วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Pearl Jam Twenty (2011): ความหลังพลังร็อค


Pearl Jam Twenty (2011) :
คอเพลงสากลที่โตทันต้นยุค '90 ซึ่งเป็นสมัยที่เพลงร็อคแนวกรั๊นจ์ครองโลกนั้นคงจะรู้จัก 4 วงหัวหอกของแนวนี้จากซีแอตเทิล อเมริกา อย่าง Nirvana, Pearl Jam, Soundgarden และ Alice in Chains (ที่เราขอเรียกว่า 4 จตุรกรั๊นจ์) กันดี แม้ว่าหลังการจากไปของ Kurt Cobain แห่ง Nirvana จะมีส่วนทำให้เพลงแนวนี้ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงและส่งผลให้วงชั้นนำที่เหลือแตกวงกันไปในเวลาต่อมา (ก่อนจะกลับมาฟอร์มวงกันใหม่เมื่อไม่นานมานี้) แต่ก็ยังมีวงหนึ่งในจตุรกรั๊นจ์ที่ยังอยู่ยงคงกระพันมาจนทุกวันนี้ ซึ่งนั่นก็คือ Pearl Jam นั่นเอง


ลีลาร็อคสุดเร้าใจของทางวง
และในวาระดิถีที่ Pearl Jam โลดแล่นบนถนนสายดนตรีร็อคมาได้ 20 ปี (กับผลงาน 9 อัลบั้ม) ผกก.Cameron Crowe แห่ง Almost Famous (2006) จึงขอทำสารคดีย้อนรอยตำนานร็อคของทางวงเรื่องนี้ขึ้นมา โดยคัดเอาช็อตเด็ดๆ จากบรรดาฟุตเตจหายากของวงที่มีความยาวกว่า 12,000 ชม.มานำเสนอ พร้อมภาพการสัมภาษณ์สมาชิกแต่ละคนของวง รวมถึงบรรดาคนดังที่เกี่ยวข้องอย่าง Chris Cornell แห่ง Soundgarden ไปจนถึงกระทั่ง ผกก.David Lynch เลยเชียว


เฮีย Eddie เคยมานั่งเรือชมคลองที่เมืองไทยด้วย
ในสารคดีเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยพวกเขายังหนุ่มแน่นสมัยเป็นวง Green River และ Mother Love Bone กระทั่งมาเป็นวง Pearl Jam ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลตั้งแต่อัลบั้มแรกอย่าง 'Ten (1991)' การมีคดีความกับ Ticketmaster กระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่แฟนเพลงเบียดกันตาย 9 ศพในคอนเสิร์ตที่ Roskilde Festival ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปีค.ศ.2000 และเรื่องดีๆ ร้ายๆ อีกมากที่วงเคยประสบพบเจอมา


ผกก.Crowe ชักรูปกับเฮีย Eddie สมัยยังหนุ่ม
สำหรับคนที่ชื่นชอบวงนี้อยู่แล้วคงจะเป็นปลื้มที่ได้ย้อนอดีตไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของพวกเขาอีกครั้ง สารคดีเล่าเรื่องอย่างลื่นไหล เต็มไปด้วยภาพหายากที่แสดงให้เห็นตัวตนของพวกเขา ทั้งลีลาการแสดงสดที่แสนเร้าใจและเต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่ม ความรักใคร่กลมเกลียวกันของสมาชิกภายในวงที่เป็นเหมือนทั้งเพื่อนและพี่น้อง (แม้แต่ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างวงอื่นๆใน ซีแอตเทิลเอง) หรือการที่ไม่เคยเปลี่ยนตัวสมาชิกในวงเลยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ยกเว้นก็แต่มือกลองที่เปลี่ยนไปหลายคนแล้ว


เปรียบเทียบเฮีย Eddie สมัยยังหนุ่มและปัจจุบัน
และก็อย่างว่าที่หนังเหมาะสำหรับแฟนเพลงของวงและผู้สนใจความเป็นมาของวงที่พอจะรู้เรื่องราวของซีนดนตรีสมัยนั้นมาบ้าง แต่สำหรับขาจรแล้วก็คงไม่ค่อยเข้าใจนักนอกจากภาพของวงดนตรีร็อคเคยดังมากจากยุค '90 วงหนึ่ง ที่หลายครั้งเคยเมาปลิ้นในขณะแสดงสดตามประสาคนหนุ่ม ที่ตอนนี้ก็เริ่มแก่และนิ่งกันแล้ว แต่เอาเป็นว่าใครอยากรู้จักกับวงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวงร็อคอเมริกันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษที่ '90 วงนี้แล้วล่ะก็ ไม่มีผิดหวังแน่นอนจ้า


