วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Hugo (2011): มหัศจรรย์โลกภาพยนตร์


Hugo (2011) :
ในขณะที่บรรดา ผกก.หนังรุ่นเก๋าหลายคนพากันยี้ใส่หนัง 3D แต่ป๋า Martin Scorsese ผกก.ในตำนานกลับสวนกระแสขอทำหนัง 3D กับเขาบ้าง เพราะแกเล็งเห็นถึงข้อได้เปรียบของหนังแบบนี้ที่สามารถแสดงอากัปกิริยาและอารมณ์ของตัวละครให้คนดูสัมผัสได้โดยง่าย แถมเรื่องนี้ยังเป็นหนังสำหรับครอบครัวเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดีเสียด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นหนังเรท PG เรื่องแรกของแกในรอบ 18 ปีนี้เลยทีเดียว (เรื่องที่แล้วก็ The Age of Innocence [1993] โน่น)


สาวก Steampunk มีเฮอีกแล้วงานนี้
หนังดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่อง The Invention of Hugo Cabret ของ Brian Selznick ที่เล่าเรื่องของ Hugo (Asa Butterfield) เด็กชายกำพร้าวัย 12 ขวบที่อาศัยอยู่ในสถานีรถไฟ ณ กรุงปารีส สมัยทศวรรษที่ 30 ซึ่งนอกจากเขาจะต้องคอยทำหน้าที่ดูแลบรรดานาฬิกาในสถานีแล้ว ยังต้องคอยหลบนายตรวจประจำสถานีจอมโหดที่จ้องจะจับตัวเขาส่งบ้านเด็กกำพร้า และหาทางซ่อมแซมหุ่นกลเก่าๆ ตัวหนึ่งอันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่พ่อเขาทิ้งไว้ ซึ่งมันได้เก็บงำความลับสุดแสนมหัศจรรย์มากมายเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด

หนังเรท PG ของป๋า Martin Scorsese! (ฝันไปหรือเปล่าเนี่ย)
เปิดเรื่องมาด้วยงานด้านภาพที่แจ่มแจ๋ว ทำให้รู้ได้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้มีองค์ ไม่ธรรมดาแน่ๆ งานทุกด้านอยู่ในระดับดีเยี่ยม ทั้งลีลาการเล่าเรื่องอันมีคลาสของป๋า งานลำดับภาพ กำกับศิลป์สุดแจ่ม ทั้งดนตรีประกอบสุดไพเราะของ Howard Shore และบรรดาดารานักแสดงดังๆ คุณภาพมากมี โดยเฉพาะหนูน้อย Butterfield พระเอกเราที่แสดงสีหน้าแววตาได้เลิศเกินเด็ก ท่าทางอนาคตไกลอยู่นะเนี่ยหนูคนเนี้ย


อิตา Borat มาทำอะไรในเรื่องนี้ด้วยเนี่ย
แต่ระดับป๋าเขาแล้วจะให้ทำหนังครอบครัวเฉยๆ ก็กระไรอยู่ ซึ่งในเรื่องนี้ อันที่จริงนั้นก็เปรียบเสมือนจดหมายรักที่มีต่อ 'ภาพยนตร์' ที่มีการเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ มนตร์เสน่ห์ ความอัศจรรย์ของมันอยู่แล้ว ว่าแล้วป๋าก็ขอร่วมแจมแสดงความลุ่มหลงของป๋าที่มีต่อภาพยนตร์อีกแรง เราจึงจะได้เห็นฟุตเตจบรรดาภาพยนตร์ขาวดำสุดคลาสสิคมากมาย รวมถึงการคารวะหนังเหล่านี้ในหลายๆ ฉากอีกด้วย (อย่างเช่นฉากโหนนาฬิกาเหมือนในหนังของ Buster Keaton)


