วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Click (2006): กดสักจึ๊กแล้วจะติดใจ

Click (2006) :
หนังตลกปนไซไฟของเฮีย Adam Sandler เรื่องนี้ ครองสถิติหนังของเขาที่ทำเงินสูงที่สุดในตลาดนอกอเมริกา คือสามารถฟันไปกว่า 100 ล้านเหรียญเชียว(ในอเมริกา 137 ล้านเหรียญ) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะหนังส่วนใหญ่ของเขานั้นมักจะเป็นที่ถูกปากถูกคอแต่เพียงชาวมะกันเท่านั้น ส่วนในประเทศอื่นๆ ก็จะทำเงินไปได้แบบจิ๊บๆ สิวๆ ไปตามเรื่อง


รีโมทนี้ใครได้ลองใช้เป็นต้องติดใจ
เรื่องนี้เขาขอกลับมาร่วมงานกับ ผกก.Frank Coraci (The Wedding Singer [1998]) อีกครั้ง ด้วยเรื่องราวของยอดชายนาย Michael Newman(Sandler) สถาปนิกบ้างานที่โหมงานจนไม่สนใจครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยาสุดสวยอย่าง Donna (Kate Beckinsale จาก Underworld [2003]) กับลูกๆ แสนน่ารักอีกสองคน(และหมาบ้ากามอีกตัว) ซึ่งต่อมาพอเขาได้รีโมทมหัศจรรย์ที่สามารถใช้ควบคุมคนรอบข้างได้ยังกับใช้ควบคุมทีวีมาครอง เรื่องราวฮาๆ และยังซาบซึ้งกินใจได้อีกจึงเกิดขึ้นตามมาในที่สุด

ลูกเมียของเฮียเขาล่ะ
และแล้วหนังเรื่องนี้ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของหนังเฮียเขาเช่นเดิม อาทิการที่มีเหล่าดารานักแสดงซี้ๆ ขาประจำของเขาโผล่มาร่วมแจมคนละนิด (อิตา Rob Schneider เนี่ยขาดไม่ได้เลยล่ะ) รวมทั้งมุกตลกที่เสื่อมบ้างไม่เสื่อมบ้างตามอัตภาพ (เช่นมุกตดอัดหน้า, มุกเตะผ่าหมากเป็นต้น) แต่หนังก็ยังมีข้อคิดดีๆ ให้ได้เก็บไปคิดกัน ส่วนลูกเล่นเกี่ยวกับรีโมทกรอชีวิตนั้นถึงจะไม่ใช่ไอเดียที่ใหม่อะไร แต่หนังก็นำมาใช้ได้อย่างเข้าท่าดีอยู่

ใครๆ ก็ฝันอยากจะมีเลขาแบบนี้สักคนสองคน
แต่หนังเรื่องนี้ต่างจากหนังตลกเรื่องอื่นๆ ของเฮียเขาตรงที่ใส่ความเป็นดราม่าเรียกน้ำตาเข้ามาเยอะเหมือนกัน ซึ่งก็ทำได้ชวนน้ำตารินจริงๆ ซะด้วยสิ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่อนไหวประเด็นพ่อลูก หรือเกี่ยวกับครอบครัวแล้วล่ะก็งานนี้มีตาเปียกตาแฉะเป็นแน่เชียว ดังนั้นจึงถึอว่าเป็นหนังตลกของเขาที่เศร้าที่สุดก็ว่าได้ และไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมหนังถึงทำเงินในตลาดนอกอเมริกาได้เยอะเช่นนี้ ก็เพราะว่าหนังน่าประทับใจเยี่ยงนี้นี่เองเนอะ ชอบๆ


เมียยิ้มหวานให้แล้วยังทำเมินอีกเหรอ เฮีย
  • น่าดูเพราะ: แฟนหนังของเฮียคงไม่ผิดหวัง หนังมีแง่คิด แถมออกจะซาบซึ้งเรียกน้ำตากว่าหนังตลกเรื่องอื่นๆ ของแกซะด้วยสิ
  • ไม่น่าดูเพราะ: เหมือนหยิบไอเดียมาจากเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที และเมื่อเจอมุกเสื่อมๆ เฮียเข้าไป บางคนอาจจะไม่ซึ้งไม่ขำไปกับหนังแกก็เป็นได้