Pearl Jam ยุคปัจจุบัน
แม้ปัจจุบันพวกเขาจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนในอดีต แต่ก็มีแฟนประจำทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ที่ยังตามสนับสนุนผลงานอยู่เสมอ สารคดีปิดท้ายอย่างน่าประทับใจกับภาพของแฟนเพลงที่ให้สัมภาษณ์ได้อย่างน่าฟังว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ Pearl Jam ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่ปัจจุบันก็เปรียบเสมือนแค่การเริ่มต้นของทางวงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือการเริ่มต้นของการเป็น'ตำนาน'ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ที่จะยังคงยืนหยัดอยู่คู่วงการร็อคต่อไปอย่างที่ในเพลง 'Alive' ของพวกเขาเคยบอกเอาไว้ว่า...

I, oh, I'm still alive
Hey I, oh, I'm still alive
Hey I, but, I'm still alive
Yeah I, ooh, I'm still alive
Yeah yeah yeah yeah yeah yeah

yeah! สู้ต่อไปนะเฮียๆ ทั้งหลาย ข้าน้อยขอคารวะสามจอกเลยครั่บ ^^
  • + สารคดีร็อคสุดเจ๋งของวงร็อคสุดแจ่มแห่งยุค '90 คนที่เป็นแฟนเพลงของวงนี้และผู้สนใจไม่ผิดหวังแน่นอน
  • - เหมาะสำหรับคอเพลงร็อค หรือแฟนเพลงที่สนใจเท่านั้น ขาจรคงไม่หือไม่อือเท่าไหร่นัก




*ช่วงเพลงในหนัง*

Pearl Jam สมัยเหล่าสมาชิกยังผมดกปรกไหล่
เป็นสารคดีร็อคเยี่ยงนี้ก็ต้องมีเพลงของ Pearl Jam มาให้ฟังเพียบอยู่แล้ว ซึ่งก็มีทั้งเพลงจากบันทึกการแสดงสด หรือจากอัลบั้ม และสำหรับผู้ที่เกิดไม่ทันวงนี้ หรือไม่คุ้นเคยกับผลงานของพวกเขา เราก็มีมาให้ดูให้ฟังกัน ทั้งการแสดงสดและเอ็มวี โดยจะขอเลือกเอาเพลงสมัย 'Ten' อัลบั้มชุดแรกที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จระดับโลกและเป็นหัวหอกนำเพลงแนวกรั๊นจ์ ให้เป็นที่นิยมร่วมกับ Nirvana (และอีกหลายวง) ว่าแล้วก็มาฟังมาดูกันเลยจ้า

ดูจำนวนคนที่มาดูก็รู้ว่าพวกเขาดังแค่ไหน



MV เพลงสุดฮิตของพวกเขา


MP3: Pearl Jam - Jeremy


ลีลาการแสดงสดสุดเร้าใจ



เพลงจาก 'Backspacer' ชุดล่าสุดเมื่อปี 2009 ของพวกเขา



*รีวิวสารคดีร็อคเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Human Centipede II (Full Sequence) (2011): จับคนมาทำตะขาบ 2


The Human Centipede II (Full Sequence) (2011) :
ภาคแรกที่ออกมาเมื่อปี 2009 นั้นออกมาเสื่อมและวิปริตได้ใจจนขึ้นแท่นหนังคัลต์ไปแล้ว ว่าแล้ว ผกก.Tom Six ก็เลยประกาศสร้างเป็นไตรภาคทันใด โดยภาคสองนี้ขอย้ายที่ทำการเสื่อมไปถ่ายทำกันยังเกาะอังกฤษ แต่ดูเหมือนว่าหนังจะเสื่อมได้โล่ไปหน่อย เลยโดนกองเซ็นเซอร์อังกฤษแบนหนังซะ จนต้องหั่นหนังออกซะกว่าสามสิบจุดถึงจะได้ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหล่ะ