ป๋า Scorsese ก็มาโผล่ในหนังแบบแว๊บๆ ด้วย
เสียดายที่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่น 3D ซึ่งว่ากันว่าแจ่มแจ๋วมีมิติเสียจนเสี่ย James Cameron ยังซูฮกว่าแจ่มกว่า Avatar (2009) เสียอีก (ปานนั้น?) และการที่หนังพูดถึงมนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์โดยพูดถึงบรรดาหนังเก่าๆ แบบนี้ก็คงจะทำให้คนยุคใหม่รู้สึกอินไปด้วยไม่ได้ทั้งหมดหรอก ดังนั้นแม้นี่จะเป็นหนังดีจริง มีเสน่ห์จริง มีมนตร์ขลังจริง แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะชอบกันได้ทุกผู้ทุกคน ดังจะเห็นได้จากรายได้ที่ต่ำ (เจ๊ง) สวนทางกับคำวิจารณ์อันเลิศหรู ซึ่งหนังเรื่องนี้จะได้ใจท่านหรือไม่นั้นก็เห็นทีว่าต้องพิสูจน์ด้วยตาท่านเองแล้วล่ะเน้อ ขอบอก :)


ดูหนังให้สนุกนะจ้ะ
  • + ระดับ ผกก.Martin Scorsese ไม่เคยทำหนังแย่ แม้นี่จะเป็นหนังครอบครัวเรื่องแรกของเขา แต่ก็ยังแจ่ม น่าประทับใจหลายจริงๆ พับเผื่อยสิ
  • - ถึงหนังจะดี แต่ถ้ามองในฐานะหนังครอบครัวยังถือว่าหย่อนความสนุก แบบที่เด็ก (และผู้ใหญ่หลายคน) ดูแล้วเบื่อเอาได้ง่ายๆ




*ช่วงเพลงในหนัง*

Howard Shore และ Zaz นักร้องสาวชาวฝรั่งเศส
สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างในหนังเรื่องนี้คือดนตรีประกอบสุดไพเราะของคอมโพเซอร์งานชุกอย่าง Howard Shore ที่ส่งเสริมอารมณ์ของหนังได้ทุกคิวเพลง รวมทั้งเพลงร้องชื่อ Coeur Volant ที่อยู่ในช่วงเอนด์เครดิตท้ายเรื่อง ที่ได้สาว Zaz (Isabelle Geffroy) ศิลปินสาวชาวฝรั่งเศสวัย 31 ขวบมาขับขานบทเพลงให้อย่างสุดชวนเคลิ้ม ดูแล้วฟังแล้วก็อยากให้ดนตรีประกอบเรื่องนี้ได้ออสก้าร์เสียจริงๆ ไม่เชื่อลองฟังดูสิจ้ะ แล้วจะเห็นด้วยกับเรา อิอิ


ท่านสามารถดาวน์โหลดอัลบั้มซาวน์แทร็คหนังเรื่องนี้ได้โดยคลิกที่รูปป๋า Shore ด้านบน


*รีวิวหนังของ ผกก.Martin Scorsese เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*


วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Jack and Jill (2011): แฝดจอมวุ่นจุ้นเถิดเทิง

Jack and Jill (2011) :
ทุกวันนี้สถานะของเฮีย Adam Sandler นั้นก็เรียกว่าอยู่ตัวแล้ว เพราะลำพังแค่การเป็นโปรดิวเซอร์หนังให้พวกพ้อง หรือการมีหนังของเขาเองฉายปีละเรื่องก็อยู่ได้แบบชิวๆ ไม่ต้องปากกัดตีนถีบอะไรมากมาย ซึ่งถึงแม้ตัวหนังจะออกมายังไงแต่บรรดาแฟนๆ ก็พร้อมจะให้การต้อนรับด้วยดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องนี้ของเฮียเขาที่หลายคนถึงกับยกให้เป็นหนังสุดห่วยประจำปีที่แล้ว ก็ยังอุตส่าห์ฟันเงินไปได้ตั้ง 124 ล้านเหรียญได้อยู่ดี


เฮีย Adam Sandler มีแฝดด้วยเหรอเนี่ย
หนังเสนอเรื่องราววุ่นๆ ของ Jack (เฮีย Sandler) โปรดิวเซอร์บริษัทโฆษณาใน แอลเอ ซึ่งต้องรับมือกับ Jill (ก็เฮีย Sandler อีกนั่นแหล่ะ) พี่สาวฝาแฝดจอมป่วนของเขาที่จะบินจากนิวยอร์คมาพักอยู่ด้วยกับครอบครัวของน้องชายในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าของทุกปี ว่าแล้วเรื่องราวป่วงๆ ฮาๆ มากมายจึงเกิดขึ้นตามมาเป็นโขยงเลยเชียว

