนังดีบ้างเฉยบ้างไปตามเรื่อง มาผลงานล่าสุดของเฮียเรื่องนี้ก็ขอแท็คทีมกับ ผกก.ปีเตอร์ ชาน (The Warlords [2007]) และพ่อหนุ่ม ทาเคชิ คาเนชิโร่ ขวัญใจสาวๆ มาร่วมกันสร้างความบันเทิงแด่บรรดามิตรรักแฟนหนังนะคร้าบ


ในที่สุดสองหนุ่มสองมุมคู่นี้ก็มาเจ๊อะกันจนได้
ส่วนพล็อตเรื่องก็เป็นเหมือนการจับเอา A History of Violence (2005) ของป๋า David Cronenberg มาผสมผสานยำคลุกกับหนังแนวสืบสวนสอบสวนสไตล์ CSI และปิดท้ายด้วยการที่หนังได้รับแรงบันดาลใจ (ที่ไม่ใช่การรีเมค) จากหนังกำลังภายในสุดคลาสสิครุ่นพ่อแม่ยังเอ๊าะเรื่อง 'เดชไอ้ด้วน' จนออกมาเป็นส่วนผสมที่เข้าท่าน่าสนใจน่าลิ้มลองยิ่งนักเชียว

เรื่องนี้เฮียเยนมีโอกาสโดนอัดน่วมกว่าเรื่องอื่นๆ อยู่พอตัวทีเดียว
หนังมีลีลาการเล่าเรื่อง การนำเสนอที่เข้าท่า โดยไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะบู๊กันอย่างเดียว แต่บทจะบู๊ก็บู๊ดูบู๊ดีตามมาตรฐานอันดีงามของหนังเฮียเยนเขาอยู่แล้ว และส่วนที่ทำให้หนังน่าสนใจสุดๆ ขึ้นไปอีกก็คือการให้ความสำคัญในการนำเสนอภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนบ้านนายุคนั้นในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นจากหนังกำลังภายในส่วนใหญ่ ส่วนแฟนหนังกำลังภายในยุคเก่าคงจะมีเฮ เพราะ หวังหยู่ อดีตนักบู๊ชื่อดังเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ได้มารับบทเป็นตัวร้ายประจำเรื่อง (ซึ่งก็เป็นเขานี่แหล่ะที่เคยโด่งดังจากหนังชุดเดชไอ้ด้วนเมื่อครั้งนั้น)


หวังหยู่ดาราดังในอดีตก็มากับเขาด้วย
เสียดายที่คิวบู๊มีให้ดูกันไม่เยอะสะใจ และเงื่อนงำของหนังก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเท่าใด โดยเฉพาะครึ่งหลังที่หย่อนความน่าสนใจลงไปเยอะ แต่รวมๆ แล้วนี่ก็ถือว่าเป็นอีกผลงานของเฮียเยนที่มีคุณภาพ การนำเสนอที่โดดเด่น น่าสนใจ ที่ก็จะเป็นอีกหนึ่งในผลงานที่คอหนังนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อนึกถึงหนังของเฮียขึ้นมา และมันก็จะส่งเสริมเครดิตให้เฮียเยนดำรงฐานะยอดนักบู๊มือวางอันดับหนึ่งของเอเซียอย่างเต็มภาคภูมิต่อไปอีกนานเลยทีเดียวเชียว

พ่อหนุ่มทาเคชิกำลังเพ่งอะไรซะตาเหล่เชียว
  • + งานสร้างเยี่ยม การนำเสนอแจ่ม แถมมีการเสนอวิถีชีวิตของชาวบ้านจีนยุคโน้นได้อย่างน่าสนใจ แฟนหนังของเฮียเยนไม่มีผิดหวังกันแน่นอน
  • - ฉากบู๊มีน้อยไป เรื่องราวเงื่อนงำไม่เกินคาดเดานัก และช่วงหลังหนังลดความน่าติดตามลงไปแยะพอดู



*รีวิวหนังของเฮียดอนนี่ เยน และเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Vengeance (2009): แค้นเขามีไว้ให้ชำระ


Vengeance (2009) :
Johnnie To หรือ ตู้ฉีฟง นับเป็น ผกก.หนังอีกคนหนึ่งที่พอจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของฮ่องกง โดยเฉพาะหนังแนวแก๊งสเตอร์ แอ็คชั่นยิงกันสนั่นจอ น้าเขาถนัดนัก แต่ก็ไม่ได้ยิงกันเอามันอย่างเดียว เพราะหนังน้าเขาเปี่ยมไปด้วยสไตล์ บู๊แบบมีคุณภาพ จนคอหนังบู๊ต่างยกย่องให้น้าเขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ของหนังแนวนี้เลยทีเดียว


เรื่องนี้ป๋าแกมาทำเท่เดินถือปืนกร่างที่มาเก๊ากันเลยทีเดียว
มาเรื่องล่าสุดนี้ของน้า ก็ทำให้อินเตอร์ขึ้นมาหน่อย โดยการใช้ดารารุ่นใหญ่ชาวฝรั่งเศส Johnny Hallyday (The Pink Panther 2 [2009]) มาเล่นเป็นพระเอกหน้าแก่(ก็แก่จริง) ตะลุยบู๊กันเถิดเทิงที่ฮ่องกงและมาเก๊า เพื่อแก้แค้นให้ลูกสาวสุดเลิฟที่โดนมือมืดสั่งเก็บยกครัว โดยป๋าเขาได้ว่าจ้างสามมือปืนสุดเก๋ามาช่วยสะสางแค้นครั้งนี้ด้วย และแล้วเรื่องราวบู๊ๆ เท่ๆ เวอร์ๆ สไตล์น้าเขาก็กลับมาพบแฟนๆ อีกครั้งแล้วจ้า


ฉากแอ็คชั่นเด็ดๆ มีให้ชมเพียบ
และอย่างที่แฟนๆ หนังของน้าตู้(ไม่ใช่ดิเรกเน้อ)คุ้นเคยกันดี คือหนังยังคงลายเซ็นของน้าเขาไว้อย่างครบถ้วน อาทิเช่นการใช้บริการดาราขาประจำชุดเดิมๆ ฉากแอ็คชั่นก็พยายามครีเอทกันสุดๆ จนได้ฉากแอ็คชั่นเด็ดๆ มาให้ดูกันบ้าง การนำเสนอที่เปี่ยมสไตล์ทำให้เป็นหนังที่ดูแมนและเท่ซะจริง ไหนจะการได้เห็นเหล่าดาราหนังฮ่องกงที่เคยโด่งดังในอดีตที่ผลัดกันมาขึ้นจอให้เราได้หายคิดถึง แต่เสียดายที่ช่วงท้ายๆ หนังกลับไปไม่ถึงที่สุด การครีเอทฉากบู๊ก็ออกแนวเวอร์ๆ ดูน่าตลกมากกว่าจะเท่ และก็นะ ที่มาเก๊าเนี่ยเขาไม่มีตำรวจเลยหรอ ไล่ยิงกันกลางเมืองซะขนาดนั้น ยังไม่เห็นโผล่หัวมาสักคนเลย เหอๆ


ดูฉากก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ยิงกันหูดับตับไหม้
  • น่าดูเพราะ: ฉากบู๊แจ่ม มีสไตล์ เท่ๆ แมนๆ แฟนๆ หนังน้าตู้ไม่มีผิดหวังแน่
  • ไม่น่าดูเพราะ: บางช่วงดูเว่อร์ๆ ตลกๆ เสียอารมณ์หมด ถ้าไม่ชอบดูหนังบู๊ฮ่องกงพึงหลีกเลี่ยง