ตัวโกงภาคนี้หน้าตาโรคจิตสุดๆ
Martin Lomax (Laurence R. Harvey) หนุ่มใหญ่ท่าทางโรคจิตที่ทำงานเป็น รปภ.ลานจอดรถใต้ดิน ชื่นชอบคลั่งไคล้หนังเรื่อง The Human Centipede ภาคแรกเอามากๆ ชนิดที่ดูกี่รอบๆ ก็ไม่เบื่อ ว่าแล้วเขาก็เลยนึกอยากทำมนุษย์ตะขาบเหมือนในหนังบ้าง โดยการจับชาวบ้านดวงซวยมาถึง 12 คนเพื่อการนี้ แม้ว่าเขาจะไม่มีความรู้เรื่องการผ่าตัดเลยก็ไม่เป็นไร เพราะเปิดดีวีดีหนังภาคแรกแล้วทำตามเอาโลด โดยหาเครื่องไม้เครื่องมือช่างจากในบ้านนั่นแหล่ะมาใช้ผ่าตัด (ป๊าด!)


นางเอกจากภาคแรกกลับมาในสภาพปกติอีกครั้ง?!
ภาคแรกที่ว่าเสื่อมแล้วมาเจอภาคนี้ยังต้องชิดซ้าย เพราะ ผกก.เขาจัดเต็มประเคนความเสื่อม ความโหด ความซาดิสม์ ทรมานบันเทิงกันเต็มเหนี่ยวตามที่เคยโม้เอาไว้ (แถมทำเป็นหนังขาวดำซะอีก) หนังเก๋ตรงที่ทำให้ภาคแรกกลายเป็นหนังไปจริงๆ ซะ ภาคสองจะได้เล่นมุกโหดเลียนแบบหนังและยังหาทางให้สาวคนที่เล่นเป็นนางเอกจากภาคแรกกลับมาเล่นเป็นตนเองได้อีกแน่ะ ในขณะที่ตัวร้ายของภาคนี้ก็หน้าตาท่าทางน่าเกลียด โรคจิตปนน่าสังเวชได้ใจจริงๆ แม้ทั้งเรื่องเขาแทบจะไม่ต้องพูดอะไรออกมาสักคำก็ตามที

หนังทั้งเสื่อมทั้งโหดชนิดภาคแรกชิดซ้าย
แต่ดูเหมือนภาคนี้จะมุ่งแต่จัดหนักความเสื่อมความโหดซะจนแทบไม่มีเรื่องราวอะไรนอกจากเสนอการจับคนมาทรมาน ความรุนแรง อุบาทว์ จนตัวหนังเข้าใกล้ความเป็น snuff film พอดู ดังนั้นจึงไม่ใช่หนังที่คนหมู่มากจะชอบหรือทนดูกันได้ คนที่ชอบภาคแรกก็อาจไม่ชอบภาคนี้ ส่วนคนที่เห็นว่าภาคแรกโหดน้อยเกินไปก็คงจะถูกใจภาคนี้ แล้วแต่รสนิยมท่านจริงๆ นี่เห็นว่าภาคสามซึ่งถ่ายทำที่อเมริกาจะเสื่อมหนักข้อกว่านี้ขึ้นไปอีก จะเอาเสื่อมไปถึงไหนเพ่ Tom Six?!
  • + โหดกว่าเดิม อุบาทว์กว่าเดิม เหยื่อเยอะกว่าเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่คิดว่าการดูคนถูกทรมานคือความบันเทิง แถมมุกเลียนแบบหนังภาคแรกก็ดูเข้าท่าดีไม่น้อย
  • - เน้นโหด อุบาทว์ ซะจนไม่มีอะไรอย่างอื่น ดูไปก็พะอืดพะอมเปล่าๆ นี่คือหนังโหดเสื่อมติดอันดับต้นๆ ของปีนี้เลยเชียว




*ของแถม*

มีใครอยากจะใช้รุ่นนี้บ้างมั้ย?



*รีวิวหนังแนวเสื่อมเรียกพี่เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Silent House (2010): บ้านกระตุกหลอน




The Silent House (2010) :
อุรุกวัย เป็นประเทศหนึ่งที่ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งแฟนกีฬาฟุตบอลทั้งหลายคงจะรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะทีมชาตินี้เขามีฝีเท้าไม่ใช่ขี้เป็ดเลย แต่ถ้าจะเอ่ยถึงประเทศนี้ในเรื่องหนังแล้ว หลายคนคงจะพากันเหวอกิน เพราะไม่ค่อยมีเล็ดลอดออกมาให้ชาวโลกได้ยลกันสักเท่าไร และนี่คือหนังสยองขวัญสัญชาติอุรุกวัย ที่คงต้องขอบอกว่าไม่ใช่ขี้ไก่เลยล่ะ อิอิ


