วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Captain Phillips (2013): (อย่า) ลูบคมพี่เบิ้มคับโลก



Captain Phillips (2013): (อย่า) ลูบคมพี่เบิ้มคับโลก

     ถึง ผกก.Paul Greengrass (แห่งหนัง Jason Bourne ภาค 2 และ 3) แกจะนานๆ โผล่มาให้แฟนๆ หายคิดถึงที ทว่าผลงานแต่ละเรื่องของแกนั้นวางใจได้เสมอในด้านคุณภาพ ซึ่งก็รวมถึงผลงานล่าสุดเรื่องนี้เข้าไปด้วย

    ถ้าตามงานแกมาตลอดจะรู้ว่าหนังแกแต่ละเรื่องมักจะสร้างมาจากเหตุการณ์จริงเสมอ (ด้วยความที่แกเคยทำงานเป็นนักข่าวหัวเห็ดมาก่อน) ดังนั้นหนังของแกจึงโดดเด่นในการพยายามสร้างภาพที่ออกมาให้ดูสมจริงสมจังราวกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็มิปาน ไม่ว่าจะสไตล์การเหวี่ยงกล้องถ่ายที่ชวนลายตาเหมือนภาพที่เห็นจากเรื่องจริงผ่านจอ รวมทั้งการตัดต่อที่ฉับไวชวนลุ้นใจหายใจคว่ำ ล้วนถูกนำมาใช้ช่วยสร้างอารมณ์จริงของหนังได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นเอกลักษณ์เป็นลายเซ็นของแกไปซะแล้ว

     ส่วนคราวนี้ตัวหนังออกมาจับความสนใจคนดูได้อยู่หมัดตลอดทั้งเรื่อง อาทิเช่นการเล่นเอาเถิดเอาล่อระหว่างกัปตันกับเหล่าโจรสลัด หรือการพยายามช่วยเหลือตัวประกันจากทางการ ที่ทำให้คนดูได้ลุ้นตูดขมิบกันตลอด แม้จะรู้กันอยู่ลึกๆ แล้วว่าหนังจะจบลงยังไง (เหมือนคราวหนัง United 93 นั่นไง) ส่วนป๋า Tom Hanks แกก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่เสียฟอร์มแต่ประการใดในบทกัปตันเรือมากประสบการณ์ที่ต้องงัดเอาความเก๋ามาต่อกรกับเหล่าโจรสลัดหน้ามืดทั้งหลาย แต่เอ๊ะ มาเรื่องนี้กล้องไม่ค่อยเหวี่ยงเท่าไหร่แฮะ ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่เวียนหัวเนอะ อิอิ



เปรียบเทียบกัปตัน Richard Phillips ตัวจริงกับในหนัง
     และแน่นอนที่แฝงมากับหนังด้วยคือการตีแผ่ความจริงอีกมุมของโลกวันนี้ อย่างการที่ชาวโซมาเลียส่วนใหญ่ที่มีความเป็นอยู่อันทุกข์ยาก จนอาชีพโจรสลัดปล้นเรือสินค้าคืองานในฝันที่พวกเขาคิดว่าจะช่วยให้ลืมตาอาปากได้บ้าง ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าถึงปล้นสำเร็จแต่ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดต้องตกไปอยู่ในมือขาใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลังอีกทีก็ตาม


     แต่แย่หน่อยที่คราวนี้โจรสลัดเจ้ากรรมดันเลือกไปปล้นเรือขนส่งสินค้าของพี่เบิ้มคับโลกอย่างอเมริกาเข้า ซึ่งหนังแสดงให้เห็นชัดๆ เลยว่า พี่กันเราไม่ยอมยอมเสียหน้าให้กับโจรกระจอกๆ จากประเทศจนๆ หรือแม้แต่ใครหน้าไหนทั้งนั้น และพร้อมจะทำได้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครมาลูบคมพญาอินทรีแน่ หึๆ