*ช่วงเพลงในหนัง*

เจ๊ Dolores O'Riordan แห่ง The Cranberries
ตัวหนังมีเพลงประกอบตั้งแต่ยุค 50 ยันยุคสองพัน ซึ่งหลายๆ เพลงก็เป็นที่คุ้นๆ หูกันดีสำหรับคอเพลงซะด้วยสิ ไม่ว่าจะเป็นเพลง You Get What You Give ของ New Radicals ที่หนังหลายเรื่องชอบเอาไปใช้นักหนา หรือเพลง Ultra Violet (Light My Way) ของ U2 ในช่วงใกล้จะจบ แต่เพลงที่โดดเด่นที่สุดในหนังก็คือเพลง Linger ของ The Cranberries ที่ใช้ในฉากงานแต่งงานและยังเป็นเพลงพิเศษสำหรับพระนางของเรื่องด้วย ซึ่งหนังได้เจ๊ Dolores O'Riordan ตัวเป็นๆ มาร้องให้ดูซะด้วย ซึ่งเพลงเหล่านี้สามารถสร้างความฟีลกู้ดให้แก่ผู้ชมมิใช่น้อยเลยทีเดียว ว่ามะ


วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

Monsters (2010): ปิ๊งรักกลางดงสัตว์ประหลาด

Monsters (2010) :
หกปีที่แล้วองค์การนาซ่าได้ค้นพบว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่นอกโลกชัวร์เลยส่งยานสำรวจไปจัดเก็บตัวอย่างเอเลี่ยนมา แต่ทว่าขากลับยานที่พวกเขาส่งไปดันตกแถบเม็กซิโกตอนบนถึงอเมริกา ไม่นานนักก็เกิดสัตว์ประหลาดร่างยักษ์สัณฐานคล้ายปลาหมึกเรืองแสงออกอาละวาด ทั้งสองประเทศเลยต้องกันพื้นที่ส่วนนี้ไว้เป็น "เขตติดเชื้อ" พร้อมกับสร้างกำแพงยักษ์ไว้ตลอดแนวชายแดนเพื่อป้องกันสัตว์ประหลาดเหล่านั้นเล็ดรอดเข้าประเทศ


สองพระนางของเรื่อง
แล้วเรื่องราวก็เริ่มขึ้นในเม็กซิโกเมื่อตากล้องหนุ่ม Andrew Kaulder (Scoot McNairy) ถูกนายจ้างขอร้อง(แกมบังคับ)ให้ส่ง Samantha Wynden (Whitney Able) ลูกสาวแสนสวยของตนที่ไปเที่ยวที่นั่นให้ขึ้นเรือเฟอร์รี่กลับอเมริกาให้ได้ก่อนที่ทางสหรัฐจะปิดพรมแดนไปอีกหกเดือน ซึ่งแรกๆ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเกิดว่าฝ่ายชายจะไม่เผลอทำทั้งพาสปอร์ต(ของฝ่ายหญิงด้วย)และเงินหายไปหมดซะก่อน จนในที่สุดพวกเขาเลยต้องตัดสินใจเดินทางผ่านเขตติดเชื้อกลับบ้านมันซะเลย ซึ่งงานนี้ทั้งคู่จะกลับไปถึงบ้านมั้ยนั้น ก็ต้องลุ้นกันเอาเองแล้วล่ะจ้า


พระเอกกำลังเครียดเพราะต้องลุยป่า
ฟังพล็อตเรื่องแล้วเอื้อแก่การเป็นหนังไซไฟสุดระทึกเอามากๆ แต่ ผกก.Gareth Edwards ขอเลือกที่จะทำเป็นหนังรัก+โรดมูวี่+ไซไฟ นิ่งๆ ซะมากกว่า ดังนั้นอย่าได้หวังว่าจะเจออะไรระทึกๆ มากมายเลย(แต่ก็มีบ้างประปราย) หนังเด่นตรงทิวทัศน์ป่าเขาอันงดงามของเม็กซิโกและซากปรักหักพังของบ้านเมืองอันรกร้างที่พระนางต้องตะลอนทัวร์ผ่าน รวมทั้งไอเดียต่างๆ ที่เกี่ยวกับเอเลี่ยนที่แม้จะไม่ใช่ของใหม่แต่ก็ทำออกมาได้จริงจังเข้าท่าดี ส่วนสองพระนาง(ที่เป็นแฟนกันจริงๆ)ก็ทำหน้าที่ได้ดี ดูมีเสน่ห์ทั้งคู่(โดยเฉพาะนางเอก อิอิ)