หนังเรื่องนี้ส่องกันตลอดทั้งเรื่อง
Laura และพ่อถูกว่าจ้างให้มาทำการบูรณะบ้านไร่ร้างหลังหนึ่งเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมขาย สองพ่อลูกจึงตัดสินใจพักค้างคืนที่นั่นเพื่อจะได้เริ่มต้นทำงานแต่เช้า แต่แล้วในค่ำคืนอันเงียบสงัดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆ หลอนๆ จากบนบ้าน จึงรบเร้าให้พ่อที่กำลังหลับสบายขึ้นไปดูหน่อย (ก็หนูกลัวนี่) ก่อนที่พ่อของเธอจะเงียบหายไปอย่างลึกลับซะงั้น เธอก็เลยต้องจำใจออกตามหาพ่อ จนได้พบกับความสยดสยองสุดหลอนและความลับดำมืดมากมายที่รออยู่ในบ้านหลังนี้


หน้าเลอะน้ำแดงเชียวนะหนู
ผกก.Gustavo Hernández ประเดิมผลงานเรื่องแรกของเขานี้ได้อย่างไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่หนังใช้สไตล์การถ่ายภาพแบบแบกกล้องตามถ่ายติดๆ ชนิดลองเทคลากยาว ซึ่งเจ้าของหนังเคลมว่าหนังถ่ายกันเทคเดียวจนจบเรื่อง และเป็นหนังสยองขวัญเทคเดียวจบเรื่องแรกของโลกเลยเชียว (ป๊าด!) ซึ่งพอดูกันจริงๆ แล้วน่าจะเป็นหลายเท็คแต่ตัดต่อแบบเนียนๆ มากกว่านะ ถึงกระนั้นมันก็ยังออกมาดูแจ่มหลายอยู่ดีนั่นแหล่ะ


หน้าตาของนางเอกของเวอร์ชั่นรีเมคที่จะออกฉายปีหน้านี้
ดังนั้นถ้าจะพูดถึงสไตล์การถ่ายทำและการสร้างบรรยากาศสยองของหนังแล้วก็ต้องยกให้เขาโลด แต่น่าเสียดายที่ทางด้านบทยังไม่เด็ดพอ คือมีมาแต่มุกตกสะดุ้งที่คุ้นเคยกันดี และการหักมุมที่ชวนว้ามากกว่าชวนเหวอชนิดที่อาจทำให้หลายคนอาจจะพาลเซ็งหนังเรื่องนี้เอาได้ง่ายๆ แต่ถ้าจะดูในแง่ที่ว่านี่เป็นหนังสยองเล็กๆ จากประเทศที่โนเนมเรื่องหนังอย่างอุรุกวัยแล้วล่ะก็ถือว่าแจ่มเหลือหลายแล้ว และล่าสุดฮอลลีวู้ดก็เป็นเสือปืนไว คว้าเอาไปรีเมคเรียบร้อยโดยจะออกฉายปีหน้านี้จ้า ขอบอก
  • + เป็นหนังสยองขวัญเล็กๆ จากอุรุกวัย ที่มีสไตล์ด้านภาพแบบลองเทคลากยาว (มากๆ) บรรยากาศสยองใช้ได้ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเชียว
  • - ด้านบทและมุกหักมุมยังไม่แจ่มพอ จนหลายคนอาจพาลเกลียดไปเลยก็ได้




*รีวิวหนังสยองแนวแบบกล้องถ่ายตามถ่ายเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*


วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Robber (2010): วิ่งปล้นฟัด




The Robber (2010) :
หนังดราม่าอาชญากรรมจาก เยอรมนี เรื่องนี้สร้างจากนิยายที่เขียนขึ้นจากเรื่องจริงของนาย Johann Kastenberger นักวิ่งมาราธอน/โจรปล้นธนาคารชาวออสเตรีย ซึ่งตัวหนังก็เจ๋งพอที่จะถูกเสนอเข้าชิงรางวัลหมีทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินปีที่แล้ว (ครั้งที่ 60) เสียด้วยนะ ขอบอก