นี่คือหนังดีมีคุณภาพอีกเรื่องของปี 2013 นะครับ อย่าพลาดกันล่ะ มิตรรักคอหนังทั้งหลาย เราให้ 8/10 เลยครั่บ







*อันเนื่องมาจากหนัง*
A Hijacking/Kapringen (2012): ปล้นปักหลัก

     ดูหนังแล้วก็นึกถึงหนังเดนมาร์กที่สร้างจากเรื่องจริงของการปล้นเรือสินค้าอีกเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้โจรสลัดสบายไปเพราะทางบริษัทเจ้าของเรือเขาเน้นการเจรจา แต่แลกมาด้วยการลำบากของบรรดาตัวประกันที่ต้องโดนจับอยู่นานแรมเดือน

   ตัวหนังไม่ได้เน้นที่มาที่ไปของทางโจรสลัดเท่าไหร่ ในขณะที่หนังของป๋าทอมจะมีเหยาะที่มาให้เห็นบ้าง แต่โดยรวมแล้วหนังก็ดีพอๆ กันแหล่ะ (แต่ถ้าชอบลุ้นๆ ต้องหนังป๋าทอม) 

     การต่อรองชีวิตตัวประกันไม่ใช่การต่อรองทางธุรกิจ แต่ในโลกที่เงินคือทุกสิ่ง บางทีเราก็มัวแต่สนใจเรื่องตัวเลขเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์ที่จะต้องเสียไป จนละเลยสิ่งที่น่าจะสำคัญเป็นอันดับแรกอย่างสวัสดิภาพของเหล่าตัวประกันเหล่านั้นไปซะฉิบ 






*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของ ผกก.Paul Greengrass ภายในบล็อก*
 

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

The Hobbit: The Desolation of Smaug (2013): อภินิหารตาโบ้หรอยมังกือ



The Hobbit: The Desolation of Smaug (2013): อภินิหารตาโบ้หรอยมังกือ

     หลายคนบ่นว่าภาคที่แล้วชวนง่วงไปนิด เนื่องจากส่วนใหญ่ยังเป็นการปูเรื่อง มาคราวนี้หนังเริ่มเร่งสปีดเรื่องราวขึ้นแล้ว ซึ่งเสี่ย Peter Jackson และทีมงานก็สามารถทำให้หนังที่ยาวเกือบสาม ชม.เรื่องนี้ออกมาบู๊กระหน่ำดูสนุกเพลิดเพลินไม่มีน่าเบื่อ ไม่ว่าจะสำหรับขาจรคนดูทั่วไป หรือบรรดาแฟนานุแฟนของทั่น J. R. R. Tolkien ก็ตามที


     และแน่นอนการลากยาวเป็นหนังสามภาค ทั้งที่หนังสือต้นฉบับที่มีแค่ 300 กว่าหน้านั้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มเติมเสริมแต่งอะไรเข้าไปมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมสร้างก็แถเข้าไปด้วยความเข้าใจ ด้วยความเคารพต่อโลกของมิดเดิ้ลเอิร์ธ ทุกอย่างจึงดูไม่แปลกแยกหรือไม่เข้าท่า ไม่ว่าจะด้านรักสามเส้าระหว่าง เอล์ฟ-คนแคระ หรือฉากแกนดาล์ฟป๊ะกันกับเนโครแมนเซอร์ก็ตาม (อันที่จริง เราว่าฉากนี้เด็ดทีเดียวนะ)

     หากจะมีอะไรที่ลดทอนความดีงามของหนังลงไปบ้างก็คงจะเป็น บิลโบ ตัวเอกของเรื่องที่คราวนี้แกดูจะออกแอ็คชั่นกันอย่างเดียว ในขณะที่บทพูดหรือมิติความลึกของตัวละครกลับดูผ่านๆ เผินๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเขาแต่เรียกได้ว่าทั้งเรื่องไม่มีบทพูดที่น่าประทับใจหรือน่าจดจำเอาเลย รวมทั้งการที่หนังเป็นภาคกึ่งกลางของไตรภาคที่มักมีจุดอ่อนในด้าน 'จบแบบไม่จบ' ให้คนดูคาใจอีกนั่นเอง