จะเป็นชายหรือหญิงก็ยังหน้าตาชวนฮาอยู่ดี
และก็เป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับการที่เฮียจะร่วมงานกับทีมงานขาประจำไม่ว่าจะเป็น ผกก.Dennis Dugan ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัย Happy Gilmore (1996) เลยโน่น หรือบรรดาเพื่อนฝูงนักแสดงรวมทั้งบรรดาคน (มะกัน) ดังๆ ที่ผลัดกันมาสร้างสีสันคนละนิดละหน่อย ซึ่งที่เด็ดหน่อยก็คือป๋า Johnny Depp ที่ใส่เสื้อยึด Justin Bieber (ฮา) มาร่วมเรียกรอยยิ้มซะด้วย

คุณนาย Tom Cruise กับป๋า Al Pacino ก็มากับเขาด้วย
ส่วนเรื่องราวของหนังนั้นก็ตลกกันไปตามเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะมากับมุกตด มุกขี้ และตลกเจ็บตัว ส่วนเฮีย Sandler ก็ขอเหมาบทสองตัวละครเด่นของเรื่อง ก็ดูจะสบายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่วาดลวดลายอะไรมากมาย และเทน้ำหนักความเด่นไปทางเวอร์ชั่นหญิงมากกว่า (รวมทั้งยังคงเน้นความเป็นยิวของเฮียอย่างเต็มภาคภูมิ) ในขณะที่ป๋า Al Pacino ก็ยังอุตส่าห์มากับเขาด้วย ซึ่งถึงแม้บทแกจะมีเยอะหน่อยแต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้หนังขำขึ้นแต่ประการใด

ฉากดูหนังเนี่ยน่าจะฮาที่สุดในเรื่องแล้วมั้ง
ถึงจะไม่สามารถเรียกได้ว่านี่เป็นหนังตลกที่เข้าท่า แต่สำหรับแฟนๆ ของเฮียแล้วมันก็ยังถือว่าพอดูได้เพลินๆ ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายอยู่ดี เพราะยังมีเสน่ห์ประจำของหนังเฮีย Sandler อยู่อย่างครบครัน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสน่ห์ของแกจะช่วยให้หนังทำเงินอีกไปได้นานสักเท่าไหร่นะ ถ้าขืนยังทำหนังออกมาได้ตลกน้อยอย่างนี้อีกต่อไปล่ะเน้อ เฮียจ๋า
  • + ยังคงเพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์ประจำของหนังเฮียเขาที่แฟนๆ ชื่นชอบดี ดูกันได้เพลินๆ นะ
  • - แต่ความตลกของหนังนั้นมีน้อยนิดยิ่งนัก และที่มีก็ออกแนวฝืดไปนิด




*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ Adam Sandler ภายในบล็อก*


วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Underworld: Awakening (2012): สาวแวมไพร์เดือดเชือดตามผัว

Underworld: Awakening (2012) :
หายไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าซะปีกว่าๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เจ๊ Kate Beckinsale ก็ขอกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง โดยแค่ในปีนี้ปีเดียวเจ๊แกก็จะมีผลงานออกมาล่อเข้าไปตั้ง 4 เรื่องแล้ว (อั้นมานานละสิท่า) และหนึ่งในนั้นก็คือหนังแฟรนไชส์หากินของเจ๊และสามีสุดที่เลิฟ (Len Wiseman) ชุดนี้นั่นเอง


แวมไพร์สาวปืนคู่กลับมาอาละวาดอีกครั้ง
ภาคที่แล้วเจ๊แกโผล่มาแบบวับๆ แวมๆ ซะจนแฟนๆ มีเคือง มาคราวนี้เลยขอกลับมาฉายเดี่ยวแบบเต็มๆ ไม่ขอแบ่งซีนให้ใครอื่น ด้วยเรื่องราวที่คาบต่อจากภาคสองเมื่อเจ๊และสามีถูกมนุษย์จับแช่แข็งไปซะตั้ง 12 ปี พอตื่นขึ้นมาอีกทีเหลียวซ้ายแลขวาก็หาสามี (ผัว) ไม่เจอ เจ๊จึงต้องงัดอารมณ์เดือดประมาณ จา พนม ช้างกรูอยู่ไหน ประกาศก้อง "ผัวกรูอยู่ไหน!?" ออกตระเวนบู๊กระจายเถิดเทิงกันซะทั้งเรื่องเลยทีเดียว