ถึงใส่หน้ากากก็ยังน่ารักอยู่ (อิอิ)
ที่เด็ดคือสุดเบื้องหลังงานสร้างของหนังเรื่องนี้ ที่ใช้งบสร้างแค่หมื่นห้าพันเหรียญ (เท่ากับหนัง Paranormal Activity เลย) แต่ก็สามารถเนรมิตสภาพบ้านเมืองอันรกร้างว่างเปล่าและปรักหักพังจากการรบกับเอเลี่ยนได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมทั้งงานวิช่วลเอฟเฟกต์ก็ไม่ได้ออกมาขี้ริ้วขี้เหร่เลย (เพราะ ผกก.ทำงานด้านนี้มาอยู่แล้วด้วย) ทั้งยังทราบมาว่าตอนถ่ายทำก็ใช้ทีมงานแค่สองคนตะลอนๆ ไปกับนักแสดงนำทั้งคู่ แล้วก็ถ่ายทำแบบกองโจรตามมีตามเกิด ไม่ได้ขออนุญาตถ่ายทำให้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย ส่วนตัวประกอบก็หาใช้คนแถวนั้นเอานั่นแหล่ะ


สีเข้มๆ คือเขตติดเชื้อ
พอรู้ดังนั้นก็เลยกลายเป็นว่าต้องซูฮกหนังเรื่องนี้ไปในที่สุด เพราะด้วยเงินแค่นั้นก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้แล้ว(แล้วถ้าหากผู้สร้างมีเงินทุนมากกว่านี้จะทำได้ถึงขนาดไหนเนอะ) เพียงแต่เราต้องรู้เสียก่อนว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาประมาณไหนแล้วเวลาดูจะได้ไม่ผิดหวัง เพราะหน้าหนังและเทรลเลอร์ชวนให้คิดไปว่าหนังคงจะระทึกมากๆ สุดท้ายแล้วก็โปรดจำชื่อ ผกก.คนนี้ไว้ให้ดี ว่าคราวหน้าเขาจะมีทีเด็ดอะไรให้ได้ทึ่งกันอีกมั้ย เอาแค่หนังรักในคราบหนังไซไฟเรื่องนี้ก็เด็ดพอดูแล้ว นับถือจริงๆ จ่ะ พ่อคุ๊ณณ


โปสเตอร์อีกแบบของหนัง
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังรักนิ่งๆ ในคราบหนังไซไฟสัตว์ประหลาดที่ทำได้ดี วิวสวย เอฟเฟกต์เข้าท่าทั้งที่มีทุนสร้างน้อยนิด น่าดูๆ
  • ไม่น่าดูเพราะ: หนังนิ่งๆ เรื่อยๆ ขาดแคลนฉากระทึก ดังนั้นถ้าหวังว่าจะเหมือน Cloverfield (2008) ล่ะก็มาผิดเรื่องแล้วเน้อ


วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

A Nightmare on Elm Street (2010): เฟรดดี้ผี(ไม่)น่ารัก


A Nightmare on Elm Street (2010) :
ถ้าจะพูดถึงตัวละครจากหนังผีฝรั่งที่ดังๆ แห่งยุค 80 ล่ะก็ คงต้องนึกถึงเจ้าผีหน้ากากฮอกกี้สุดทื่อ Jason Voorhees จากแฟรนไชส์ Friday the 13th หรือไม่ก็เจ้าผีหน้าเละจอมฟ้อนเล็บ Freddy Krueger จากแฟรนไชส์ A Nightmare on Elm Street ขึ้นมาเป็นแน่เชียว และในยุคที่นิยมนำเอาหนังสยองในอดีตกลับมารีบู้ทสร้างใหม่เช่นทุกวันนี้(นำโดยอิตา Michael Bay เจ้าเก่า) เราก็ได้ดูเจ้า Jason เวอร์ชั่นใหม่กันไปเรียบร้อย ทีนี้ก็มาถึงคิวของเจ้า Freddy เวอร์ชั่นใหม่ที่ขอเน้นซีเรียสจริงจังไม่ติดตลกคาเฟ่แบบตัวเก่ากันบ้างล่ะ


เอาเล็บขูดกระดานดำซะจนสาวคนนี้เสียวฟันเลย
ก็เพราะว่าขึ้นชื่อเป็นหนังรีบู้ทเนื้อเรื่องเลยยึดเกาะจากตัวภาคหนึ่งในอดีตเป็นหลัก เมื่อเหล่าวัยรุ่นสี่ห้าคนต่างถูกเจ้าเฟรดดี้ก่อกวนหลอกหลอนยามฝันจนแทบไม่เป็นอันหลับอันนอน และที่หนักข้อกว่านั้นก็คือมันฆ่าพวกเขาทิ้งทีละคนซะด้วยสิ เล่นเอาพวกเขาต้องเร่งสืบหาความจริงก่อนที่จะสายเกินไป ว่าทำไมผีหน้าเละที่ใส่ถุงมือเหล็กที่มีกรงเล็บแหลมเฟี้ยวตัวนี้ถึงได้ตามจองล้างจองผลาญพวกเขานักหนอ