     ไม่รู้สินะเรารู้สึกว่าหนังดี ดูสนุก เทคนิคยอดเยี่ยม แต่กลับไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรือน่าประทับใจเท่ากับครั้งไตรภาค The Lord of the Rings เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ถ้ามองว่าหนังไตรภาค The Hobbit จำเป็นต้องมีเพราะจะทำให้เรื่องราวมหากาพย์แห่งมิดเดิ้ลเอิร์ธโดยจินตนาการของ J. R. R. Tolkien ครบถ้วนสมบรูณ์แล้วล่ะก็ เราเห็นด้วยอย่างแรงในจุดนี้จ้า



โดยรวมแล้วภาคนี้ดูสนุกขึ้นจากภาคแรก แอ็คชั่นกันเถิดเทิงตลอดเรื่อง แฟนานุแฟนของหนังชุดนี้และขาจรส่วนใหญ่คงจะปลื้มกันและคงจะรอดูภาคสามกันแทบไม่ไหวเลยทีเดียว 8/10 คะแนนครั่บ

ปล.เสี่ย Peter Jackson โผล่มาแว๊บๆ ในหนังตามธรรมเนียมปฏิบัติของแกอีกครั้ง ส่วนจะโผล่มาตอนไหนนั้นก็จับตาดูกันดีๆ เน้อ อิอิ ^^






*ช่วงเพลงในหนัง*
     ซิงเกิ้ลแรกในรอบสองปีของ Ed Sheeran ศิลปินหนุ่มโฟล์คหัวแดงวัย 22 ขวบจากเกาะอังกฤษ ซึ่งตัวเพลงนี้จะอยู่ในช่วงเอนด์เครดิตของหนัง น่าฟังทีเดียวนะครับเนี่ย ;)






*รีวิวภาคแรกภายในบล็อก*

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Carrie (2013): อย่าแหย่ให้แบ๊วโหด



Carrie (2013): อย่าแหย่ให้แบ๊วโหด

     หนังสยองรีเมคมาอีกเรื่องแล้วจ้า คราวนี้ถึงคิวของ Carrie หนังสยองคลาสสิคจากปี 1976 ที่ถูกฮอลลีวู้ดจับมารีเมคให้คอหนังที่เกิดไม่ทันหรือเกิดทันแต่ลืมๆ ไปแล้วได้สยองกันบ้าง ส่วนจะสยองสมชื่อ'สาวสยอง'หรือไม่นั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่งเน้อ

     เวอร์ชั่นปี 2013 นี้หนังได้ Kimberly Peirce ผกก.หญิงที่เคยทำแต่หนังดราม่าตีแผ่ปัญหาวัยรุ่นมาเล่าเรื่อง ดังนั้นอะไรที่เกี่ยวกับวัยรุ่นๆ ในเรื่อง ผกก.เธอทำหน้าที่ได้ไม่ตกหล่นอยู่แล้ว

     แต่ครั้นมองไปที่ความสยองนั้นยังถือว่าหนังธรรมดาเกินไป คือไม่มีอะไรที่โดดเด่นหรือน่าจดจำเท่าไรนัก ที่น่าเสียดายยิ่งไปกว่านั้นคือน้องหนู Chloë Grace Moretz ที่ไม่เหมาะกับบทสาวสยองเอาซะเลย ไม่ว่าจะเป็นการที่หน้าตาเธอน่ารักเกินไป (เกี่ยวมั้ยนั่น) ซึ่งส่งผลให้เมื่อถึงฉากสยอง หน้าน้องเค้าก็ยังดูแบ๊วๆ ไม่น่ากลัวเอาซะเลย (Sissy Spacek ในต้นฉบับกินขาดในเรื่องนี้)