มีตัวละครใหม่ๆ เข้ามาเพียบ
ภาคนี้เขาเปลี่ยน ผกก.กันอีกครา แถมคราวนี้มากันแบบแพ็คคู่สุดคุ้ม ซึ่งนั่นก็คือสองหนุ่มดูโอ้ชาวสวีเดนนาม Måns Mårlind และ Björn Stein ที่เคยมีผลงาน (เกือบ) ระทึกขวัญอย่าง Shelter (2010) ซึ่งโอ้มายก้อดพวกเขาประสานร่างฟิวชั่นพลังซูเปอร์ไซย่า ปั่นฉากแอ็คชั่นสุดมันส์แบบนันสต็อปกันแทบทั้งเรื่องชนิดไม่ปล่อยให้ตัวละครและคนดูได้พักหายใจหายคอ แล้วพวกเขาก็ทำได้ดีซะด้วยสิ!


มาดบู๊เจ๊แกเท่จริงๆ
ส่วนเจ๊ Kate เราก็ยังคงดูมาดเท่และเล่นฉากแอ็คชั่นได้อย่างเข้าท่าทะมัดทะแมงในแบบที่ดูแล้วก็ต้องยอมรับล่ะว่า เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ แต่ช้าก่อนหนังเรื่องนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้ดูฉากแอ็คชั่นโหดๆ เท่ๆ มันส์ๆ ระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่า ไม่ได้มีอะไรพิศดารไปมากกว่านั้น ดังนั้นอย่าได้คาดหวังว่าจะเจอเรื่องราวหรือบทที่ซับซ้อนแจ่มแจ๋วชนิดท้าทายสติปัญญานะจ้ะ


แวมไพร์เรื่องนี้ใช้ปืนกันเป็นว่าเล่น
ดังนั้นนี่จึงเป็นหนังแอ็คชั่นที่สร้างออกมาให้ดูกันเอาสนุกเอาเพลินอย่างเดียว ดูแล้วก็แล้วกันไป ห้ามคิดเกินเลยไปกว่านั้น เดี๋ยวจะฉี่เหนียวเอาเปล่าๆ นี่เห็นทิ้งเชื้อไว้สำหรับภาคห้าเรียบร้อยหอยเสียบ ซึ่งเห็นตัวหนังประสบความสำเร็จทำเงินทำทองด้วยดีอย่างนี้แล้ว ดูท่าเจ๊ Kate แกยังจะหากินกับหนังแฟรนไชส์นี้ได้อีกสักระยะล่ะนะ ขอบอก
  • + แอ็คชั่นแพ็คสุดมันส์ ดูเพลินดีแต้
  • - เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลย เหมือนกับมาสู้ๆ กันแล้วก็รีบๆ จบงั้นแหล่ะ




*รีวิวหนังของ Kate Beckinsale และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

J. Edgar (2011): บุรุษเหล็กหัวใจลั้นลา

J. Edgar (2011) :
ปู่ Clint Eastwood อายุจะ 82 ขวบในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว แต่ก็ยังคงเดินหน้าสร้างหนังออกมาอย่างไม่ลดละ (แสดงว่ามียาโด๊ปเด็ด อิอิ) และนี่คือผลงานล่าสุดของแกที่คราวนี้ขอหันมาร่วมงานกับพ่อหนุ่ม Leonardo DiCaprio บ้าง ในหนังอัตชีวประวัติของ J. Edgar Hoover ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกของ FBI หรือ 'หน่วยสืบสวนสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา' ที่ครองตำแหน่งยาวนานกว่า 37 ปี จนนับเป็นชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดอีกคนหนึ่งแห่งอเมริกาในสมัยนั้นเลยทีเดียว