สาวๆ เรื่องนี้โชกเลือดกันน่าดู
สิ่งแรกที่ต้องกล่าวถึงเลยก็คือคนที่มาสวมบทเฟรดดี้ตัวใหม่แทนที่ Robert Englund ซึ่งก็คือ Jackie Earle Haley ผู้เคยวาดลวดลายชนิดเข้าตาคอหนังมาแล้วจาก Watchmen (2009) โดยผู้สร้างต้องการให้เขาเป็นเฟรดดี้ที่ไม่ติดตลก และเน้นเมคอัพหน้าของเขาให้เหมือนคนที่ถูกไฟไหม้จริงๆ ด้วย ซึ่งตรงนี้แทนที่จะส่งผลดี แต่กลับทำให้เฟรดดี้เวอร์ชั่นนี้ขาดเสน่ห์ดั้งเดิมที่แฟนๆ รักไป อีกทั้งเมคอัพที่หน้าเตอะก็ทำให้ตัว Haley ดูแข็งทื่อไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ ส่วนการใช้เสียงของเขาก็ดันออกมาเหมือนเสียงของ Chirstian Bale ในหนัง The Dark Knight (2008)ไปอีกซะงั้น ซึ่งไม่น่ากลัวเอาซะเลย ดังนั้นจึงถือว่าเฟรดดี้ตัวใหม่นี้สอบไม่ผ่านไปในที่สุด


คนจะอาบน้ำยังตามไปหลอกหลอนซะนี่
พอมาเจอทั้งบทและการกำกับของ Samuel Bayer ผู้กำกับมิวสิควีดีโอซึ่งเป็นเด็กปั้นของ Bay (หมอนี่ชอบปั้นคนสายอาชีพเดียวกันจริงๆ) ที่แสนจะธรรมดาขาดความสร้างสรรค์เข้าไปด้วย โดยเฉพาะการทำให้เฟรดดี้กลายเป็นพวกชอบมีเซ็กซ์กับเด็กแทนที่จะเป็นพวกโรคจิตชอบฆ่าเด็กเช่นเดิมก็ยิ่งทำให้ชวนยี้เข้าไปอีก ทั้งยังลดลวดลายลีลาล่อหลอกเหยื่อในความฝันหลากหลายรูปแบบ เหลือแต่การเดินดุ่มๆ มาฆ่าแบบทื่อๆ เท่านั้น ทั้งหนังยังเสียเวลาไปกับการออกตามสืบที่มาของเฟรดดี้ด้วย ซึ่งก็ทำให้ทุกอย่างดูกระจ่างเกินไป ลดความคลุมเครือน่ากลัวของมันลงไปแยะ


เปรียบเทียบโฉมหน้าเฟรดดี้เวอร์ชั่นเก่าและใหม่
ถึงกระนั้นหนังก็ยังพอมีดีอยู่บ้างตรงด้านเอฟเฟกต์ที่ดูดีตามมาตรฐานของหนังสยองขวัญทุนสูง และยังมีฉากโหดๆ ให้คอซาดิสม์ได้สะใจกันอยู่บ้าง แต่ตัวหนังโดยรวมนั้นธรรมดาเกินไป และยิ่งพอนำไปเปรียบเทียบกับของเดิมก็ยิ่งแล้วไปใหญ่ (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว) ถึงหนังจะทำเงินไปกว่าร้อยล้าน แต่ก็ตามมาด้วยเสียงก่นด่าจากแฟนหนัง จนทำท่าว่าอนาคตของเฟรดดี้ยุคใหม่นี้จะไม่สดใสซะแล้ว เอาเป็นว่าถ้าอยากดูหนังเฟรดดี้ล่ะก็หาเวอร์ชั่นเดิมมาดูยังจะดีกว่าเยอะ เชื่อผมเต๊อะ
  • น่าดูเพราะ: ใครอยากรู้ว่าผีเฟรดดี้เป็นใคร มาจากไหน ก็เชิญทำความรู้จักได้เลยจ้า
  • ไม่น่าดูเพราะ: เป็นหนังรีบู้ทที่ทำได้ธรรมดาเกินไป แม้จะไม่นำไปเปรียบเทียบกับของเดิมก็ตามที




*ช่วงเพลงในหนัง*

สองศรีพี่น้อง The Everly Brothers
หนังสยองหลายเรื่องนิยมเอาเพลงเก่าๆ เพราะๆ สุดคลาสสิคมาแปะไว้ช่วงเอนด์เครดิต ซึ่งก็ให้อารมณ์ประชดประชันยังไงชอบกล รวมทั้งเรื่องนี้ที่เอาเพลงฮิตแสนเพราะที่ใครๆ ก็คงจะคุ้นหูกันดีของสองศรีพี่น้องชาวมะกัน The Everly Brothers อย่างเพลง All I Have to Do Is Dream ที่เคยฮิตกระหน่ำเมื่อปี 1958 มาใช้ได้อย่างประชดประชันแถมยังลงตัวซะด้วยสิ ซึ่งถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าเพลงไหนก็ลองฟังดูแล้วจะ อ๋อ ขึ้นมาทันทีเชียว ลองดู