เป็นหนังรีเมคที่ไม่ถึงกับทำเสียของ แต่ก็เกือบสอบไม่ผ่านในเรื่องความสยองเพราะบางฉากแทนที่จะสยองกลับทำให้คนดูในโรงหลายคนขำแทนซะงั้น ให้ไป 5/10 ครั่บ






*ช่วงเพลงในหนัง*

อีกสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดในหนัง Carrie เวอร์ชั่นรีเมคนี้คือเพลงประกอบที่คัดมาแต่เพลงโดนๆ โดยเฉพาะเพลงเพราะๆ เพลงนี้ของ The Civil Wars ที่ถูกใช้ในฉากเต้นรำในงานพรอม :)






 *ย้อนรอยหนังต้นฉบับ*
Carrie (1976): ระดับความน่าเบื่อมีพอๆ กับฉบับรีเมค แต่ที่เหนือกว่าแบบเห็นๆ ก็คือการแสดงของ Sissy Spacek ที่ถึงตอนนั้นจะอายุ 26 ขวบแล้วแต่ยังแอ๊บเป็นเด็กวัยรุ่นได้เนียนๆ และพอบทจะโหดหน้าตาเธอก็ชวนสยองไม่ใช่เล่น


ในยุคโน้นคงจะสยองได้โล่ แต่มาถึงทุกวันนี้ หนังมันดูธรรมดาไปซะแล้วล่ะ 5/10 ก็พอครับ




วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด


The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด

     เกมช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและการหวั่นภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในช่วงกลางยุค 60 ก่อให้เกิดการสังหารหมู่ในอินโดนีเซียที่มียอดคนตายสูงถึง 2.5 ล้านคน (ซึ่งส่วนใหญ่คือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และคนเชื้อสายจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์) ซึ่งแน่นอนที่หนังสือวิชาประวัติศาสตร์เพียงแค่กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ให้คนอินโดรุ่นหลังๆ ได้รับรู้เพียงแค่ผ่านๆ เท่านั้น

     ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่มือสังหารในยุคนั้น ต่างยังคงอยู่ดีมีสุข มีกลุ่มมีพรรคเติบโต มีอิทธิพลมาจนทุกวันนี้ ซึ่งแม้แต่นักการเมืองยังต้องเกรงใจ แม้บางคนจะถูกความรู้สึกผิดคอยหลอกหลอน แต่คนอีกส่วนใหญ่แล้วยังคงคิดว่าตัวเองทำถูกทำเพื่อประเทศชาติ และภาคภูมิใจกับการเล่าอดีตอันแสนหฤโหดของตนให้ฟัง

     สารคดีไม่ได้มุ่งเน้นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ แต่เจาะไปที่ความรู้สึกนึกคิดของเหล่าเพชฌฆาต ด้วยการให้เจ้าตัวมาเล่นละครเป็นตัวเองหรือเป็นเหยื่อสมมุติของเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้น ภาพที่ออกมาเลยเหมือนฝันร้ายที่บางทีก็เหนือจริงแต่ก็แสนหดหู่กดดันควบคู่กันไป

     ที่น่าสนใจคือด้วยความที่กลุ่มของเหล่าเพชฌฆาตยังเรืองอำนาจอยู่จนทุกวันนี้ หนังเลยต้องขึ้นเครดิตทีมงานหลังกล้องทุกคนที่เป็นชาวอินโดนีเซียเองว่า 'Anonymous' หรือ 'นิรนาม' เพื่อป้องกันการถูกตามมาเช็คบิล

     ดูแล้วจะพบว่าเกิดเป็นคนไทยน่ะดีแค่ไหนแล้ว (แม้ประเทศเราจะวุ่นวายตลอดแต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น) โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนเชื้อสายจีนล่ะก็ อยู่อินโดนีเซียในยุคโน้น (และอาจรวมถึงยุคนี้) นี่มันนรกดีๆ นี่เอง