นักวิ่งและโจรในร่างเดียวกัน?!
หนังเล่าเรื่องของ Johann Rettenberger หนุ่มมาดนิ่งที่เพิ่งพ้นคุกมาจากคดีปล้นแบงค์เมื่อหกปีก่อน ซึ่งเขาก็กลายเป็นดาวเด่นทันทีเมื่อลงแข่งขันวิ่งมาราธอนและทำลายสถิติชาติได้ จนชีวิตน่าจะไปได้สวยในการเป็นนักกรีฑาอาชีพ แต่ดูเหมือนว่าเขายังจะเอาดีด้านการปล้นธนาคารอีกเสียด้วยสิ ว่าแล้วก็สวมหน้ากากยางเที่ยวตระเวนปล้นไปวิ่งหนีตำรวจไปซะจนวุ่นวายกันทั้งเวียนนาเชียวงานนี้


หยุดนะนี่คือการปล้น!
ผลงานของ ผกก.Benjamin Heisenberg เรื่องนี้มาในสไตล์หนังยุโรปคือนิ่งๆ พูดน้อย มีสไตล์ แม้ในฉากการปล้นและการ (วิ่ง) หนีตำรวจจะไม่โฉ่งฉ่างตูมตามสไตล์หนังฮอลลีวู้ดแต่ก็ทำออกมาน่าลุ้นได้อยู่ แถมวิวทิวทัศน์ของเวียนนา ออสเตรีย ก็สวยได้ใจซะ ถึงกระนั้นตัวละครหลักก็ดูเหมือนจะปล้นเอามันส์มากกว่าจะจำเป็นต้องปล้น และหนังก็เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดของเขาเพียงแต่น้อย ดังนั้นเลยอาจไม่ได้ใจคนดูให้คอยเอาใจช่วยได้เท่าไหร่นัก ทว่าหนังโดยรวมแล้วก็ยังน่าพอใจอยู่ดี


พระเอกเรามาในอารมณ์นี้ตลอดทั้งเรื่อง
แม้ตัวหนังจะอิงเรื่องหลวมๆ จากเรื่องจริง แต่ก็ยังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า คุกไม่ได้มีไว้ดัดสันดานอาชญากร เพราะมีน้อยรายจริงๆ ที่ออกมาแล้วกลับตัวกลับใจเป็นคนดีศรีสังคม ดังนั้นคุกจึงน่าจะมีไว้เพื่อกันคนเหล่านี้ให้พ้นจากสังคมซะมากกว่านะ แถมหลายคนออกมาแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นโจรเต็มขั้นไปซะอีกแน่ะ ถึงมีคนขนานนามคุกให้เป็น 'มหาวิทยาลัยโจร' ยังไงล่ะ เหอๆ
  • + เรื่องราวน่าสนใจจากเรื่องจริง วิวทิวทัศน์งดงาม เล่าเรื่องมีสไตล์ น่าดูๆ
  • - ตัวละครหลักไม่ได้ใจคนดู และหนังอาจจะนิ่งไปบ้าง



*อันเนื่องมาจากหนัง*

Johann Kastenberger
เป็นที่รู้กันว่าหนังสร้างโดยอิงจากเรื่องจริงของนาย Johann Kastenberger (1958-1988) นักวิ่งมาราธอนยอดฝีเท้าชาวออสเตรีย ที่ตระเวนออกปล้นธนาคารและก่อคดีฆาตกรรมหลายคดี โดยมีเอกลักษณ์ประจำตัวตอนออกก่อคดีในการสวมหน้ากากยางประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งอเมริกาและควงปืนลูกซองสั้น จนได้รับฉายา 'ไอ้ลูกซองรอนนี่'

ที่เด็ดคือมีครั้งหนึ่งเขาถูกจับได้คาอพาร์ทเม้นท์ ตำรวจพบเงินที่ปล้นมาได้กว่าสี่แสนยูโร ในอีกสองวันต่อมาขณะถูกสอบสวนอยู่บนโรงพักเขาก็อาศัยจังหวะ จนท.เผลอ โดดออกมาจากหน้าต่างหนีไป และหลังจากที่หลบหนีตำรวจได้หลายวัน ก็ถูกจับตายขณะแหกด่าน โดยมีการระดมกำลังตำรวจกว่า 450 นายออกตามล่าเขา ซึ่งนับว่าเป็นใช้กำลังพลตามจับโจรที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรียเลยทีเดียว

*คัดข้อมูลคร่าวๆ มาจาก wikipedia จ้า*



*รีวิวหนังแนวสวมหน้ากากปล้นธนาคารเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Bad Lieutenant: Port of Call New Orleans (2009): สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า'ตำหนวด'