MP3: The Everly Brothers - All I Have to Do Is Dream




Knight and Day (2010): พ่อสายลับพาท่องโลก

Knight and Day (2010) :
ผกก.James Mangold นับว่าเป็นคนที่(ชอบ)ทำหนังได้ไม่ซ้ำแนวเลยจริงๆ เพราะเฮียแกทำมาหมดแล้วทั้งหนังรักข้ามภพ (Kate & Leopold [2001]), หนังทริลเล่อร์สุดหักมุม (Identity [2003]), หนังเพลงดราม่าระดับออสก้าร์ (Walk the Line [2005]), หรือแม้กระทั่งหนังคาวบอยโคตรแมน (3:10 to Yuma [2007]) และคราวนี้ก็มาถึงคิวหนังแอ็คชั่นคอมเมดี้บ้างล่ะ ซึ่งก็ได้ดาราใหญ่อย่าง Tom Cruise และ Cameron Diaz มาเป็นตัวเรียกแขกเชียวนะ


ป๋าครูสขอสวมวิญญาณเด็กแว้นอีกสักครั้ง
ส่วนเรื่องราวก็เป็นการหาทางให้นางเอกสุดโก๊ะได้ไปผจญภัยท่องโลกกับพระเอกสายลับสุดเท่ที่ทั้งเก่งทั้งเก๊ก(แต่แอบรั่วอยู่นิดๆ) โดยพวกเขาถูกทั้งทางการและไม่ทางการคอยตามล่าชิงถ่าน(จริงๆ นะเอ้า) ทำให้หนังมีฉากแอ็คชั่นหวือหวาเข้ามาเป็นระยะ และแซมฉากตลกกุ๊กกิ๊กขำๆ เข้ามาพอเป็นกระสัย ซึ่งก็เปิดโอกาสให้พระนางได้ขายเสน่ห์กันเต็มที่เลยล่ะ(เพราะทั้งเรื่องก็เด่นกันอยู่แค่สองคนนิ)


สี่สิบกว่ากันแล้วยังดูดี(เกินวัย)อยู่
ในส่วนของคิวบู๊ ถึงจะเว่อร์แต่ก็เข้าท่าดี ไม่หน่อมแน้ม ด้านนักแสดงนำทั้งคู่ก็ทำหน้าที่กันได้ดี แม้จะเริ่มดูโรยรากันแล้วอย่างเห็นได้ชัด(เห็นชัดมากโดยเฉพาะตีนกาของนางเอก)แต่ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกันแล้ว ก็ถือว่าพวกเขายังดูดีมากๆ อยู่ ป๋าครูสก็ดูจะทุ่มเทให้กับการเล่นคิวบู๊อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้ว่าเขาพยายามเล่นสตั้นท์เองในหลายๆ ฉาก พอมาเสริมทัพด้วยวิวสวยๆ จาก สเปน ออสเตรีย เข้าไปก็เลยนับเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ไม่เลวเลยทีเดียวเชียว


แล้วแบบนี้ใครจะกล้ามาตอแยกับเด็กเฮียครูสแกล่ะ
แต่ถ้านับเรื่องราวความเข้มข้นของหนังแล้วยังถือว่าทำได้ธรรมดาไป ทั้งความโม้ที่อยู่ๆ นางเอกเราก็เกิดเก่งขึ้นมากระทันหัน และอะไรๆ อีกหลายอย่าง แต่ถ้ารู้ว่ากว่าหนังจะออกมาอย่างที่เห็นได้เนี่ยเคยผ่านการแข้ไขบทจากมือเขียนบทมาแล้วเป็นสิบคน(12 คนแน่ะ) กับทั้งปัญหาอะไรๆ เยอะแยะมากมาย (น่าแปลกใจที่เฮียครูสไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้สร้างแต่ทว่าเป็น เอิ่ม...นาย Adam Sandler ก่อนข้อเสนอจะตกมาถึง Chris Tucker และ Gerard Butler ในเวลาต่อมา) ดังนั้น ผกก.Mangold เขาทำออกมาได้ดูเพลินเท่านี้ก็ถือว่าเก่งแล้วนะจ้ะเนี่ย