เฮียแกมาพร้อมกับหนังคุณภาพอีกแล้วครับท่าน
หนังเล่าเรื่องราวของ Hoover (DiCaprio) หนุ่มผู้มุ่งมั่นจริงจังกับการทำงานในกระทรวงยุติธรรมที่ไต่เต้าจนได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI จึงริเริ่มวางรากฐานให้หน่วยงานนี้จนมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประเทศ ที่แม้แต่ประธานาธิบดีเองยังต้องเกรงใจ ในขณะที่เรื่องชีวิตส่วนตัวของเขาเองนั้นก็ชวนฉาวไม่ใช่น้อย เพราะดูเหมือนว่าเขาจะมีใจโอนเอียงไปทางชอบไม้ป่าเดียวกัน โดยเฉพาะกับนาย Clyde Tolson (หนุ่ม Armie Hammer จาก The Social Network [2010]) มือขวาคนสนิทของเขานั่นเอง (ป๊าด!)

ไอ้หนุ่มจาก The Social Network ก็มากับเขาด้วย
นับว่าปู่ Clint แกเข้าใจเลือกเรื่องทีเดียว เพราะเรื่องราวชีวิตของ Hoover นั้นน่าสนใจไม่น้อย หนังเล่าเรื่องราวสลับไปมาทั้งสมัยหนุ่มสมัยแก่ของพระเอก ในช่วงเวลาที่เถลิงอำนาจอันยาวนานผ่านประธานาธิบดีหลายสมัย (6 คน) พ่วงด้วยชีวิตรักต้องห้ามกับเพื่อนร่วมงานรูปหล่อ เพราะค่านิยมของสังคมสมัยนั้นกับหน้าที่การงานของเขามันค้ำคอเอาไว้ไม่ให้ลั้นลาจนเกินเหตุ


ดูภาพก็รู้ว่าหนังเรื่องนี้ซีเรียส
หนังได้มือเขียนบทเป็น Dustin Lance Black ที่เคยมีผลงานหนังนักการเมืองเกย์อย่าง Milk (2008) ก็ทำให้วางใจได้เลยว่าประเด็นเกย์นั้นคงจะถูกขับเน้นไม่ใช่น้อย (แต่ก็ไม่เยอะจนแอ๊บแตก) ซึ่งอันตัวคุณ DiCaprio แกก็ทุ่มสุดตัวเพื่อบทบาทเต็มที่ คือรับบททั้งช่วงหนุ่มและแก่หนังเหี่ยวเองอย่างน่าชื่นชม เสียดายที่ดันหลุดโผชิงออสก้าร์ไปซะงั้น ไม่งั้นคงมีลุ้น ในขณะที่หนุ่ม Hammer ก็พาดวงตาหวานๆ มาเกย์ได้อย่างสมบทบาท แต่ก็นะ ดันเมคอัพเขาตอนแก่ได้ดูหน้ายางเอามากๆ จนดูเฟคๆ ชอบกล

ใครอยากเห็นพ่อหนุ่ม Leonardo แก่หง่อมเชิญทางนี้
โดยรวมแล้วหนังมีดี หนึ่งเลยคือให้ความรู้ความเป็นมาของ FBI และประวัติศาสตร์อีกเสี้ยวของอเมริกา สองคือบรรดานักแสดงที่ทำหน้าที่กันเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่หนังเต็มไปด้วยบทสนทนา เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ และไปไม่สุดทางอารมณ์ ดูจบแล้วก็จบไปเลยไม่ค่อยจะอินเท่าไหร่ แถมงานเมคอัพตอนแก่เนี่ยค่อนข้างดูขัดๆ ตาในหลายครั้ง (คือเห็นได้ชัดเลยว่ายัดอะไรไว้ในท้องเฮียลีโอเพื่อทำพุงโต) ถึงกระนั้นก็นับว่านี่เป็นหนังดีน่าดูอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แฟนๆ ปู่คงจะไม่พลาดกันแน่นอน ชิมิ?


