
Warriors of the Rainbow: Seediq Bale (2011) : 
นี่คือภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งไต้หวันประเทศที่ได้ชื่อว่าใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไต้หวัน คือประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวหนังเองก็ออกมาประสบความสำเร็จอย่างงามงดงามงด กวาดทั้งเงิน (30 ล้านเหรียญ) กวาดทั้งกล่อง ถึงขั้นได้ไปเฉิดฉายที่เทศกาลหนังเวนิส แถมยังได้เข้ารอบ 9 เรื่องสุดท้ายของรางวัลออสก้าร์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปีล่าสุดอีกด้วย
Braveheart เวอร์ชั่นไต้หวันมาแล้วจ้า
หนังเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไต้หวัน สมัยครั้งยังถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองเป็นอาณานิคม ในปี ค.ศ.1930 เมื่อชนพื้นเมืองของไต้หวันที่นำโดย Mona Rudao ทนการถูกข่มเหงที่เกิดขึ้นในมาตุภูมิของตนไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมานำกำลัง "ชาวป่า" ที่มีจำนวนพลเพียง 300 คนของเขาลุกขึ้นขับไล่ฆ่าฟันทหารญี่ปุ่นจำนวนนับพัน จนเป็นที่เล่าขานเลื่องลือถึงวีรกรรมอันกล้าหาญมาจนทุกวันนี้

จะชาติไหนพี่ยุ่นก็เที่ยวไปข่มเหงเขาไปทั่วผกก.เหว่ย เต-เฉิง (Cape No.7 [2008]) ขอคิดการใหญ่ในการนำเรื่องราวประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของชาวไต้หวันมาขึ้นจอเงิน โดยแบ่งหนังออกมาเป็นสองภาค ซึ่งมีความยาวรวมกันกว่า 4 ชั่วโมงครึ่ง (ป๊าด!) แถมทำเก๋ให้ตัวละครพูดภาษาพื้นเมือง รวมทั้งภาษาญี่ปุ่นทั้งเรื่อง ชนิดที่ว่าแม้แต่คนไต้หวันยังต้องนั่งอ่านซับเอา ส่วนเรื่องความอลังการก็จัดเต็มชนิดที่ดูก็รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีองค์ แถมฉากการรบก็ยิ่งใหญ่ปนดุเดือดเลือดพล่านซะตัดหัวกันเป็นว่าเล่น ให้อารมณ์ประมาณเดียวกับหนังอย่าง Braveheart (1995), Apocalypto (2006) หรือ The Last of the Mohicans (1992) ก็มิปาน 


ฉากรบดุเดือดเลือดพล่านดีแท้
ทราบมาว่าเรื่องราวของ Mona Rudao มีการนำมาเล่าอย่างแพร่หลายในไต้หวัน ทั้งในคราบของละคร ไปยันหนังสือการ์ตูน แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ผกก.เขาก็พยายามค้นคว้ามาอย่างเต็มที่ เพื่อพยายามสร้างหนังให้ออกมาสมจริงที่สุด ซึ่งอันนี้ก็น่าชื่นชมยิ่งนัก แต่ยังไงหนังก็ไม่วายโปรความเป็นวีรบุรุษของ Rudao สุดๆ อยู่ดี อีกทั้งเสนอภาพของพวกญี่ปุ่นซะอย่างกับตัวอิจฉาในละครไทยก็มิปาน และสำหรับคนที่ดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีสองภาคจะพบว่า ภาคแรกทำได้ดีกว่า ในขณะที่ภาคสองตอนท้ายๆ ช่างชวนสับสนอยู่บ้างในหลายๆ อย่าง
ดูแล้วไม่รู้จะสมน้ำหน้าหรือสงสารญี่ปุ่นดี
อีกอย่างที่อาจทำให้ไม่ได้ใจคนดูนัก คือการกระทำของพวกพระเอก ซึ่งโหดซะขนาดที่ว่าสังหารทั้งเด็กและสตรีชาวญี่ปุ่นเรียบจนดูเป็นคนป่ากระหายเลือดไปเลย แถมยังมีมุมมองเกี่ยวกับความตายที่ชวนตะหงิดๆ สำหรับคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่น้อย แต่ก็นะวิธีคิดและวัฒนธรรมของเรากับพวกเขามันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นตอนดูต้องปล่อยใจให้ว่างนิดนึง จะได้ดูหนังได้ตลอดรอดฝั่งฝัน
วิวทิวทัศน์งดงามดูดีมีชาติการ์ตูน
ใครที่ชอบดูหนังสงครามทางประวัติศาสตร์ล่ะก็คงจะถูกใจกันไม่ยาก เพราะในแง่ความบู๊เขาจัดเต็มจริงๆ ในขณะที่ด้านอื่นๆ ก็ยังมีดีไม่น้อย แม้จะค่อนข้างจะเข้าข้างตนเองไปหน่อยเหอะ (แหม ก็เป็นธรรมดาแหล่ะเนอะ) หนังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ถึงสงครามจะเป็นเรื่องเลวร้าย ไปจนถึงขั้นดูเหมือนไร้สาระ แต่บางทีมันก็จำต้องเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะชาติไหนๆ ต่างก็ต้องมีการหลั่งเลือดการพลีชีพของบรรพบุรุษเพื่อที่จะมีแผ่นดินให้ลูกหลานอยู่ต่อไปในอนาคต
- + อลังการงานสร้างโดยเฉพาะฉากรบอันแสนดุเดือด พยายามสมจริงสมจังเต็มที่ และให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์
- - ยาวโคตร กว่าจะดูจบเล่นเอาเหนื่อย ภาคสองดูสับสนไปบ้าง และหนังโปรตนเองไปป่าวจ้ะ
*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*
หน้าตาของ Mona Rudao ตัวจริง (คนกลาง) เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะเรา) ไม่ค่อยรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไต้หวันมากนัก (แต่ถ้าเป็น จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี เนี่ยคล่องเชียว อิอิ) โดยเฉพาะศึก Wushe ที่หนังนำมาเสนอนี้ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับชาวไต้หวันมากๆ ประมาณ 'ศึกบางระจัน' ของพี่ไทยเราก็มิปาน ทางบล็อกจึงขอนำข้อมูลย่อๆ ของเหตุการณ์นี้มาแบ่งปันดังนี้