เฮียครูสกำลังสาธิตการขี่แว้นไล่วัวไล่ควายให้ดูเป็นขวัญตา
ถึงหนังจะไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่ถ้าจะดูกันจริงๆ แล้วหนังเขาทำออกมาเพื่อสนองจินตนาการของคุณผู้ชมสาวๆ (และไม่สาว)ผู้ที่มีชีวิตธรรมดาๆ แสนน่าเบื่อ แต่อยากผจญภัยไปในประเทศต่างๆ ได้ตีคู่บู๊ตื่นเต้นหวือหวาไปกับสายลับหนุ่มโสดรูปหล่อ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและไม่คิดว่าจะทำได้ ซึ่งถือว่าหนังตีโจทย์เหล่านี้ได้แตก สนองจินตนาการส่วนนี้ได้ดีพอสมควร จนกวาดเงินทั่วโลกไปสองร้อยกว่าล้านเหรียญอย่างนี้ไงล่ะจ้ะ ซึ่งทางเราคิดว่าป๋าครูสคิดถูกแล้วที่ปฏิเสธหนัง Salt แล้วยอมลดค่าตัวมาเล่นหนังเรื่องนี้น่ะนะ
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังแอ็คชั่นตลก ขายเสน่ห์ดารานำ ที่ดูได้เพลินๆ ฉากบู๊เข้าที วิวสวย น่าดูชมทีเดียวจ้า
  • ไม่น่าดูเพราะ: โม้เว่อร์แบบให้จับได้ไล่ทัน และโดยรวมแล้วเรื่องราวยังธรรมดาไปนิด โดยเฉพาะช่วงท้ายของหนัง


วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

Machete (2010): อย่าแหย่ให้ลุงสับ

Machete (2010) :
เล่นหนังแต่ในบทประเภทลูกน้องตัวโกงมาก็นับร้อยเรื่องแล้ว แต่ป๋าหน้าเหี้ยม Danny Trejo ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้เป็นพระเอกเต็มตัวกับเขาซะทีก็ในวัย 66 ขวบนี่แหล่ะ ซึ่งผู้ที่เปิดโอกาสทองให้เขาครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครนอกจาก ผกก.Robert Rodriguez (Sin City [2005]) ผู้ที่นิยมทำหนังโปรความเป็นเม็กซิกันนั่นเอง โดยได้ดาราดังๆ มาสมทบเพียบ อาทิเช่น Robert De Niro, Lindsay Lohan, Jessica Alba, Michelle Rodriguez และ Steven Seagal เชียวนะ


ลุงเขาไม่ได้กำลังเอามีดมาเสนอขายหรอกเน้อ
และอย่างที่ทราบกันดีว่านี่เป็นหนังที่ทำมาจากเทรลเล่อร์กำมะลอที่สร้างมาฉายคั่นระหว่างหนังควบอย่าง Planet Terror กับ Death Proof ซึ่งก็ทำออกมาได้ใจคนดูจนมีเสียงเรียกร้องให้ทำเป็นหนังยาวจริงๆ เลย อันตัว ผกก.ก็ไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้ว ในเรื่องราวของอดีตตำรวจเม็กซิกันที่ผันตัวมาเป็นนักฆ่ารับจ้าง โดยเขามีความแค้นจุกอกกับเจ้าพ่อค้ายา Rogelio Torrez (Steven Seagal กับบทตัวโกงเรื่องแรกในชีวิต) ที่ฆ่าลูกเมียเขาไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งแน่นอนที่การล้างแค้นอันบรรเจิดย่อมเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ชนิดที่ว่างานนี้นอกจากหน้าลุงจะโหดได้ใจแล้วยังจะได้วาดลวดลายโหดกระฉูดใช้มีด Machete สับเหล่าร้ายฉัวะๆ ซะอย่างกับตัดหยวกเลยเชียว


สาวงามเพียบเชียวเรื่องนี้
ถึงหน้าตาลุงเขาจะไม่ค่อยเรียกแขกสักเท่าไหร่(แต่ออกแนวไล่แขกซะมากกว่า) แต่หนังก็ชดเชยด้วยการอัดดาราดังทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่มาเรียกแขกซะมากมายซึ่งก็คงถูกใจคอหนังแน่นอน(ใครอยากเห็นสาว Lindsay Lohan โป๊เปลือยยกมือขึ้น) ในขณะที่ตัวหนังเองก็ทำออกมาสไตล์หนังเกรดบี(ที่มาด้วยดาราระดับเกรดเอ)เต็มที่ คือเน้นเอาโหด เอามันส์ เอาโป๊ โดยไม่สนความสมเหตุสมผล หลายมุกในหนังเข้าใจว่าทำมาเพื่อบูชาครูหนังแนวนี้ที่ ผกก.ชื่นชอบ ซึ่งเป็นอะไรที่คอหนังคัลต์คงจะเก็ทและดูสนุกไปด้วยได้แน่นอน แต่สำหรับคอหนังแอ็คชั่นดูเอามันส์ทั่วไปก็ยังสนุกไปด้วยได้อยู่ดี