Bad Lieutenant: Port of Call New Orleans (2009) :
เฮีย Nicolas Cage (The Rock [1996]) ไม่ได้เล่นหนังที่ทำให้เขารับคำชมในด้านการแสดงมานานหลายปีแล้ว (เรื่องล่าสุดก็ Adaptation [2002] เลยโน่น) ระยะหลังๆ มานี่ถ้าไม่นับหนังตลาดทั่วๆ ไป เขาก็มักจะผูกติดกับบทบาทที่ต้องทำหน้าเครียดๆ ตาเหลือกๆ แบบคนเบื่อโลกอยู่เป็นประจำ จนหลายคนเริ่มจะลืมๆ กันไปแล้วว่าเขาเคยคว้ารางวัลออสก้าร์นำชายมาครองแล้วจากบทหนักๆ ใน Leaving Las Vegas (1995)


ทำงาน.. เครียด... เล่นยา... คือวัฏจักรชีวิตของตำหนวดคนนี้
ยังดีที่เขารักที่จะร่วมงานกับ ผกก.คุณภาพมากหน้าหลายตาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ออกมาดีบ้างแป้กบ้างไปตามเรื่อง จนมาในเรื่องนี้ที่ได้แท็กทีมร่วมกับ ผกก.ชาวเยอรมันในตำนานอย่าง Werner Herzog (Rescue Dawn [2006]) และผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็น่าชื่นชม โดยอาจจะถือได้ว่าบทบาทของเขาในเรื่องนี้ ทำให้เขาได้มอบการแสดงที่ดีที่สุดในช่วงหลายปีมานี้เลยทีเดียวก็ว่าได้

สองพระนางของเรื่อง
คุณจ่า Terrence McDonagh ตำรวจน้ำดีใน นิว ออลีนส์ ได้แสดงวีรกรรมในการช่วยชีวิตคนในช่วงที่พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มเมือง ส่งผลให้เขาได้เลื่อนยศเป็นผู้หมวด แต่ก็ได้อาการเจ็บหลังเรื้อรังจากการช่วยเหลือครั้งนั้นมาเป็นของแถม ทำให้ต้องพึ่งยาระงับปวดไปตลอดชีวิต จากนั้นเขาก็เริ่มกลายเป็นตำหนวดขี้ยา อารมณ์ร้อน หนี้สินรุงรัง เกี่ยวข้องกับพ่อค้ายา และอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ดูเหมือนว่ามันส่งผลให้ชีวิตของเขาเริ่มจะเละเทะขึ้นทุกที กว่าที่จะสำนึกได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นตำรวจน้ำดี และอยากจะกลับตัวกลับใจ มันก็อาจจะสายเกินกว่าที่จะแก้ไขอะไรได้ซะแล้ว


หนังได้เหล่าดาราสมทบที่น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนังรีเมคของ Bad Lieutenant (1992) แต่ก็ไม่ได้เดินตามต้นฉบับเป๊ะๆ และถึงแม้จะมาด้วยเนื้อหาเดิมๆ ที่หาได้ทั่วไป แต่ ผกก.ก็เก๋าพอที่จะทำออกมาไม่น่าเบื่อ แถมยังมีอารมณ์ขันแปลกๆ ที่เก๋ไม่หยอก แทรกมาอยู่ตลอดเลยไม่ทำให้หนังเครียดจนเกินไป มาได้การแสดงที่เข้าท่าของเฮีย Cage เข้าไปอีก ส่งผลให้เป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การดูไม่ใช่น้อย และเหมือนหนังกำลังจะบอกว่า ไม่มีใครที่เลวตั้งแต่กำเนิดหรอก แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างพาไป และด้วยจิตใจที่ไม่มั่นคงของเราแต่ละคน ก็ไม่ยากเลยที่จะทำให้คนดีๆ สักคนกลายเป็นคนเลว(ในสายตาคนอื่น)ไปได้ในที่สุด จริงอยุ่ที่บางครั้งมันอาจจะดูสายเกินไปที่จะกลับใจ แต่อย่างน้อยในท้ายที่สุดเราก็ยังได้กลับใจไม่ใช่เหรอ?


ผิดด้วยหรือถ้าตำหนวดจะรักกับโสเภณี?
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังดราม่าอาชญากรรมที่มีดี ชื่อชั้น ผกก.เชื่อมือได้ และการแสดงของเฮีย Cage ก็แจ่มทีเดียว
  • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่ใช่หนังบู๊สะบั้นหั่นแหลก ดูเอามันอาจมาผิดเรื่องแล้วนะ