เป็นสารคดีที่ดูแล้วกระทบใจอย่างจัง ให้ไปเลย 8/10 ครั่บ



วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Frozen (2013): ง้อพี่ให้คลายหนาว




Frozen (2013): ง้อพี่ให้คลายหนาว

     อนิเมชั่นลำดับที่ 53 ของ Walt Disney เรื่องนี้เป็นการหวนกลับไปจับเอานิทานคลาสสิกมาดัดแปลงอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้่ถึงคิวนิทานเรื่อง The Snow Queen (ราชินีหิมะ) ของ Hans Christian Andersen บ้างล่ะ

     หลังจากทำหน้าที่ได้ดีเกินคาดใน Wreck-It Ralph (2012) มือเขียนบท Jennifer Lee เลยได้กลับมาเขียนบทและเลื่อนขั้นมาเป็น ผกก.เป็นครั้งแรก ร่วมกับ Chris Buck ซึ่งแม้เรื่องราวของหนังจะไม่ค่อยตื่นเต้นหวือหวามากมายอะไร แต่ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างดูดีมีเสน่ห์ ดูเพลิดเพลินไม่มีน่าเบื่อสักนิด

     ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของหนังคือบรรดาเพลงประกอบที่ล้วนไพเราะน่าฟังแสนบรรเจิด และเวอร์ชั่นพากย์ไทยก็คัดคนมาร้องมาพากย์ได้น่าฟังไม่แพ้เวอร์ชั่นต้นฉบับเลยทีเดียว

     ดีสนี่ย์ยังคงรักษามาตรฐานของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม โดยการเอานิทานมาทำอนิเมชั่นในแบบของตนที่ไม่เน้นหวือหวา เอาใจวัยทีน หรือจริงจังจนเกินเด็ก แต่พอใจที่จะรักษาสูตรสำเร็จและแนวทางดั้งเดิมให้อยู่ระดับกลางๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แถมด้วยข้อคิดดีๆ ที่แม้ว่าจะเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังคงใช้ได้เสมอ อย่างในเรื่องนี้ก็คือ 'รักแท้เอาชนะทุกสิ่ง' นั่นเอง


ดีสนี่ย์ ชื่อนี้ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้วจ้า สำหรับอนิเมชั่นโลกสวยเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี (แต่เรื่องนี้เหมาะกับเด็กผู้หญิงมากกว่าใครนะ) ให้ไปเลยโลด 8/10 จ้า ^^



วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Snowpiercer (2013): ขบวนนี้พี่ขอยึด



Snowpiercer (2013): ขบวนนี้พี่ขอยึด

     เคยแสดงฝีมือให้คอหนังได้ประจักษ์มาแล้วเมื่อครั้ง The Host (2006) ในที่สุด ผกก.บองจุนโฮ ก็ขอโกอินเตอร์กับผลงานหนังไซไฟยุคสิ้นโลกเรื่องนี้ที่ขนดาราดังมาเพียบเชียว (อันที่จริงนี่คือหนังเกาหลีที่ใช้นักแสดงอินเตอร์มาเล่นมากกว่า)

    หนังดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่อง Le Transperceneige อันเกี่ยวกับการเอาตัวรอดของคนกลุ่มหนึ่งบนขบวนรถไฟอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติในยุคหลังวันสิ้นโลก

     ต้องขอบอกว่าหนังไม่กะทำให้ดูเอามันส์กันอย่างเดียวเหมือนหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป แต่แทรกสาระเรื่องราวเกี่ยวกับ 'การจัดช่วงชั้นทางสังคม' ที่เปรียบขบวนรถไฟแต่ละโบกี้เป็นช่วงชั้นทางสังคม เริ่มตั้งแต่ท้ายขบวนซึ่งเป็นของชนชั้นล่างเรื่อยไปจนถึงหัวขบวนที่เป็นของชนชั้นผู้นำ (อืม เข้าใจคิดนะเนี่ย)