ป๋า Robert De Niro ก็มากับเขาด้วย
แต่ด้วยความเน้นเอามันส์สไตล์หนังเกรดบีนี่เองก็เลยทำให้หนังดูมั่วๆ เชยๆ ยังไงชอบกล และถึงหนังจะมีฉากบู๊โหดๆ แบบเรี่ยราดมากมาย(ซึ่งไม่เหมาะสมกับการดูพร้อมลูกหลานเป็นอย่างยิ่ง) แต่กลับรู้สึกว่าหนังมันเล่นๆ ยังไงไม่ทราบ(ความคิดเห็นส่วนตัว) ทว่าโดยรวมแล้วนับเป็นหนังบู๊เลือดสาดดูเอามันส์ที่น่าดู เต็มไปด้วยดาราคับคั่ง สาวสวยมากมี และสำหรับการที่ได้เห็นลุงในหนังเรื่องต่างๆ มานานก็รู้สึกดีใจกับแกด้วยจริงๆ ที่ได้เป็นพระเอกกับเขาซะที แถมได้คั่วสาวสวยซะหลายคนเชียวนะลุ๊ง น่าอิจฉา อิอิ


ดาราสาวขาประจำขังหญิงอย่าง Lindsay Lohan ก็ขอมาโชว์เต้ากับเขาด้วย
สิ่งที่แฝงมากับหนังของ ผกก.Robert Rodriguez ตลอดก็คือ 'การโปรเม็กซิกัน'ซึ่งเป็นเพราะเขาเป็นคนเชื้อชาติเม็กซิกันนั่นเอง เราเลยมักได้เห็นเขาทำหนังที่เกี่ยวกับเม็กซิกัน เพื่อคนเม็กซิกัน ดาราก็เม็กซิกัน อย่างเช่นในเรื่องนี้ก็เด่นชัด ในเรื่องราวของคนเม็กซิกันในอเมริกา ที่ถูกคนเจ้าถิ่นมองว่าเป็นแมลงสาบน่ารังเกียจ(งานนี้คนมะกันเป็นตัวโกงแสนเลว) จนเหล่าชาวเม็กซิกันที่ไปทำงานใช้แรงงานต้องออกมาลุกฮือเรียกร้องความเป็นธรรมในท้ายที่สุด ซึ่งเขาคงไม่ได้เสี้ยมให้พี่เม็กลุกฮือขึ้นมาจริงๆ หรอก เพียงแต่ตีแผ่ความในใจของพี่เม็กในอเมริกาออกมาเท่านั้นแหล่ะ ซึ่งนี่แหล่ะที่ทำให้เขาคงเป็น ผกก.ขวัญใจของพี่เม็กไปเลย แต่สำหรับในวงกว้างแล้ว อย่างน้อยที่สุดเขาก็ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักมีดพร้าเม็กซิกัน(Machete) ล่ะเนอะ เลือดรักชาติแรงจริงๆ นะพ่อคุ๊ณณ
  • น่าดูเพราะ: บู๊เลือดสาด ดูเอามันส์ ดารามากมี ใครอยากเห็นสาว Lohan โป๊ ยกมือขึ้น
  • ไม่น่าดูเพราะ: โหดเรี่ยราดไปหน่อย พระเอกไม่ดึงดูดให้อยากดู และที่สำคัญคือหนังออกแนวมั่วๆ นะ



30 Days of Night: Dark Days (2010): ล่าหัวนางพญาแวมไพร์

30 Days of Night: Dark Days (2010) :
ก็เพราะว่าภาคแรกเมื่อปี 2007 ที่กำกับโดย David Slade ประสบความสำเร็จพอสมควรเลยทีเดียว(ก่อนที่เขาจะหันมาทำหนังแวมไพร์หวานย้วยอย่าง The Twilight Saga: Eclipse [2010]ในเวลาต่อมา) มีหรือที่ทางผู้สร้างจะไม่เข็นภาคต่อออกมาหากินอีกคำรบ ว่าแล้วก็เลยนำหนังสือการ์ตูนตอนต่อชื่อ Dark Days มาสร้างส่งตรงลงแผ่น โดยได้ Steve Niles เจ้าของเรื่องมาร่วมเขียนบทเช่นเดิม