เปรียบเทียบตัวจริงกับตัวปลอมให้เห็นกันจะๆ
สิ่งที่เราชอบในหนังแนวนี้ของฝรั่งคือ 'ความแฟร์' ที่ไม่ว่าเขาคนๆ นั้นจะเป็นใครใหญ่มาจากไหน แต่ก็มีด้านมืดมีปม มีขีดจำกัด ไม่ใช่จะอวยจะเพอร์เฟคท์เหนือคนกันสถานเดียว ดังเช่นกรณีของ Hoover เองที่ถึงเขาจะเป็นชายผู้มีอำนาจล้นประเทศ เป็นคนที่สร้างคุโณปการต่างๆ แก่ประเทศชาติมากมาย แต่เขาก็มีจุดอ่อน มีขีดจำกัด ดั่งเช่นคนอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราตระหนักว่าโลกนี้ไม่มีใครหรอกที่เพอร์เฟคท์ ในขณะเดียวกัน เราๆ ท่านๆ ที่ไม่เพอร์เฟคท์นั้นก็สามารถสร้างสรรค์คุณงามความดี คุณประโยชน์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศชาติ แก่สังคม แก่มนุษยชาติได้เช่นกัน พูดแล้วเหมือนจะเว่อร์แดก แต่มันคือเรื่องจริงนะคร้าบพี่น้อง :D
  • + หนังดี การแสดงแจ่ม ความรู้ตรึม และนี่เป็นหนังของปู่คลินต์ที่รักของแฟนๆ นะ จะพลาดได้ไงเนี่ย
  • - ไปเรื่อยๆ ไม่สุดทางอารมณ์ เลยเป็นแบบดูจบแล้วก็จบไป แถมเมคอัพยังดูปลอมๆ ได้อีก




*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*

J. Edgar Hoover
John Edgar Hoover (1 ม.ค.1895 - 2 พ.ค.1972) คือผู้อำนวยการคนแรกของหน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐ ซึ่งเขายังเป็นผู้มีส่วนก่อตั้งและวางรากฐานอันมั่นคงให้หน่วยงานนี้ คือมีการนำวิทยาการสมัยใหม่ นิติวิทยาศาสตร์ มาใช้ไขคดี และทำให้หน่วยงานมีอำนาจมากมายชนิดที่แม้แต่ประธานาธิบดีเองยังต้องเกรงใจ

ผลงานเด่นในสมัยของเขาคือการกำหราบคอมมิวนิสต์ให้หมดฤทธิ์ในอเมริกา และยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการออกทำสงครามกับเหล่ามาเฟียดังๆ ที่ครองเมืองในยุคนั้นด้วย (อาทิ Al Capone เป็นต้น)

แต่ด้วยความว่ามีศัตรูแยะ (โดยเฉพาะบรรดาพวกนักการเมือง) เขาจึงต้องมีหลักประกัน โดยการรวบรวมหลักฐาน ทั้งเทปลับ เอกสาร ไว้คอยแบล็คเมล์และเล่นงาน คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ทำให้หลายคนมองว่าเขานี่แหล่ะมาเฟียตัวจริง ซึ่งว่ากันว่าเขามีเอกสารหลักฐานความลับอื้อฉาวของคนดัง นักการเมืองยุคนั้นเก็บไว้เพียบเชียว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครหาเจอว่าเก็บซ่อนไว้ที่ไหน

Hoover กับ Clyde Tolson คู่ขาเอ๊ยมือขวาของเขา
อีกอย่างที่ฉาวของเขาคือการที่ครองตัวโสดจนตาย และการสนิทสนมกับมือขวาคนสนิทอย่าง Clyde Tolson ที่มักมีคนเห็นทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ทั้งทำงาน พักผ่อน ทานอาหาร ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะพอมีมูลอยู่บ้าง เพราะเมื่อ Hoover เสียชีวิตในปี ค.ศ.1972 นั้น Tolson ก็คือผู้รับธงชาติที่คลุมโลง (ซึ่งปกติบุตรและคู่สมรสของผู้ตายจะเป็นผู้รับ) และเขายังยกบ้านให้แก่ Tolson และพอเมื่อ Tolson เสียชีวิต ก็ถูกฝังศพไว้ใกล้ๆ กันนั่นเอง

ไม่ว่า Hoover จะเป็นคนยังไงแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาได้สร้างคุโณปการให้แก่ประเทศชาติ (อเมริกา) มากมาย ซึ่งคนรุ่นหลังคงไม่มีวันลืมชื่อของเขา (แม้แต่ตึกยังเอาชื่อเขาไปตั้ง) ของชายตัวเล็กแต่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค อันมีนามว่า J.Edgar Hoover.

*คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก wikipedia*


*รีวิวหนังของปู่ Clint Eastwood และ Leonardo DiCaprio เรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*