     ดังนั้นด้านสาระเนี่ยหนังมีให้คอหนังได้เก็บไปขบคิดแน่นอน ในขณะที่ฉากแอ็คชั่นก็มีมาให้ไม่น้อย (อารมณ์ขันแบบหึๆ ก็มีแอบหยอดมาตลอด) แต่ดูเหมือนเส้นกราฟอารมณ์ของหนังจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ทั้งเรื่อง คือจะบู๊ก็บิ้วท์กันไปถึงระดับหนึ่งแล้วก็มีช่วงดร็อปอารมณ์ลงมา สักพักก็บู๊กันอีก หนังเลยดูไม่ค่อยสุด ในขณะที่บางอย่างก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลให้คนดูช่างจับผิดได้เอ๊ะได้อ๊ะอยู่เรื่อย


ถ้าจะถามว่าหนังดีมั้ยก็ตอบได้เลยว่าดีมีสาระด้วย ผกก.แกทำหน้าที่ได้ดีไม่เสียฟอร์ม แต่ถ้าจะดูเอาสนุกเอามันส์อย่างเดียวก็อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่ค่อยดีนัก ให้ไป 7/10 ครับ

     ปล.เฮีย ซองกังโฮ กับหนู โคอาซอง จาก The Host ยังตามมาเล่นบทเป็นสองพ่อลูกในหนังเรื่องนี้ได้อีก อิอิ




วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

My Sweet Orange Tree (2013): จินตนาการบรรเจิดของเจ้าหนูจอมซน



My Sweet Orange Tree/Meu Pé de Laranja Lima (2013): จินตนาการบรรเจิดของเจ้าหนูจอมซน

     หนังดราม่าที่สร้างจากหนังสือนวนิยายชื่อเดียวกันของ Jose Mauro de Vasconcelos (ชื่อฉบับแปลไทย "ต้นส้มแสนรัก") ที่นับเป็นนวนิยายประจำชาติของชาวบราซิลเลยทีเดียว เพราะถูกเลือกไปบรรจุในหลักสูตรของโรงเรียนประถม ตัวหนังสือเองก็ขายไปแล้วกว่า 271,000 เล่มนับตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1968 ทั้งยังถูกนำไปสร้างเป็นละครทีวี หนังโรงมาแล้วสองครั้ง

     ส่วนเวอร์ชั่นล่าสุดโดย ผกก.Marcos Bernstein นี้ก็เล่าเรื่องของ Zeze หนูน้อยจอมซนยิ่งกว่าลิงที่มีชีวิตความเป็นอยู่ยากจน แม่ก็ทำงานจนไม่มีเวลาเอาใจใส่ ส่วนพ่อที่ตกงานก็เมาไปวันๆ แถมยังชอบกระทืบ Zeze เป็นงานอดิเรกซะอีก

     ถึงแม้จะมีความเป็นอยู่บัดซบเช่นนี้แต่ Zeze ยังมีความสุขตามประสาเด็กๆ ได้อยู่ ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดเจ้าจินตนาการ จึงได้ใช้จินตนาการอันบรรเจิดของตนนี่แหล่ะ หลีกลี้หนีความจริงอันแสนบัดซบไปได้

     ไอ้เราไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อนเลยไม่อาจเปรียบเทียบทั้งสองเวอร์ชั่นได้ว่าต่างกันยังไง แต่ถ้ามองเฉพาะตัวหนังแล้วนี่คือหนังดราม่าสะท้อนปัญหาครอบครัว สังคมของชาวบราซิล หรือเป็นหนังก้าวพ้นวัยที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แถมบางอารมณ์ของหนังชวนให้นึกถึง Cinema Paradiso (1988) เสียด้วยสิ

     หนังบอกว่านอกจากการศึกษาแล้ว สิ่งที่สำคัญในการบ่มเพาะเยาวชนให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมก็คือครอบครัวที่น่าจะสำคัญมากกว่าการศึกษาเสียอีกนะ 




หนังดีให้แง่คิดแบบนี้ให้ไปโลด 7/10 ครั่บ