โฉมหน้าก๊วนนักล่าแวมไพร์(จะไหวเหร๊อ?)
สำหรับเรื่องราวในภาคนี้ก็ต่อจากภาคที่แล้วเมื่อ Stella Oleson (Kiele Sanchez จาก A Perfect Getaway [2009] มาเล่นแทน Melissa George นางเอกภาคแรก) หันมาเขียนหนังสือแฉเหตุการณ์ที่เมือง Barrow Town ให้โลกได้รับรู้(แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อชีเลยนะ) นั่นเลยทำให้เธอถูกก๊วนนักล่าแวมไพร์ซึ่งก็คือบรรดาคนที่เคยสูญเสียคนอันเป็นที่รักไปเพราะแวมไพร์ ชักชวนเข้าร่วมก๊วน โดยพวกเขามีเป้าหมายสูงสุดคือการตามเด็ดหัวนางพญาแวมไพร์นาม Lilith(Mia Kirshner จากซีรี่ส์ The L Word) ให้จงได้

นางพญาแวมไพร์ซึ่งก็คือเมียของหัวหน้าแวมไพร์ภาคแรกนั่นเอง
หนังใช้บริการของ ผกก.Ben Ketai ผู้เคยคลุกคลีกับซีรี่ส์ 30 Days of Night: Dust to Dust (2008) มาก่อน(ว้าว มีด้วยเหรอ?) และเพราะเป็นหนังแผ่น งบก็เลยน้อยนิด อะไรๆ ก็เลยพลอยดูด้อยลงไปจากภาคแรกหมด ไม่ว่าจะด้านเอฟเฟกต์ ด้านเมคอัพ(ธรรมดามาก)แต่ยังดีนะที่ยังมีอะไรสยองๆ ให้ได้สะใจคอซาดิสม์อยู่บ้าง ในขณะที่การเปลี่ยนนางเอกเป็นคุณ Sanchez นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเธอทำหน้าที่ได้ดี(แม้จะดูสวยน้อยกว่าคนเดิมนิดหน่อยก็เถอะ อิอิ)

ดูเหมือนแวมไพร์ตัวนี้จะลืมทาครีมกันแดดมานะ
หนังต่างจากภาคแรกตรงที่นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่มาว่ากันในเมืองแล้ว(ในที่นี้คือ แอลเอ) สองเผ่าพันธุ์ยังเปลี่ยนบทบาทกันด้วย คือในภาคแรกคนเป็นผู้ถูกล่าแต่ภาคนี้คนเป็นฝ่ายล่าแวมไพร์ซะเอง ซึ่งก็โอเค ไม่ว่ากัน แต่ดูๆ แล้วหนังก็มีหลายอย่างที่รู้สึกว่า'อ่ะนะ' เช่นการที่เหล่านักล่าแวมไพร์ที่มีกันแค่สามสี่คนกับปืนคนละกระบอกสองกระบอก แต่ดันอาจหาญเดินดุ่ยๆ เข้าไปถล่มแวมไพร์ถึงในรังซะได้ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการรนหาที่แท้ๆ ดูแล้วไม่น่าเอาใจช่วยเท่าภาคแรกเลย รวมทั้งอะไรอีกหลายอย่างที่ชวนตะหงิดๆ ไม่ได้ใจเจ๊เล้ย


โปสเตอร์หนังและตัวหนังยืมไอเดียมาจาก The Descent (2005)หรือเปล่าหนอ?
แต่ก็เอานะ รวมๆ แล้วหนังก็ไม่ได้ห่วยอะไร ถึงงานสร้างจะดูเกรดบี แต่ฉากสยองมีให้ดู นักแสดงสวยๆ ก็มีให้ยล ติดแค่เพียงว่ามีบางอย่างที่ไม่ได้ใจ ทั้งยังขาดอะไรเด็ดๆ เลยดูสนุกน้อยลงไปบ้างเท่านั้นเอง คอหนังสยองก็ยังดูกันได้เพลินๆ อยู่นะจ้ะ ส่วนสำหรับคนที่ติดใจภาคแรกแล้วอยากจะรู้เรื่องราวต่อไปก็เชิญโลด ขอสปอยล์นิดนึงว่าตอนจบดูแล้วมี "อ่ะนะ" นะจะบอกให้ เหอๆ (??)
  • น่าดูเพราะ: คอหนังสยองที่ชอบดูแวมไพร์โหดมากกว่าแวมไพร์นุ่มนิ่มและคนที่เคยติดใจภาคแรกแล้วอยากลุ้นภาคต่อคงไม่พลาดกัน
  • ไม่น่าดูเพราะ: ด้วยเพราะเป็นหนังแผ่นงานสร้างเลยด้อยกว่าภาคแรกเยอะ รวมทั้งความสนุกที่ด้อยลงไปด้วยน่ะสิ